สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากกรณีทหารกัมพูชาใช้อาวุธโจมตีฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 บริเวณพื้นที่ ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่งผลให้มีกำลังพลได้รับบาดเจ็บ 2 นาย นั้น
ล่าสุดวันที่ 8 ธ.ค. เวลา 06.50 น. รายงานข่าวจากกองทัพภาค 2 เปิดเผยว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามืด ทหารกัมพูชาได้เปิดฉากยิงทหารไทยที่บริเวณช่องอานม้า ก่อนขยายไปยังจุดอื่น ๆ โดยฝ่ายไทยได้ยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะสากล ซึ่ง ณ เวลาที่รายงานล่าสุดนี้ในพื้นที่ยังคงมีรายงานการยิงตอบโต้ต่อเนื่อง
กองทัพภาคที่ 2 รุกหนัก! ยึดปราสาทคะนา ยิงทำลายเสา Anti-Drone
กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงชี้แจงผลการปฏิบัติทางทหาร หลังดำเนินการโจมตีเป้าหมายที่อยู่ภายใน Line of Operation ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตรวจพบภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย โดยย้ำว่าทุกภารกิจเป็นไปตามหลักความมั่นคงและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมให้ความสำคัญสูงสุดต่อการลดผลกระทบต่อประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ
ตอบโต้ภัยคุกคามจากฝ่ายกัมพูชา หลังพบเคลื่อนย้ายกำลังรบ
กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การปฏิบัติในวันนี้เป็นการตอบโต้สถานการณ์ฝ่ายกัมพูชาที่มีลักษณะคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของไทยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน จากการตรวจสอบข้อมูลทางยุทธการ พบว่า ฝ่ายกัมพูชามีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัดกำลังรบ และการเตรียมการยิงสนับสนุน ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของพื้นที่ชายแดนไทย
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กองทัพจำเป็นต้องดำเนินการทางทหาร เพื่อยับยั้งและทำลายขีดความสามารถของฝ่ายกัมพูชา ในระดับที่จำเป็นสำหรับการปกป้องความมั่นคงของรัฐตามความจำเป็นเร่งด่วน
ปฏิบัติการสำคัญที่ดำเนินการ
กองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินภารกิจสำคัญในหลายจุด ได้แก่
1.ยิงทำลายตึกร้างที่ใช้เป็นศูนย์เครือข่ายสแกมเมอร์ บริเวณช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
2.ยิงทำลายเสา Anti-Drone บริเวณพระวิหารและห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
3.กวาดล้างพื้นที่สวนมะม่วงหิมพานต์ ที่รุกล้ำเส้นปฏิบัติการ บริเวณช่องระยี ด้านทิศตะวันออกช่องจอม
4.เข้าควบคุมปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
5.ยิงทำลายกระเช้าลำเลียงเสบียง เนิน 350 ปราสาทตาควาย
กองทัพยังประเมินว่า ในช่วงกลางคืน ฝ่ายกัมพูชาอาจใช้อาวุธจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) โจมตีพื้นที่พลเรือน โดยเพ่งเล็งจุดเดิมที่ถูกยิงทำลาย เพื่อสร้างความสับสนในสนามรบ
ย้ำยึดหลักสากลในการป้องกันตนเอง
กองทัพภาคที่ 2 ย้ำว่าปฏิบัติการทั้งหมดเป็นไปตามหลัก Right of Self-Defence ตามกฎบัตรสหประชาชาติ โดยใช้หลัก ความจำเป็น (Necessity) และ ความได้สัดส่วน (Proportionality) อย่างเคร่งครัด กำหนดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางสนับสนุนการรบเท่านั้น
กองทัพตระหนักดีถึงความสำคัญของการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน จึงพยายามลดความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อเอกราช อธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนให้มากที่สุด
ย้ำเป้าหมายสูงสุด ปรัสสานเสถียรภาพภูมิภาค
กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เป้าหมายสูงสุดคือการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค ป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายหรือทวีความรุนแรง พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการปฏิบัติทุกขั้นตอนดำเนินไปด้วยความรอบคอบและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
"กองทัพ" เผยตัวเลขพลทหารไทยเสียชีวิต–บาดเจ็บ เหตุชายแดนไทยกัมพูชา
กองทัพบก เปิดเผย รายชื่อกำลังพลทหารไทยเสียชีวิต–บาดเจ็บ เหตุชายแดนไทยกัมพูชา (ตั้งแต่ 7 ธ.ค. 68 – ปัจจุบัน)
วันที่ 7 ธ.ค. 68 บาดเจ็บ 2 นาย
พื้นที่ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน
1. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 6 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 อาการถูกยิงที่ขาซ้าย
2. พลทหาร พรชัย จำปาจูม สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6 อาการโดนแรงอัดกระสุนปืนเล็ก
วันที่ 8 ธ.ค. 68 (รวมเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 13 นาย)
พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก (เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 5 นาย)
1. จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 *เสียชีวิต*
2. พลทหาร ยุทธภูมิ ปริปุรณะ สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 อาการโดนสะเก็ดระเบิดบริเวณใบหน้า
3. พลทหาร พีรวัส ตะเพียนทอง สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 อาการโดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาทั้งสองข้าง
4. จ.ส.อ.นภา เถื่อนไพล สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 อาการถูกโจมตีจากอาวุธยิงสนับสนุน มีอาการแน่นหน้าอก
5. พลทหาร ธนวัฒน์ แก้วหาญ สังกัดกรมทหารราบที่ 16 อาการโดนแรงระเบิด แน่นหน้าอก
6. พลทหาร ดำรง มูลสาร สังกัดกรมทหารราบที่ 16 อาการโดนแรงระเบิด แน่นหน้าอก
พื้นที่ฐานแดนไกล ช่องอานม้า
7. ส.อ.ธรรมวัฒน์ ศรีหมอก สังกัดกองพันจู่โจม อาการถูกสะเก็ดที่ต้นขาทั้งสองข้าง
8. ส.อ.ชนะพงษ์ สถิตป่าแขม สังกัดกองพันจู่โจม อาการถูกสะเก็ดบริเวณต้นขาทั้งสองข้าง
9. พลทหาร วิรัก อรุณประสิทธิชัย สังกัดกองพันจู่โจม อาการโดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาขวา
พื้นที่ฐานเนิน 527
10. อส.ทพ.สนิท หวังลาภ สังกัดกรมทหารพรานที่ 23 อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ
