จากกรณีสถานการณ์น้ำท่วมหนักในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลาในช่วงที่ผ่านมา ล่าสุด ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ วิเคราะห์สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ว่า เป็นวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ที่สุดในรอบ 25 ปี นับตั้งแต่ปี 2543 โดยมองว่ามาจาก 3 ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้เกิดความเสียหายรุนแรง และชี้ว่าการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐยัง "ต่ำกว่ามาตรฐาน"
ได้แก่ 1. สภาพอากาศแปรปรวนจากปรากฏการณ์ลานีญา ประกอบกับความกดอากาศต่ำที่เลื่อนลงมาสู่ภาคใต้ใกล้กับประเทศมาเลเซีย ความชื้นในอากาศสูงมาก และเกิดฝนตกหนักแบบที่เรียกว่า "เรนบอมบ์" คือ ตกอย่างหนักในพื้นที่เดิมและต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 3 วัน ส่งผลให้มีปริมาณฝนสะสมสูงถึง เกือบ 600 มิลลิเมตร ซึ่งสูงกว่าน้ำท่วมใหญ่ปี 2543 ที่มีปริมาณน้ำฝนอยู่ที่ 500 กว่ามิลลิเมตร
2. ภูมิประเทศและสิ่งปลูกสร้างขวางทางน้ำ โดยพื้นที่ตัวเมืองหาดใหญ่เป็นพื้นที่ต่ำและราบ ซึ่งเป็นทางไหลของน้ำจากเขาคอหงส์ และเทือกเขานครศรีธรรมราช เพื่อลงสู่ทะเลสาบสงขลา ขณะที่ คลองอู่ตะเภา ซึ่งเป็นคลองสายหลักที่รับน้ำผ่านตัวเมืองหาดใหญ่ มีปัญหาจากสิ่งปลูกสร้างที่รุกล้ำ ทำให้คลองแคบลง พื้นที่ดังกล่าวสามารถรองรับน้ำได้ไม่เกิน 100 มิลลิเมตร แต่เมื่อปริมาณน้ำไหลลงมาเกินกว่า 500 มิลลิเมตร ทำให้ระบบระบายน้ำไม่สามารถรับมือได้
3. การบริหารจัดการน้ำที่ต้องบูรณาการใหม่ เพราะการบริหารจัดการน้ำของหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่ง (สทนช.) และกรมชลประทาน ต่ำกว่ามาตรฐาน แสดงให้เห็นว่าแม้จะทราบล่วงหน้าว่าปีนี้มีภาวะลานีญา แต่การวางแผนรับมือและการเตรียมการยังไม่ทันท่วงที รวมถึงการประสานงานระหว่างจังหวัดกับส่วนกลางและการพยากรณ์ยังไม่แม่นยำมากพอ ทำให้การรับมือภัยพิบัติเป็นไปอย่างล่าช้า
“คือเดิมเรามีกรรมการ มีกรมชลประทานเป็นหลัก ต่อมาก็ตั้ง สทนช. สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติขึ้นมา ภายใต้คณะกรรมการชุดใหญ่อีกชุดหนึ่ง แล้วก็มีฝ่ายเลขา มีทุกหน่วยงานมานั่งคุยกันในพื้นที่ แต่ขณะเดียวกัน ตอนหลังรัฐบาลบอกว่าไม่เอา ต้องมีส่วนกลางขึ้นมาอีกอันหนึ่ง เพื่อสู้กับวิกฤตน้ำได้ทันที รัฐบาลก็ตั้งขึ้นมาอีกชุดหนึ่งที่สำนักนายกฯ เพื่อมาดูแลอีก ก็เลยกลายเป็นว่ามีหลายหน่วยงานเกินไปในการบริหารจัดการน้ำ มีทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงทรัพยากรฯ สำนักนายกรัฐมนตรี มาจากคณะทำงานของรัฐมนตรีอีก คือไม่เป็นเอกภาพ เลยมองว่าใครมีอำนาจเป็น Single Command หรือ อำนาจสั่งเด็ดขาดกันแน่ ในการบริหารจัดการน้ำ พอมีหลายหน่วยงาน การเตรียมการก็ไม่ค่อยทัน ทั้งที่เรารู้ว่าฝนตกหนัก มีการพยากรณ์ว่าน้ำจะท่วมตรงไหน แต่สุดท้ายน้ำก็ท่วมจริง ทำไมจึงไม่ได้เตรียมการเพื่อแก้ไขหรือป้องกันไว้ก่อน เรามาพูดกันแต่การแก้ไข แต่การป้องกันเราไม่ค่อยได้ทำ ผมมองว่าปีนี้จึงถือว่าต่ำมากในเรื่องการบริหารจัดการน้ำ”
ดร.สนธิ ระบุว่า ดังนั้น จึงมีข้อเสนอแนะการปรับแผนการจัดการน้ำทั้งระบบ ซึ่งภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องกลับไปบูรณาการและคิดใหม่ในการบริหารจัดการน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่เดิมๆ โดยเฉพาะกำหนดผู้สั่งการเบ็ดเสร็จ ภาครัฐต้องหารือกันใหม่ว่าใครจะเป็นผู้มีอำนาจสั่งการในการบริหารจัดการน้ำเพียงหน่วยงานเดียว / บูรณาการการทำงานหน่วยงานทั้งหมดต้องบูรณาการการทำงานร่วมกันใหม่โดยไม่ให้เกิดการต่างคนต่างทำ / ใช้บทเรียนเป็นฐาน รัฐบาลควรนำบทเรียนและข้อมูลน้ำท่วมซ้ำซากในปีนี้ไปใช้ในการวางแผนสำหรับปีหน้า / และวางแผนจัดการน้ำตลอดปี
ซึ่งการบริหารจัดการน้ำไม่ควรทำในช่วงที่เกิดฝนตก หรือ เกิดภัยพิบัติเท่านั้น แต่ต้องเริ่มทำและวิเคราะห์ตั้งแต่ต้นปี ต้องมีการวิเคราะห์อย่างละเอียดเกี่ยวกับปริมาณน้ำที่ควรปล่อยจากเขื่อน ปริมาณน้ำที่เขื่อนสามารถรองรับได้ และการกำหนดแนวทางการระบายหรือผันน้ำ เช่น การระบายแบบก้างปลา เพื่อกระจายน้ำแทนการปล่อยน้ำลงมาตรงๆแบบแนว-ดิ่งที่อาจท่วมพื้นที่ลุ่มอย่างอยุธยา