ภัยพิบัติเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่การจัดการภัยพิบัติ เป็นเรื่องของคนมีอำนาจ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ทำไมประเทศไทยไม่เคยจัดการ กับปัญหาน้ำท่วมได้ทันท่วงที โดยเฉพาะการป้องกันก่อนเกิดเหตุ นี่อาจเป็นเพราะการบริหารงาน ที่ขาดหลักนิติธรรม

เคยสงสัยไหมว่าทำไมน้ำท่วมทุกปี ประเทศไทยแก้ปัญหาได้ล่าช้าเหมือนเดิม ขณะที่นับวันภัยพิบัติทางธรรมชาติก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น เดือนมีนาคมที่ผ่านมา World Meteorological Organization (WMO) รายงานว่า ปี 2024 อุณหภูมิผิวโลกสูงขึ้นประมาณ 1.5 องศาเซลเซียส และทุกการเพิ่มขึ้น 0.1 องศาเซลเซียส จะเพิ่มความถี่และความรุนแรงของคลื่นความร้อน ทำให้ฝนจะตกหนักพร้อมกับภัยแล้งเกิดขึ้นบ่อย และ "มหาอุทกภัยหาดใหญ่"  กับภาคใต้อีกหลายจังหวัดในปีนี้อาจเป็นเหมือนใบเตือนครั้งที่หนึ่ง

ภาพเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ 26 พ.ย.68 FB/weerapong narongkul
ภาพเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ 26 พ.ย.68

อ่านมาถึงตรงนี้อาจสงสัยว่า ภัยพิบัติทางธรรมชาติเกี่ยวข้องกับรัฐบาลและหลักนิติธรรมอย่างไร หลักนิติธรรมคืออะไร และมีความสำคัญต่อประชาชนและประเทศชาติแค่ไหน พีพีทีวีออนไลน์ชวนแฟนข่าวมาทำความรู้จักกับ "หลักนิติธรรม" หลักการสำคัญในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ที่กำหนดว่า กฎหมายต้องอยู่เหนือบุคคล และการใช้อำนาจรัฐต้องเป็นไปตามกฎหมายที่เป็นธรรม ไม่ใช่ตามอำเภอใจของผู้มีอำนาจ 

ซึ่งจากเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้ อาจสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยที่มีหน่วยงานเกี่ยวกับการจัดการน้ำอยู่เกือบ 38 แห่ง ใน 1 สังกัด 9 กระทรวง ภายใต้งบประมาณกว่าปีละ 1 แสนล้านบาท ในปี 2568 และมีการตั้งร่างงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ไว้อยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท จากการสำรวจงบประมาณผ่านคีย์เวิร์ดคำว่า "น้ำ" ด้วยเว็บไซต์ https://wevis.info/Thailandbudget2569

สำรวจงบประมาณการจัดการน้ำประจำปีงบประมาณ 2569 WeVis
สำรวจงบประมาณการจัดการน้ำประจำปีงบประมาณ 2569
สำรวจงบประมาณการจัดการน้ำประจำปีงบประมาณ 2569 WeVis
สำรวจงบประมาณการจัดการน้ำประจำปีงบประมาณ 2569

สำรวจงบประมาณการจัดการน้ำประจำปีงบประมาณ 2569 WeVis
สำรวจงบประมาณการจัดการน้ำประจำปีงบประมาณ 2569

ซึ่งในแง่ดีการมีหน่วยงานจำนวนมากอาจช่วยกันทำงานได้ทั่วถึง แต่ในอีกมุมหนึ่งก็เป็นอุปสรรคเพราะการมีหน่วยงานมากเกินไป อาจทำให้การทำงานกระจัดกระจายกันคนละทิศทาง ใช้อำนาจซ้ำซ้อน ไปจนถึงการขาดต่อหลักนิติธรรมในการบริหารงาน โดยเฉพาะจากนักการเมือง  อย่างที่บอกไปแล้วว่า “หลักนิติธรรม” คือหลักการปฏิบัติในการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีความหมายหลัก ๆ คือ กฎหมายต้องอยู่เหนือทุกคน เป็นธรรม มีขอบเขต เป็นอิสระ และโปร่งใส

หลักการนิติธรรมมีที่มาจาก ศาสตราจารย์ เอ. วี. ไดซีย์ (Albert Venn Dicey)  นักกฎหมาย แห่งมาหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด พีพีทีวี
หลักการนิติธรรมมีที่มาจาก ศาสตราจารย์ เอ. วี. ไดซีย์ (Albert Venn Dicey) นักกฎหมาย แห่งมาหาวิทยาลัยอ๊อกฟอร์ด

น้ำท่วมไทยจัดการไม่เคยได้ เพราะรัฐบาลขาดนิติธรรม?

จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ ในเดือนพฤศจิกายน 2568 โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่หนักที่สุดในรอบ 25 ปี พีพีทีวีออนไลน์ ได้สัมภาษณ์พิเศษ นายศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร และมีบทบาทในการติดตามสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม เพราะบ้านของเขาอยู่ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา พื้นที่ที่น้ำท่วมทุกปีแต่ไม่เคยจัดการได้กลับหนักขึ้นเรื่อย ๆ คุณศศิน บอกว่าที่ประเทศไทยไม่เคยแก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ดีกว่านี้ อาจเป็นเพราะถูก “การเมืองครอบงำ” และบอกว่าหัวใจสำคัญของการจัดการเรื่องน้ำ ต้องมีคนทำงานที่เชี่ยวชาญและรู้จริงในเรื่องน้ำอย่างถ่องแท้

ศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ช่างภาพพีพีทีวี
ศศิน เฉลิมลาภ กรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร

แต่ปัญหาที่เกิดขึ้น คุณศศินมองว่า คนทำงานที่มีอำนาจ “อาจจะรู้ไม่จริง” คำพูดนี้ถูกยกตัวอย่างจากมติ ครม.แพทองธาร 2 (19 ส.ค.68) ที่มีคำสั่งแต่งตั้ง นายดนุชา พิชยนันท์ ให้เป็นเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ทั้งที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจและสังคมมากกว่า จากตำแหน่งเดิมคือเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

และมีรายงานข่าวในหลายเดือนต่อมาว่ามีคำสั่งให้ย้ายกลับไปยังตำแหน่งเดิมคือ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  ในมติ ครม.อนุทิน 1 (4 พ.ย.68) แม้ว่าการโยกย้ายราชการจะมีข้อดี คือทำให้ปรับตัวทำงานได้ทุกตำแหน่ง แต่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อแบบนี้ที่น้ำกำลังท่วมหนัก กับผู้มีอำนาจไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำและยังไม่ชัดเจนในตำแหน่ง การแก้ปัญหาจึงอาจขาดประสิทธิภาพ เช่น การเตือนภัยล่าช้า การสื่อสารสับสน

หรือแม้กระทั่งคำสั่งย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ในเดือนตุลาคม 2568 จากเดิมคือนายโชตินรินทร์ เกิดสม มาเป็น นายรัฐศาสตร์ ชิดชู อดีตผู้ว่าฯ จ.กระบี่ ซึ่งสังคมบางส่วนตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการเตรียมการสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ เมื่อเกิดน้ำท่วมสงขลา ก็ทำให้ผู้ว่าฯ อาจจะยังไม่เข้าใจปัญหาในพื้นที่อย่างแท้จริง อาจถูกมองว่าเป็นการใช้อำนาจโยกย้ายโดยไม่คำนึงถึงความสมเหตุสมผลหรือเพราะประโยชน์อื่นใดหรือไม่ และไม่ว่าจะรัฐบาลชุดไหนรูปแบบการโยกย้ายข้าราชการก็ไม่แตกต่างกัน

ฟังการให้สัมภาษณ์ได้จากคลิปนี้: https://www.facebook.com/reel/2070584817129471

การแต่งตั้งบุคคลที่ขาดความเชี่ยวชาญไม่ผิดกฎหมาย แต่กระทบหลักนิติธรรมดังนี้

1. หลักความเหมาะสมและสมเหตุสมผล

การใช้อำนาจรัฐต้องตั้งอยู่บนเหตุผลที่ชอบธรรม แต่การแต่งตั้งคนที่ไม่มีพื้นความรู้ด้าน “การจัดการน้ำ” ไปกำกับนโยบายระดับชาติ เช่น การวางแผนชลประทาน เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ระบบเตือนภัย ฯลฯ ความสมเหตุสมผลจะถูกตั้งคำถามทันที เพราะถือเป็นการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะ หรือทำให้ระบบบริหารราชการแผ่นดินไม่สามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