11. พลทหาร ศรายุทธ พินิจภาระ สังกัดกองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารราบที่ 1 อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ
พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม
12. พลทหาร ธีรพัฒน์ พรมเย็น สังกัดกองพันทหารม้าเฉพาะกิจที่ 20 อาการโดนแรงอัดจากระเบิด
พื้นที่พระร่วง
13. พลทหาร กิตติโชติ ศรีสุลัย สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 อาการโดนแรงอัดจากระเบิด
พื้นที่ปราสาทคนา
14. ส.อ.สมเกียรติ กาละพันธ์ สังกัดกองพันทหารช่างที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 อาการโดนแรงระเบิดจาก RPG
วันที่ 7–8 ธันวาคม 2568 รวมกำลังพลเสียชีวิต 1 นาย
บาดเจ็บ 15 นาย
ข้อมูล ณ เวลา 18.00 น. 8 ธันวาคม 2568 ที่มา : กองทัพบก
ตราดประกาศอพยพประชาชน 3 อำเภอ เหตุชายแดนไทย-กัมพูชา
ที่ห้องประชุมตราดสีทอง ศาลากลางจังหวัดตราด นายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด มอบหมายให้นายพีระ เอี่ยมสุนทร รองผู้ว่าราชการจังหวัดตราด นำส่วนราชการที่เกี่ยวข้องประชุมร่วม 7 จังหวัดชายแดนไทย – กัมพูชา เพื่อรับมอบนโยบายและติดตามสถานการณ์ชายแดนแต่ละจังหวัด จากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นประธานในการประชุมจากทำเนียบรัฐบาล โดยนายพิริยะ ฉันทดิลก ผู้ว่าราชการจังหวัดตราด ร่วมประชุมผ่านระบบออนไลน์ ขณะเดินทางปฏิบัติภารกิจที่เกาะกูด
อย่างไรก็ตาม จังหวัดตราดมีความพร้อมรับมือสถานการณ์ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายปกครอง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งผู้นำชุมชน หากมีคำสั่งให้อพยพประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงไปยังพื้นที่ปลอดภัย
ซึ่งขณะนี้ เวลา 16.30 น. ยืนยันจังหวัดตราดสั่งอพยพประชาชนออกนอกพื้นที่ไปยังศูนย์พักพิงตามแผนอพยพประชาชนโดยทันที เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง ดังนี้
อำเภอเมืองตราด (ต.แหลมกลัด, ต.ท่ากุ่ม, ต.ตะกาง, ต.ชำราก)
อำเภอบ่อไร่
อำเภอคลองใหญ่
กกล.บูรพา เข้าควบคุม บ้านไปรจัน-บ้านหนองหญ้า ได้แล้ว
จากกรณีกองทัพภาคที่ 1 โดย กกล.บูรพา จึงเข้าปฏิบัติการทางทหารยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของไทย บริเวณชายแดน จ.สระแก้ว โดยกองกำลังบูรพาได้เปิดปฏิบัติการเข้าควบคุม และยึดคืน “พื้นที่อธิปไตย” ของไทยในพื้นที่จังหวัดสระแก้วจำนวน 3 จุด ได้แก่ หนองจาน , หนองหญ้าแก้ว และ คลองแผง หลังตรวจพบความเคลื่อนไหวที่กระทบต่อความมั่นคงบริเวณแนวชายแดน
ล่าสุดศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รายงานความคืบหน้า เมื่อเวลา17.00 น. กกล.บูรพา โดย ฉก.12 สามารถยึดควบคุมที่หมาย บ้านไปรจัน ตรงข้ามบ้านหนองหญ้าแก้วได้เรียบร้อย และเตรียมวางแนวลวดหนาม ตามแผนฯต่อไป
กองทัพภาคที่ 2 เตือน กัมพูชาจ่อยิง BM-21 คืนนี้
เวลา 16.43 น. เพจ "กองทัพภาคที่ 2" โพสต์ข้อความแจ้งว่า "ได้รับแจ้งจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ คืนนี้! กัมพูชาจะใช้จรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ทำการยิงเข้ามายังดินแดนไทยเพื่อทำให้เกิดการบาดเจ็บและสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินโดยอาศัยห้วงเวลากลางคืนที่ยากต่อการตรวจการณ์และยังทำให้เกิดการตื่นตระหนกต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดน
กองทัพภาคที่ 2 จะยับยั้ง ป้องกัน และตอบโต้ภัยคุกคามนี้อย่างหนักหน่วงและเต็มขีดความสามารถ จึงขอให้ประชาชนอยู่ในที่ปลอดภัยและรับฟังการแจ้งเตือนข่าวสารจากหน่วยงานราชการในโอกาสต่อไป"
“กองทัพบก ทันกระแส” เผยพบกระสุน BM-21 จากกัมพูชายิงเข้าพื้นที่ตาพระยา สระแก้ว
“กองทัพบก ทันกระแส” ช่องทางสื่อสารออนไลน์ของกองทัพบก รายงานสถานการณ์ความเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยระบุว่า ตรวจพบกระสุนปืนใหญ่จากระบบยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ของกัมพูชา ตกเข้ามาในพื้นที่ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว
สธ. เร่งย้ายผู้ป่วยพื้นที่เสี่ยง 4 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา
"รัฐมนตรีพัฒนา" มอบปลัดกระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา หลังฝ่ายความมั่นคงมีคำสั่งอพยพ 4 จังหวัด เผย ยกระดับตามแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินระดับ 2 เคลื่อนย้ายผู้ป่วยในพื้นที่เสี่ยง จัดระบบดูแลกลุ่มเปราะบาง - ผู้ป่วยฟอกไต เตรียมสำรองเตียงผู้ป่วยใน เตียง ICU คลังเลือด ยาและเวชภัณฑ์ พร้อมจัดทีมปฏิบัติการภาคสนามดูแลประชาชนในศูนย์พักพิง
ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมกล่าวว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข มีความห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมอบหมายให้ตนเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ ซึ่งจากการที่กองทัพภาคที่ 2 มีคำสั่งอพยพประชาชนอำเภอชายแดนใน 4 จังหวัด คือ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั้ง 4 จังหวัดได้ยกระดับปฏิบัติการตามแผนตอบโต้ภาวะฉุกเฉินระดับ 2 โดยเร่งเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากโรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงทั้งหมดไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งได้มีการสำรองเตียง ICU เตียงผู้ป่วยทั่วไป สำรองคลังเลือด ยาและเวชภัณฑ์ไว้รองรับสถานการณ์แล้ว
นพ.สมฤกษ์กล่าวต่อว่า สำหรับผู้ป่วยเปราะบาง/ติดเตียง ได้จัดระบบติดตามดูแลต่อเนื่อง รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องได้รับการฟอกไต มีการกระจายไปยังหน่วยบริการฟอกไตต่างๆ และจัดรถรับส่งกรณีผู้ป่วยไม่มีรถ พร้อมจัดทีมด้านการแพทย์และสาธารณสุขดูแลประชาชนที่อพยพมาพักในศูนย์พักพิงต่างๆ นอกจากนี้ ทุกจังหวัดยังจัดเตรียมทีมปฏิบัติการในพื้นที่ ทั้งทีมการแพทย์ฉุกเฉินระดับจังหวัด (MERT) ทีมการแพทย์ฉุกเฉินระดับอำเภอ (Mini MERT) ทีมสอบสวนโรค ทีมควบคุมโรค ทีมดูแลจิตใจ MCATT ทีมปฏิบัติการด้านสิ่งแวดล้อม (SEhRT) รถพยาบาลขั้นสูง และทีมการแพทย์ฉุกเฉินทางอากาศ ไว้พร้อมแล้ว โดยได้กำชับให้ทุกจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับการจัดบริการตามแผนรองรับสถานการณ์ที่วางไว้
สธ.แนะได้ยินเสี่ยงเตือนภัย หรือเสียงระเบิดต้องทำอย่างไร?
