จากกรณีกระแสวิพากษ์วิจารณ์พฤติการณ์ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร หลังจากมีการเอื้อประโยชน์ให้นักโทษจีนเทาอยู่อย่างเทวดาในเรือนจำพิเศษกรุงเทพ และมีการพานางแบบสาวชาวจีนเข้ามามีสัมพันธ์ในห้องลับภายในเรือนจำด้วยนั้น
ล่าสุด “รายการโหนกระแส” ได้สัมภาษณ์อดีตผู้ต้องขังถึงกรรีดังกล่าวไว้อย่างน่าสนใจ โดย นายเบนซ์ อดีตผู้ต้องขัง จำคุก 15 ปี ยอมรับว่าตนเคยใช้บริการ จ่ายเงินให้กับเจ้าหน้าที่ 50,000 บาท เพื่อแลกกับ 1 ชั่วโมงมีสัมพันธ์กับผู้หญิงภายในเรือนจำ
นายเบนซ์ ยังบอกอีกว่า เท่าที่ตนรู้มาตอนนี้ในเรือนจำมีการซื้อขายบุหรี่ซองละ 20,000 บาท ไฟเซ็ก 500 บาท ให้กับกลุ่มจีนเทา ส่วนโทรศัพท์เครืองละเป็นล้าน ซึ่งผู้คุมต้องมีส่วนรู้เห็น เพราะสิ่งของเหล่านี้นักโทษออกมาเอาเข้าไปเองไม่ได้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าตนไม่ได้กล่าวหาว่ากรมราชทัณฑ์ไม่ดี หรือมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ไม่ดี แต่จะมีเจ้าหน้าที่เป็นบางคนเท่านั้น ที่เป็นปลาเน่า
นอกจากนั้นนายเบนซ์ ยังบอกว่า ตนยังเคยโดนขังเดี่ยวเพราะถูกจับได้เรื่องใช้โทรศัพท์ ซึ่งการจะกลับลงมาขังรวมได้ก็ต้องเสียเงิน โดยจะมีคนมาติดต่อและสามารถเลือกแดนได้ ประมาณ 300,000 บาท นอกจากนั้นยังมีกรณีที่เจ้าหน้าที่ ให้นักโทษอีกรายใส่ชื่อตนเป็นพยานในศาล เพื่อพาตัวออกมานอกเรือนจำ ก่อนที่จะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาพูดคุยกับตนว่าอยากพูดคุยกับแฟนสาวแบบเป็นการส่วนตัวหรือไม่ แต่ก็ต้องจ่ายเงินสด 50,000 บาท โดยเจ้าหน้าที่จะพาผู้หญิงไปรอในห้อง จากนั้นจึงพาตนออกจากห้องขังแล้วพาเข้าไปในห้องที่มีผู้หญิงอยู่ โดยมีเวลา 1 ชม. จากนั้นก็พาตนกลับเรือนจำ หรือบางครั้งที่ถูกนำตัวออกมาขึ้นศาลก็จะเจอกับแฟนสาวในห้องน้ำของศาลด้วย ส่วนจะต้องจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่หรือไม่ก็เป็นบางครั้ง
ขณะที่นายบอม อดีตผู้ต้องขัง จำคุก 10 ปี บอกว่า ผ่านมาหลังพ้นโทษ ตนยังเข้าไปทำหน้าที่วิทยากรในเรือนจำเพื่อสอนศิลปะ และที่ผ่านมาตนมักจะปกป้องกรมราชทัณฑ์ เพราะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่ดีมีเยอะ แต่พอมีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นตนรับไม่ได้ และเสียความรู้สึก และรู้สึกผิดหวังกับเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เพราะตอนที่ตนอยู่ในเรือนจำแค่ดูหนังสือโป๊ยังมีความผิดและโดนลงโทษ แต่กรณีมีผู้หญิงเข้ามาถึงในเรือนจำตนรับไม่ได้
นายบอม ยังบอกอีกว่า กรณีการเจอถุงยางอนามัยนั้นเป็นเรื่องปกติ เพราะในเรือนจำจะมีกลุ่มผู้ต้องขังที่เป็น LGBTQ อยู่ด้วย และในเรือนจำก็มีการแจกถุงยางอนามัยด้วย
โดยตอนที่ตนอยู่รับโทษนั้น ในเรือนจำมีทุกอย่าง ทั้งโทรศัพท์ โน๊ตบุ๊ก ยาเสพติด เฮโรอีน ซึ่งสามารถหาได้ง่ายในเรือนจำ จนถูกเรียกว่า “เท็กซัส” หรืออิสระ ขณะเดียวกันยังมีกรณีที่ผู้ต้องขังไม่อยากย้ายแดน ก็จะขอ “ตัดแดน” กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งก็ต้องจ่าย 30,000-50,000 บาท หรือถ้าอยากได้ห้องขังแล้วเอาเพื่อนของเราเข้าไปอยู่ด้วยก็จ่ายประมาณ 20,000 บาท แล้วอยู่กันได้เป็น 10 คน ส่วนทีวีจะมีติดให้ทุกห้อง จำกัดเวลาแค่ 3 ทุ่ม หากเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่าทำผิดในห้อง ก็จะถูกยึดทีวี หากอยากได้ทีวีคืนก็ต้องจ่ายเงิน ยกเว้นห้องขังเดี่ยวถึงจะไม่มีทีวีให้ดู
ส่วนผู้ต้องขังที่มีเงิน หรือจะเรียกว่านักโทษชั้น “สมเด็จ” นั้น เวลาให้เจ้าหน้าที่ไม่ได้ให้เป็นเงิน แต่จะให้รถยนต์ ให้บ้าน เพราะแม้ว่าตัวเขาจะอยู่ในคุก แต่ยังสามารถสั่งการธุรกิจสีเทา หรือขายยาเสพติดที่ข้างนอกเรือนจำได้ แล้วบางคนขายยาทั้งนอกเรือนจำ และเอามาขายถึงในเรือนจำด้วย และราคาเพิ่มขึ้นหลายเท่า
ด้าน พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นตนเชื่อว่ามีจริง เพราะเจ้าหน้าที่มีการตรวจสอบและพบหลักฐานต่างๆ แต่ยังไม่เชื่อว่าเรือนจำอื่นจะมีแบบนี้หรือไม่ ส่วนเรื่องการพาผู้หญิงเข้ามาหลับนอนในเรือนจำนั้น หากเป็นคนที่ถูกจัดหามา เจ้าหน้าที่จะต้องโดนโทษเรื่องเป็นธุระจัดหาด้วย เช่นเดียวกับการค้าบริการ แต่หากเป็นแฟนของนักโทษเอง เจ้าหน้าที่ก็จะเข้าข่ายเป็นการทุจริตต่อหน้าที่โดยเปิดโอกาสให้ผู้หญิงเข้ามา และหากทนายมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็จะมีความผิดเป็นธุระจัดหาเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นหากเจ้าหน้าที่มีการเรียกรับเงินอีกก็จะมีความผิดเรียกรับเงิน ปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบ ซึ่งมีโทศถึงประหารชีวิต