2. หลักคุณธรรมและความเป็นธรรมของการใช้อำนาจรัฐ

หลักนิติธรรมเชื่อมโยงกับหลักธรรมาภิบาล พูดง่าย ๆ คือจะทำอะไรจะต้องอยู่ในครรลองธรรม ซึ่งตามครรลองธรรม การแต่งตั้งตำแหน่งสูง ๆ ต้องยึดหลักความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์เฉพาะทาง หากแต่งตั้งด้วยเหตุผลทางการเมือง ทำให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน ก็จะขัดกับเจตนารมณ์ของหลักนิติธรรม

3. หลักความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์

เมื่อมีการบริหารงานผิดพลาด เช่น การจัดการน้ำท่วมล่าช้า ไม่ตรงจุด จะสะท้อนว่า “การใช้อำนาจตั้งคน” นั้น ไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบต่อประชาชน

การโยกย้ายข้าราชการหากเพื่อผลทางการเมือง ขัดต่อหลักนิติธรรมดังนี้

1. การใช้อำนาจตามอำเภอใจ

เจ้าหน้าที่รัฐต้องใช้อำนาจตามกฎหมายด้วยเหตุผลที่เป็นธรรม ไม่ใช่ด้วยความต้องการทางการเมือง หากสั่งย้ายเพื่อทำคะแนนเสียงหรือผลทางการเมือง อาจเป็นการใช้อำนาจแบบตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่หลักนิติธรรมต่อต้านอย่างชัดเจน

2. ความเป็นกลางทางการเมืองของระบบราชการ

ระบบราชการต้องเป็นกลางเพื่อให้บริการประชาชนทุกฝ่าย แต่การโยกย้ายด้วยเจตนาทางการเมืองอาจทำให้ ผู้ว่าฯ ถูกกดดันให้เอื้อประโยชน์ทางการเมือง หรือเป็น “เครื่องมือทางอำนาจ” ซึ่งทำให้ หลักนิติธรรมถูกบั่นทอน

3. ความโปร่งใสและตรวจสอบได้

หากการย้ายไม่มีเหตุผลเชิงวิชาชีพ เช่น ไม่ได้ประเมินผลงาน ไม่มีข้อมูลว่าทำงานผิดพลาด แต่มีจุดประสงค์เรื่องอื่น การกระทำนี้ก็จะขัดกับหลักความโปร่งใส

คราวนี้เมื่อรัฐใช้อำนาจแต่งตั้งผิดคน ผลกระทบไม่ได้จบแค่ที่ระบบบริหารน้ำ แต่ยังกระทบต่อสิทธิของประชาชน เช่น การร้องเรียน การขอเยียวยา และกระบวนการตรวจสอบภายหลังน้ำท่วมอีกด้วย สรุปง่าย ๆ ก็คือถึงแม้ว่าการแต่งตั้งคนที่ความเชี่ยวชาญไม่ตรงกับตำแหน่ง หรือ โยกย้ายโดยไม่สมเหตุสมผล จะไม่ได้ผิดกฎหมายใด ๆ แต่หลักนิติธรรมไม่ได้ถามว่า “ผิดกฎหมายไหม” แต่ถามว่า “ใช้อำนาจโดยชอบธรรมและเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือไม่ต่างหาก”

ซึ่งหลักนิติธรรม เป็นหนึ่งในแผนการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) โดยองค์การสหประชาชาติ ที่ตั้งเป้าหมายให้บรรลุภายในปี 2573 และมีการประเมินเป็นคะแนนจาก World Justice Project (WJP) พบว่าในปี 2568 ประเทศไทย ได้ 0.50 คะแนน จากคะแนนเต็ม 1 คะแนน  อยู่ในอันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลก ซึ่งคะแนนนี้มีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในด้านต่าง ๆ  ส่วนประเทศที่มีคะแนนหลักนิติธรรมสูง ๆ เช่น เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เป็นต้น

รายงานดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม ฉบับปีล่าสุด World Justice Project
รายงานดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรม ฉบับปีล่าสุด

และสุดท้ายบทความชุดนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะโจมตีรัฐบาลชุดใดหรือหน่วยงานใด เพียงแต่ยกตัวอย่างให้เห็นว่าหลักนิติธรรมมีความสำคัญอย่างไร มันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงนักกฎหมาย แต่มันแทรกซึมอยู่ในชีวิตของเราทุกวัน และหากลองมองสิ่งรอบตัวของเราให้ดี มีอะไรอีกบ้างที่ยังขาดหลักการนี้

“ภัยพิบัติไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่การเมืองที่ขาดหลักนิติธรรมทำให้ภัยพิบัติรุนแรงกว่าที่ควรจะเป็น”

อ้างอิงข้อมูล

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