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสุรินทร์ เผย เมื่อได้ยินเสียงเตือนภัย หรือเสียงระเบิด ต้องทำอย่างไร?
- หากอยู่กลางแจ้ง หาที่กำบัง ทันที (กำแพงคอนกรีต,ร่องดิน) หมอบต่ำ ก้มศีรษะ! ปิดหู!
- หากอยู่บนอาคาร เข้าไปในห้อง ชั้นในสุด (ที่ไม่มีหน้าต่าง) อยู่ห่างจาก ประตู และ กระจก หมอบใต้โต๊ะหรือเตียงที่แข็งแรง
- หากกำลังขับรถ จอดรถในที่ ปลอดภัย ข้างทางทันที (ไม่จอดใต้สะพาน) ออกจากรถ หาที่กำบังหรือ หมอบต่ำลงในรถ (หากไม่มีที่กำบังอื่น)
สิ่งสำคัญ: มีสติ รอจนกว่าสถานการณ์จะสงบ และติดตามประกาศจากทางการเท่านั้น
กัมพูชาพร้อมรบสูงสุดตามแนวชายแดนสระแก้ว
กกล.บูรพา รายงานฝ่ายกัมพูชาพร้อมรบสูงสุดตามแนวชายแดนสระแก้ว เฝ้าตรวจพบกำลังพล–ยุทโธปกรณ์เข้าที่มั่น ตลอด 24 ชม. รวมถึงยานพาหนะฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนไหวตลอดทั้งกลางวัน–กลางคืน รวมทั้งตรวจพบการประเมินความเคลื่อนไหวของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด
กองกำลังบูรพาได้เปิดปฏิบัติการเข้าควบคุมและยึดคืน “พื้นที่อธิปไตย” ของไทยในพื้นที่จังหวัดสระแก้วจำนวน 3 จุด ได้แก่ หนองจาน, หนองหญ้าแก้ว และ คลองแผง หลังตรวจพบความเคลื่อนไหวที่กระทบต่อความมั่นคงบริเวณแนวชายแดน
ปิด 4 โรงพยาบาลชายแดนสระแก้ว 4 แห่ง
เนื่องด้วยสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ขอแจ้ง ปิดให้บริการ แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) และแผนกผู้ป่วยใน (IPD) ณ โรงพยาบาลชายแดน 4 แห่ง ดังนี้
- โรงพยาบาลตาพระยา
- โรงพยาบาลโคกสูง
- โรงพยาบาลอรัญประเทศ
- โรงพยาบาลคลองหาด
ตั้งแต่: วันนี้ (8 ธันวาคม 2568) เวลา 11.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
โดยยังคงเปิดให้บริการเฉพาะ แผนกอุบัติเหตุ-ฉุกเฉิน สำหรับผู้ป่วยหนัก (วิกฤต) เท่านั้น ตลอด 24 ชั่วโมง
โรงพยาบาลกันทรลักษ์ ประกาศ งดให้บริการทุกกรณี
โรงพยาบาลกันทรลักษ์ ประกาศ งดให้บริการทุกกรณี เนื่องด้วยสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไปรับบริการโรงพยาบาลใกล้เคียง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ เริ่มตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ขออภัยในความไม่สะดวก
ทำลายกระเช้าเนิน 350
เวลา 09.20 น. กองทัพภาคที่ 2 รายงาน กระเช้าเนิน 350 ทางด้านทิศตะวันตกปราสาทตาควาย ระยะ 300 เมตร ถูกทำลายเรียบร้อย
กองทัพจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยเต็มกำลัง
รอง ผบก.ศรีสะเกษ เผยตำรวจเดินหน้าปฏิบัติการเต็มกำลัง พร้อมระดมอำนวยความสะดวกประชาชน
พ.ต.อ ดนัย รัตนประเสริฐ รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวถึงกรณีแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลังของจังหวัดศรีสะเกษ ที่ใช้ดูแลประชาชนขณะเกิดเหตุการปะทะกันระหว่างไทยกัมพูชา ว่า สถานการณ์ตอนนี้ระดมกำลังพลช่วยกันทุกส่วน ในส่วนของตำรวจ จัดกำลังอำนวยความสะดวก เรื่องเส้นทางจราจรของประชาชนจากพื้นที่ประสบภัย เข้าสู่ศูนย์พักพิงอพยพหรือพื้นที่ปลอดภัยในเขตอำเภอต่างๆ พร้อมทั้งจัดกำลังดูแลความปลอดภัยทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ประสบภัย และพื้นที่ศูนย์อพยพ ซึ่งแผนเหล่านี้พร้อมปฎิบัติแล้ว
ซึ่งช่วง 10 โมงของวันนี้จะมีการสรุปยอดศูนย์อพยพ และยอดผู้ประสบภัยทั้งหมด เบื้องต้นตอนนี้ไม่มีประชากรอยู่ในหลุมหลบภัย ส่วนการรักษาความปลอดภัยบริเวณหมู่บ้านจะมีชรบ.ดูแลอยู่ ซึ่งตอนนี้ประชาชนออกมาจากในพื้นที่ตำบลที่ติดชายแดนประมาณ 90% แล้ว ส่วนจะต้องอพยพกี่วันนั้นขึ้นอยู่กับยุทธการของทหาร ส่วนรายงานเหตุเกี่ยวกับทรัพย์สินชาวบ้านตอนนี้ก็ยังไม่มี
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีตชด. ว่า ขณะนี้ทำงานขึ้นตรงกับทหาร แต่อยู่แนวหลัง ซึ่งเมื่อเช้าก็ได้มีการประสานผู้บังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาคสอง ทราบว่ามาบัญชาการด้วยตัวเองแล้ว เบื้องต้นทราบว่าขณะนี้ยังมีการยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่ และฝ่ายเราก็มีการตอบโต้ อยู่ระหว่างการตรวจสอบความเสียหาย ซึ่งตอนนี้ยังมีเสียงดังอยู่ตลอด ส่วนกระสุนเป็นของใครอะไรยังไงต้องรอ ต้องรอการตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้งทั้งนี้ตอนนี้ยังไม่ได้รับรายงานว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
กัมพูชายิง BM-21 ลงพื้นที่พลเรือน
เวลา 08.30 กองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า กัมพูชาทำการยิงด้วย BM21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย บ้านสายโท 10 อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ยังไม่ได้รับรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บและสูญเสีย กองทัพจะปกป้องประชาชนและอธิปไตยเต็มกำลัง
กองทัพภาคที่ 2 แจ้งพื้นที่ปะทะแนวชายแดน
เวลา 08.50 น. กองทัพภาคที่ 2 แจ้งว่ามีการปะทะกันอยู่พื้นที่ช่องอานม้า เนิน 677 ห้วยตามาเรีย พื้นที่คนาปราสาทตาเมือน สถานการณ์ในพื้นที่ยังติดพันการรบ รายละเอียดจะรายงานให้ทราบต่อไป
กองทัพภาคที่ 2 ขอแจ้งเตือนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง "ยกระดับมาตราการรักษาความปลอดภัย" อาคารสถานที่ราชการที่สำคัญ และป้องกัน ขัดขวาง การปฏิบัติของฝ่ายตรงข้ามที่มุ่งสร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สิน
"นายกฯ" เรียกถกสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรียกประชุมด่วนฝ่ายความมั่นคง บนตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหารือถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี พล.อ. ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม , พล.อ. อุกกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด , พล.อ. พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหาร , นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย , นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง , นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ภาคส่วนต่างๆเข้าร่วมประชุมด้วย
โดยนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงเวลา 08.41 น. เข้าตึกไทยคู่ฟ้าทันที ขณะที่ ผบ.ทบ. มีสีหน้าเคร่งเครียด โดยไม่ได้ตอบคำตอบผู้สื่อข่าว ส่วน ผบ.ทสส. กล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้น ๆ ว่า เดี๋ยวรอผลหลังประชุม
ด้าน พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ได้สั่งการให้ดำเนินการตามแผนพิทักษ์พื้นที่ส่วนหลัง ในการดูแลประชาชนให้เกิดความปลอดภัย นอกจากนี้ ยังให้ดูแลเรื่องการจราจร ขณะที่ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) ได้สั่งให้สนับสนุนกำลังพื้นที่ส่วนหน้า ซึ่งอยู่ในพื้นที่ปฏิบัติการตามปกติอยู่แล้ว ส่วนการอพยพคนยังเหลือเพียงบางส่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ สำหรับพื้นที่จังหวัดสระแก้ว ได้มีการเตรียมการมาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่การส่งชุดควบคุมฝูงชน (คฝ.) เพื่อไปเป็นหน่วยสนับสนุน ซึ่งขณะนี้รอรับฟังคำสั่งทางทหาร รวมถึงพื้นที่ของกองทัพภาคที่ 2
ทหารไทยพลีชีพ 1 นาย บาดเจ็บ 4 นาย
เมื่อเวลาประมาณ 07.00 น. ในพื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี กองทัพบกได้รับรายงานว่าทหารไทยถูกโจมตีด้วยอาวุธยิงสนับสนุนทำให้กำลังพลเสียชีวิต 1 นาย และได้รับบาดเจ็บ 4 นาย
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยเริ่มมีการใช้อากาศยาน กระทำต่อเป้าหมาย คือที่ตั้งยิงอาวุธ สนับสนุนของฝ่าย กัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า เนื่องจากเป้าหมายเหล่านั้นได้มีการใช้อาวุธปืนใหญ่และเครื่องบินลูกระเบิด กระทำต่อฝ่ายไทย ที่บริเวณฐานอนุพงศ์
รายงานข่าวจากกองทัพอากาศเปิดเผยว่า กองทัพอากาศได้ใช้เครื่องบิน F-16 ในการสนับสนุนภาคพื้น โดยเป้าหมาย อยู่ที่ปืนใหญ่ฝั่งกัมพูชาที่ยิงเข้ามาฝั่งไทย ขณะนี้กำลังปฎิบัติภารกิจ
กองทัพภาค 2 ยังได้เปิดไทม์ไลน์ทหารกัมพูชารุกหนักยิงใส่ฝ่ายไทยต่อเนื่องช่วงเช้ามืดที่ผ่านมาในหลายพื้นที่
เมื่อเวลา 05.05 น. ในพื้นที่ช่องอานม้า ทหารกัมพูชาได้ใช้อาวุธปืนเล็กยาวยิงเข้า ใส่ฝ่ายเราไทย ในพื้นที่ตำรวจตระเวนชายแดน 793 (ตชด.793)
จากนั้น 05.11 น.พื้นที่ช่องอานมาแดนไกล ทหารกัมพูชาได้ยิง ปืนเล็กยาวเพิ่มอีก 3 นัด
เวลา 05.21 น. ที่ฐานรากหญ้า เจ้าหน้าที่ทหารไทย ได้ตรวจพบโดรน 2 ลำจาก ฐานแดนไกล
เวลา 05.23 น. พื้นที่ตลาดช่องอานม้า ทหารกัมพูชายิงปืนกล 1 ชุดใส่ฝ่ายไทย
เวลา 05.24 น. ฐานปฏิบัติการ เจนศึกทำการยิงตอบโต้ป้องกันตัวตามหลักสากล ด้วยปืนกลจำนวน 1 ชุด ใส่ตลาดช่องอานม้า
เวลา 05.30 น. ฐานแดนไกล ตะวันออกทหารกัมพูชา ทำการยิง ปืนกลใส่ฝ่ายไทยอย่างต่อเนื่อง
เวลา 05.36 น. ฝ่ายไทยได้ทำการยิง ป้องกันตัว ตอบโต้ไปแล้วแต่ไม่มีการยิงตอบโต้กลับ
เวลา 05.57 น. รากหญ้า ตรวจพบ ทหารกัมพูชาจำนวน 50 คน เดินเท้าจากคาสิโนขึ้น เนิน 677
เวลา 06.00 น. พื้นที่ห้วยบอน ทหารกัมพูชายิงปืนเล็กใส่ฝ่ายไทย 5 นัด
เวลา 06.07 น. พื้นที่ฐานต้นมะนาว และฐานห้วยบอน ทหารกัมพูชาได้ยิง ปืน ค. ใส่ฝ่ายไทย พื้นที่ละ 1 นัดรวม 2 นัด
เวลา 06.11 น. มีกระสุน ค.ตกบริเวณบ่อดินหลังตลาดไท จำนวน 1 นัด
เวลา 06.17 น. เจนศึกตอบโต้ ฝ่ายทหารกัมพูชา ด้วย ค.60 ตามสัดส่วนหลักสากล
เวลา 06.23 น. มีกระสุน ค. ตกที่มั่น 3 ฐานริมผา
เวลา 07.10 น. พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ฝ่ายไทยเริ่มมีการใช้อากาศยาน กระทำต่อเป้าหมาย คือที่ตั้งยิงอาวุธ สนับสนุนของฝ่าย กัมพูชา บริเวณพื้นที่ช่องอานม้า
ชายแดนสุรินทร์ปะทะเดือด
กัมพูชาเปิดฉากยิงปืนใหญ่ตลอดแนว ชายแดนช่องจอม หนักสุดที่ ตาควาย ช่องกร่าง และปราสาทตาเมือนธม ชรบ.และชาวบ้านวิ่งเข้าหลุมหลบภัยอลหม่าน เสียงดังชัดเจน
วันที่ 8 ธ.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่เช้าเวลาประมาณ 06.00 น.ได้ทหารกัมพูชาได้ยิงอาวุธปืนเล็กปะทะกับทหารไทย เป็นระยะ ทั้งที่ชายแดนด้านปราสาทตาควาย ช่องกร่าง และปราสาทตาเมือนธม อ.พนมดงรัก จากนั้น เวลาประมาณ 07.00 น.ทหารกัมพูชาได้เริ่มยิงปืนใหญ่เข้ามาฝั่งไทย ก่อนที่ทารไทยจะยิงตอบโต้ เสียงดังเป็นระยะจนถึงขณะนี้ ทำให้ผู้นำชุมชน ชรบ.และชาวบ้านจิตอาสา ต่างวิ่งเข้าหลุมหลบภัยกันอลหม่าน และยังคงมีเสียงปืนดังอย่างชัดเจน
เวลาเดียวกัน ชาวบ้านในพื้นที่ใกล้ชายแดนช่องจอม ได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นเป็นระยะเช่นกัน เริ่มจากฝั่งกัมพูชา และทหารไทยได้มีการยิงตอบโต้ และดังขึ้นเป็นระยๆจนถึงขณะนี้ หลังพบว่าทหารกัมพูชา มีการเสริมกำลังและอาวุธหนักประชิดชายแดนอย่างต่อเนื่อง ทั้งบริเวณชายแดนช่องจอม ช่องระยี อ.กาบเชิง และตลอดแนวชายแดน โดยเฉพาะช่องระยีที่ทหารกัมพูชาใช้อาวุธปืนเล็กยิงใส่ทหารไทยตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา
สถานการณ์ ล่าสุด ยังคงมีการยิงปะทะกันทั้งปืนเล็กและปืนใหญ่ตลอดแนวชายแดน จ.สุรินทร์ ยังไม่พบว่ามีรายงานการเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บของทหารไทย หรือความเสียหายในชุมชนแต่อย่างใด
แม่ทัพภาค 1 ลงพื้นที่
แม่ทัพภาคที่ 1 ลงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สั่งการและบัญชาการด้วยตนเอง เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และความมั่นใจในการปกป้องอธิปไตยให้กับกำลังพล และพี่น้องประชาชน
แจ้งให้ประชาชนชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว อพยพ!
กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงาน กกล. บูรพา แจ้งให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา จ.สระแก้ว อพยพ ออกจากพื้นที่ ณ เวลา 07.00 น.
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) แจ้ง 8 ธ.ค.68 เวลา 07.40 น. "จ.สระแก้ว แจ้งให้ผู้อยู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ อ.ตาพระยา อ.โคกสูง อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด อพยพออกจากพื้นที่ชายแดนไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว หรือพื้นที่ปลอดภัยที่ราชการกำหนดทันที หรือติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่ว่าการอำเภอ เพื่อนัดหมายและอพยพ ทั้งนี้ ขอให้เชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด"
ปภ. จึงได้ร่วมกับผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ AIS True และ NT ส่งข้อความแจ้งเตือนผ่าน Cell Broadcast แจ้งอพยพออกจากพื้นที่ชายแดน อ.ตาพระยา อ.โคกสูง อ.อรัญประเทศ และ อ.คลองหาด จ.สระแก้ว
งดเผยแพร่ภาพ "ข้อมูลการปฏิบัติการทางทหาร"
กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือพี่น้องประชาชนและกำลังพลทุกนาย งดเผยแพร่ภาพ "ข้อมูลการปฏิบัติการทางทหาร" เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญถูกนำไปวิเคราะห์ต่อยอด จนกระทบความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติในพื้นที่และความมั่นคงของประเทศ
สำหรับกำลังพล ทุกระดับชั้น ห้าม เผยแพร่ข้อมูลอาวุร แผนปฏิบัติ วิธีการ หรือการเคลื่อนย้ายกำลัง ห้ามถ่ายภาพที่มีพิกัด GPS หรือเปิดเผยตำแหน่งยุทรการ แม้ข้อมูลบางอย่างอาจ “ไม่ใช่ความลับ" แต่เมื่อรวมกับข้อมูลอื่น อาจกลายเป็น "ภาพรวมยุทธการ” ที่ฝ่ายตรงข้ามนำไปใช้ได้ทันที
สรุปสถานการณ์ 7 – 8 ธันวาคม
อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่ผ่านมาวันที่ 7 – 8 ธันวาคม ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาว่าตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้เปิดฉากยิงใส่ฝ่ายไทย
เวลา 22.00 น. ในพื้นที่ช่องคะนา และช่องระยี ตรวจพบการเคลื่อนย้าย ถ. T - 55 ของฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนย้ายเข้ามาในพื้นที่ กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย รวมทั้งการอพยพ ประชาชนกัมพูชา ออกจากแนวชายแดน
เวลา 23.00 น. ทหารกัมพูชามีการเตรียมความพร้อมสู้รบขั้นสูงสุด จากกรณีปะทะที่พลาญหินแปดก้อน และยังเตรียมความพร้อมรบตลอดแนวชายแดน มีการสร้างที่กำบังเพิ่มเติม, เสริมความแข็งแรงที่มั่น, ค้นหาวัตถุระเบิดในพื้นที่รับผิดชอบ, ลำเลียงกับระเบิดเก็บในที่กำบัง, ปิดโทรศัพท์มือถือ และเตรียมการต้อนรับผู้บังคับบัญชาที่จะเข้ามาบัญชาการรบ รวมทั้งยังเฝ้าตรวจการปฏิบัติของฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการใช้รถถัง, Drone และการทำถนนบริเวณหน้าแนว
เวลา 00.00 น. ในพื้นที่ช่องบก และช่องอานม้า ตรวจพบการเคลื่อนย้าย จลก. RM – 70 ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ อ.จอมกระสาน จ.พระวิหาร รวมทั้งการอพยพ ประชาชนกัมพูชา ออกจากแนวชายแดน
เวลา 01.00 น. ในพื้นที่ช่องจอม และช่องเสม็ด ตรวจพบการเคลื่อนย้าย จลก. BM.- 21 และ Type – 90 B ของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาในพื้นที่ กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย รวมทั้งการอพยพ ประชาชนกัมพูชา ออกจากแนวชายแดน
เวลา 03.25 น. ตรวจพบทหารกัมพูชาสั่งการให้กำหนดเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุน เล็งมาในพื้นที่ บ้านกะชายน้อย ตำบล ปราสาท อำเภอ บ้านด่าน ห่างจากท่าอากาศยานบุรีรัมย์ ประมาณ 13 กม. และบ้านจรูกแขวะ ตำบล โคกยาง อำเภอปราสาท สุรินทร์ ห่างจากชายแดน 31 กม.
กองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพิ่มระดับการเฝ้าระวัง และดำเนินการ ทุกมาตรการเพื่อปกป้องความมั่นคงปลอดภัยของประชาชนและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง
ขอความร่วมมือให้ประชาชนติดตามข้อมูลจากหน่วยงานทางการเป็นหลัก และขอยืนยันว่ากองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจในการดูแลพื้นที่ชายแดนด้วยความรอบคอบ เข้มแข็ง มุ่งมั่นรักษาความสงบเรียบร้อย และความมั่นคงของชาติเป็นสำคัญ
รัฐบาล ไฟเขียวกองทัพ ปฏิบัติการทหารทุกกรณีตามสถานการณ์ ตามมติ สมช.
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมผู้บัญชาการเหล่าทัพแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ถึงสถานการณ์ในแดนไทย-กัมพูชาว่า ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ถึงขณะนี้ ได้เกิดเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลติดตามอย่างใกล้ชิดในทุกระยะ และได้สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคง บูรณาการการทำงานอย่างเต็มสรรพกำลัง เพื่อความปลอดภัยของประชาชน และปกป้องอธิปไตยของชาติไทยอย่างเคร่งครัด
รัฐบาลขอยืนยันว่าประเทศไทย จะดำรงความมุ่งมั่นสูงสุดในการปกป้องอธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดนของชาติ ตามหลักกฏหมายระหว่างประเทศ และสิทธิในการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม
และในวันนี้ได้มีการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีมติยืนยันว่า รัฐบาลจะดำเนินการตามมติสภาความมั่นคงแห่งชาติ คือ จะมีการปฏิบัติการทางทหารในทุกกรณีตามเงื่อนไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการปฏิบัติการทางทหารในเรื่องอื่นที่มีความจำเป็น
รัฐบาลมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในความสามารถของกองทัพไทย ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรอบคอบตามกฎการใช้กำลัง และยึดหลักมนุษยธรรมในการปกป้อง ประชาชน และรักษาความสงบเรียบร้อยตลอดแนวพื้นที่ชายแดน
พร้อมกันนี้ รัฐบาลส่งกำลังใจไปยังประชาชนในพื้นที่ชายแดนที่ต้องอพยพไปอยู่ในศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งรัฐบาล สั่งการให้ทุกหน่วยงานดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านความเป็นอยู่ ความปลอดภัย ที่พักพิง อาหาร น้ำดื่ม การบริการทางการแพทย์ และสวัสดิการที่จำเป็นอย่างเต็มความสามารถ
เพื่อความถูกต้องของข้อมูลที่ประชาชนจะได้รับ และเพื่อไม่ให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก รัฐบาลขอวิงวอนให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากช่องทางของราชการเท่านั้น และมอบหมายให้กระทรวงกลาโหม กระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้สื่อสารข้อมูลหลักในทุกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์
รัฐบาลจะบูรณาการข้อมูลร่วมกับทุกเหล่าทัพ และหน่วยงานความมั่นคงทุกระดับ เพื่อให้ข้อมูลที่ออกสู่สาธารณะไปยังประชาชนด้วยความถูกต้องชัดเจนและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
รัฐบาลขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่าการปกป้องประเทศชาติ และความปลอดภัยของประชาชน คือภารกิจสูงสุดของรัฐบาล และของกองทัพไทย ประเทศไทยไม่เคยต้องการเห็นความรุนแรง และยืนยัน ประเทศไทยไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มหรือรุกราน แต่อย่างใด ประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการล่วงละเมิดอธิปไตยและจะดำเนินการอย่างมีเหตุมีผลรอบคอบ ยึดหลักสันติภาพความมั่นคงและมนุษยธรรมเป็นสำคัญ
รัฐบาล จะรายงานสถานการณ์ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่อง และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็น เพื่อรักษาไว้เพื่อความมั่นคงของประเทศอธิปไตยบูรณภาพและดูแลพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด
ท้ายที่สุดนี้ขอให้พี่น้องประชาชนได้เชื่อมั่นในรัฐบาล และในศักยภาพของกองทัพไทย และร่วมกันให้กำลังใจ และ สนับสนุนการปฏิบัติการทางในครั้งนี้โดยทั่วกัน
"ศาลกันทรลักษ์" เลื่อนนัดทุกคดี 8-9 ธ.ค. 68 เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์ ประกาศเรื่อง การบริหารจัดการคดีภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ข้อความว่า เนื่องจากเกิดสถานการณ์ความไม่สงบจากเหตุปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมีความรุนแรงจากการยิงปะทะกันระหว่างทหารทั้งสองฝ่าย
ศาลจังหวัดกันทรลักษ์เล็งเห็นถึงความปลอดภัยของคู่ความหรือประชาชนที่มาติดต่อราชการ จึงเห็นสมควรออกประกาศเรื่องการบริหารจัดการคดีภายใต้สถานการณ์ความไม่สงบ โดยกำหนดแนวทางการบริหารจัดการคดี ดังนี้
ข้อ 1. คดีที่นัดไว้ในวันที่ 8 และ 9 ธันวาคม 2568 ให้เลื่อนนัดทุกคดี โดยกำหนดวันนัดใหม่ในเวลาที่เหมาะสม สำหรับคดีที่มีการนัดฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลสูงให้เลื่อนคดี เว้นแต่สามารถดำเนินการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้
ข้อ 2. ในระหว่างวันที่ 8 และ 9 ธันวาคม 2568 คดีแพ่ง และคดีผู้บริโภค ให้ยื่นฟ้องและคำร้องผ่านระบบ Cios และระบบ e-filingโดยสามารถยื่นคำฟ้องหรือหรือคำร้องผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ของศาลจังหวัดกันทรลักษ์ E-mail : ktlc@coj.go.th
ข้อ 3. ในระหว่างวันที่ 8 และ 9 ธันวาคม 2568 คดีอาญาที่ผู้ต้องหาได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวในระหว่างสอบสวน ศาลอาจนัดให้ผู้ประกันนำผู้ต้องหามารายงานตัวต่อศาลตามกำหนดเวลาที่ศาลเห็นสมควร หรือรายงานตัวต่อศาลทางโทรศัพท์หรือทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือวิธีการอื่นใดแทนการเดินทางมาศาล
หากคู่ความที่มีข้อสงสัย ให้ติดต่อศาลจังหวัดกันทรลักษ์ทางโทรศัพท์หมายเลข 045-810725 หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ที่อยู่ ktlc@coj.go.th และขอให้ติดตามข่าวสารทางเว็บไซต์ของศาลจังหวัดกันทรลักษ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 8 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2568
ฝั่งตะวันออกเปิดฉากแล้ว! กกล.บูรพา เข้าปฏิบัติการยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของไทย พื้นที่ จ.สระแก้ว
กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจาก กองกำลังบูรพา เกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพบว่า ฝ่ายกัมพูชาได้เตรียมพร้อมรบสูงสุดตามแนวชายแดน ในพื้นที่ จ.สระแก้ว มีการตรวจพบเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมถึงอาวุธหนักเข้าที่มั่นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงเฝ้าติดตามฝ่ายไทยอย่างใกล้ชิด
จนกระทั่งตลอดห้วงเช้าของวันนี้ ได้รับรายงานการเคลื่อนกำลังเข้าประชิดชายแดน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของไทย รวมทั้งสร้างความไม่ปลอดภัยในชีวิตของประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งไม่เป็นไปตามข้อตกลงสันติภาพไทย-กัมพูชา
กองทัพภาคที่ 1 โดย กองกำลังบูรพา จึงเข้าปฏิบัติการทางทหารยึดคืนพื้นพื้นที่อธิปไตยของไทย บริเวณชายแดน จ.สระแก้ว เมื่อเวลา 11.35 น. ความคืบหน้าของสถานการณ์จะรายงานให้ทราบต่อไป ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2568
รัฐบาลย้ำ ไทยใช้เครื่องบินรบสกัดกั้นการโจมตีของกัมพูชาที่เริ่มรุกรานก่อน
เวลา 15.30 น. นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงลำดับเหตุการณ์การปะทะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อป้องกันการนำเสนอข่าวคลาดเคลื่อน โดยยืนยันข้อเท็จจริงทั้งหมดชี้ชัด กัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดฉากใช้อาวุธหนักก่อน เหตุทำให้ทหารไทยได้รับบาดเจ็บและต่อมามีผู้เสียชีวิต ไทยจึงจำเป็นต้องปฏิบัติการป้องกันตนเองตามสิทธิที่พึงมีของรัฐอธิปไตย และเป็นไปตามหลักสากลทุกประการ
โฆษกฯ ระบุว่า เพื่อลดความสับสนและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐบาลไทยขอเรียงลำดับเหตุการณ์การปะทะบริเวณภูผาเหล็ก และพลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ที่เริ่มโดยฝ่ายกัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ดังนี้
7 ธันวาคม 2568
- เวลา 14.15 น. หน่วย พัน.ร.13 (ฉก.1) ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ ถูกทหารกัมพูชาเปิดฉากยิงด้วยอาวุธปืนเล็กใส่ฝ่ายไทยก่อน จนส่งผลให้ทหารไทยบาดเจ็บ 2 นาย ได้แก่ ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ และ พลฯ พรชัย จำปาจุม
- เวลา 14.16 น. ฝ่ายไทยจำเป็นต้อง ตอบโต้เพื่อป้องกันตนเองตามกฎการปะทะ (Rules of Engagement: ROE) โดยใช้อาวุธตามสัดส่วนและความจำเป็น ขณะเดียวกันฝ่ายกัมพูชาได้ยกระดับการใช้อาวุธ โดยใช้ อาวุธต่อสู้รถถัง (ปรส.) ยิงใส่ฝั่งไทย แม่ทัพภาคที่ 2 จึงได้สั่งให้ทุกหน่วยเพิ่มระดับความพร้อมเต็มรูปแบบทันที
- เวลา 14.50 น. หน่วยปฏิบัติการยังคงเฝ้าระวังภัยอย่างใกล้ชิด และรักษาความพร้อมด้านการป้องกันในระดับสูงสุด จากนั้นในเวลา 14.53 น. เจ้าหน้าที่ลำเลียงทหารบาดเจ็บไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาโดยเร่งด่วน
- เวลา 16.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีได้สั่งเสริมกำลังและเตรียมแผนอพยพประชาชน พร้อมสั่งการให้กองทัพเพิ่มกำลังรักษาความปลอดภัยตลอดแนวชายแดน เร่งเปิดจุดรองรับและขนย้ายประชาชนใน 4 จังหวัดชายแดนไปยังพื้นที่ปลอดภัย โดยนายกรัฐมนตรียังได้ย้ำว่า ไทยไม่ต้องการความรุนแรง แต่จะไม่ยอมให้ใครละเมิดอธิปไตยอย่างเด็ดขาด
8 ธันวาคม 2568
- เวลา 03.00 น. กัมพูชากำหนดเป้าหมายของอาวุธยิงสนับสนุนมายังฝั่งไทยในพื้นที่ท่าอากาศยานบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ และโรงพยาบาลปราสาท จังหวัดสุรินทร์
- เวลา 05.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงมายังแนวการวางกำลังของฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายไทยทำการยิงตอบโต้ตามกฎการปะทะ
- เวลา 06.00 น. ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงวิถีโค้งระดมยิงต่อฝ่ายไทยในพื้นที่ช่องอานม้า
โดยจะเห็นได้ว่า ตั้งแต่ช่วงเช้ามืดวันนี้ กัมพูชาได้ริเริ่มยิงใส่ฝ่ายไทยก่อนในหลายพื้นที่ และเริ่มหนักขึ้นในช่วง 05.00 น. เป็นต้นมา โดยมีการใช้อาวุธหนัก ซึ่งเป็นเหตุให้ทหารไทยเสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย ทำให้ฝ่ายไทยจำเป็นต้องตอบโต้โดยใช้เครื่องบินรบโจมตีที่ตั้งทางทหารของฝ่ายกัมพูชา เพื่อป้องกันการบาดเจ็บและเสียชีวิตของกำลังพลฝ่ายไทย และเป็นไปตามกฎการใช้กำลังอย่างเหมาะสมตามหลักสากล
โฆษกฯ ย้ำว่า ประเทศไทยยึดมั่นในสันติวิธีเสมอมา และให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในภูมิภาค แต่ในกรณีนี้ กัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มใช้อาวุธก่อน จนทำให้เกิดการสูญเสียกับทหารไทย ไทยจึงจำเป็นต้องตอบโต้เพื่อปกป้องอธิปไตย ปกป้องกำลังพล และรักษาความมั่นคงตามสิทธิอันชอบธรรมของชาติ การปฏิบัติของฝ่ายไทยทั้งหมดเป็นไปตามกฎการใช้กำลังระหว่างประเทศ หลักมนุษยธรรม และการตอบโต้ตามสัดส่วน (Proportionate Response)
โฆษกฯ ระบุเพิ่มเติมว่า นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำชัดเจนว่า “ไทยต้องการสันติภาพ แต่จะไม่ยอมให้ใครรุกล้ำอธิปไตยไทย และพร้อมดำเนินการทุกมาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องประเทศและประชาชน” พร้อมกันนี้ ไทยยังคงดำเนิน ช่องทางการทูตควบคู่การปฏิบัติการภาคสนาม เพื่อป้องกันสถานการณ์บานปลาย และเพื่อคงไว้ซึ่งสันติภาพตามหลักการที่ไทยยึดถือ
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยขอให้สื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศนำเสนอข่าวอย่างครบถ้วนตามข้อเท็จจริง เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด และทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นผู้รุกราน ทั้ง ๆ ที่ไทยเป็นผู้ถูกรุกรานจากฝ่ายกัมพูชามาโดยตลอด
กองทัพภาคที่ 2 รุกหนัก! ยึดปราสาทคะนา ยิงทำลายเสา Anti-Drone เขาพระวิหาร
กองทัพภาคที่ 2 ออกแถลงชี้แจงผลการปฏิบัติทางทหาร หลังดำเนินการโจมตีเป้าหมายที่อยู่ภายใน Line of Operation ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตรวจพบภัยคุกคามต่อความมั่นคงของไทย โดยย้ำว่าทุกภารกิจเป็นไปตามหลักความมั่นคงและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด พร้อมให้ความสำคัญสูงสุดต่อการลดผลกระทบต่อประชาชนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ
กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การปฏิบัติในวันนี้เป็นการตอบโต้สถานการณ์ฝ่ายกัมพูชาที่มีลักษณะคุกคามโดยตรงต่อความมั่นคงของไทยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน จากการตรวจสอบข้อมูลทางยุทธการ พบว่า ฝ่ายกัมพูชามีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์หนัก การจัดกำลังรบ และการเตรียมการยิงสนับสนุน ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพและความปลอดภัยของพื้นที่ชายแดนไทย
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้กองทัพจำเป็นต้องดำเนินการทางทหาร เพื่อยับยั้งและทำลายขีดความสามารถของฝ่ายกัมพูชา ในระดับที่จำเป็นสำหรับการปกป้องความมั่นคงของรัฐตามความจำเป็นเร่งด่วน
กองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินภารกิจสำคัญในหลายจุด ได้แก่
- ยิงทำลายตึกร้างที่ใช้เป็นศูนย์เครือข่ายสแกมเมอร์ บริเวณช่องอานม้า อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี
- ยิงทำลายเสา Anti-Drone บริเวณพระวิหารและห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
- กวาดล้างพื้นที่สวนมะม่วงหิมพานต์ ที่รุกล้ำเส้นปฏิบัติการ บริเวณช่องระยี ด้านทิศตะวันออกช่องจอม
- เข้าควบคุมปราสาทคนา อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์
- ยิงทำลายกระเช้าลำเลียงเสบียง เนิน 350 ปราสาทตาควาย
กองทัพยังประเมินว่า ในช่วงกลางคืน ฝ่ายกัมพูชาอาจใช้อาวุธจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) โจมตีพื้นที่พลเรือน โดยเพ่งเล็งจุดเดิมที่ถูกยิงทำลาย เพื่อสร้างความสับสนในสนามรบ
กองทัพภาคที่ 2 ย้ำว่าปฏิบัติการทั้งหมดเป็นไปตามหลัก Right of Self-Defence ตามกฎบัตรสหประชาชาติ โดยใช้หลัก ความจำเป็น (Necessity) และ ความได้สัดส่วน (Proportionality) อย่างเคร่งครัด กำหนดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร คลังอาวุธ ศูนย์บัญชาการ และเส้นทางสนับสนุนการรบเท่านั้น
กองทัพตระหนักดีถึงความสำคัญของการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน จึงพยายามลดความเสี่ยงที่อาจมีผลกระทบต่อเอกราช อธิปไตย และความปลอดภัยของประชาชนให้มากที่สุด
กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า เป้าหมายสูงสุดคือการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาค ป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายหรือทวีความรุนแรง พร้อมขอให้ประชาชนมั่นใจว่าการปฏิบัติทุกขั้นตอนดำเนินไปด้วยความรอบคอบและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ
นายอำเภอกันทรลักษ์ สั่งประชาชนที่อยู่ใต้ "ถนนเส้น 24" อพยพโดยด่วนเพื่อความปลอดภัย
เวลา 19.00 น. เทศบาลเมืองกันทรลักษ์ เผยแพร่ คำสั่งนายอำเภอกันทรลักษ์ ส่งข้อความไปยังหัวหน้าส่วนราชการ หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนันผู้ใหญ่บ้าน ระบุว่า ได้รับแจ้งจากฝ่ายทหารว่า หมู่บ้านใดที่เคยโดนปืนใหญ่ หรือจรวดตก ครั้งที่แล้ว พิจารณาให้ชาวบ้านบ้านอพยพออกให้หมดคืนนี้ (8 ธันวาคม 2568) ไม่ต้องอยู่
ส่วน ชรบ. ปรับลดให้น้อยลง หรือให้หลบเข้าหลบในหลุมหลบภัยที่มั่นคงแข็งแรงที่สุด ห้ามอยู่นอกหลุมหลบภัย ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนชุดสามความปลอดภัยหมู่บ้านได้ทราบโดยทั่วกัน
พื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดคืออยู่เหนือแนวถนนเส้น 24 ดังนั้น พี่น้องประชาชนที่อยู่ใต้ถนนเส้น 24 ไม่ว่าจะเป็น เทศบาลเมืองกันทรลักษ์ น้ำอ้อม หนองหญ้าลาด กระแชง เวียงเหนือ ทุ่งใหญ่ เมือง สังเม็ก ตอนล่าง สวนกล้วย ตอนล่าง กุดเสลาตอนล่าง ให้ดำเนินการอพยพให้พ้นแนวถนนเส้น 24 ให้หมด