พล.ท.กนก เนตระคะเวสนะ อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 2 แสดงความเห็นกรณีสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า เมื่อดูภูมิประเทศจุดที่มีการปะทะเมื่อวานแล้ว จุดที่กัมพุชาปักหลักบริเวณผลาญหินแปดก้อน ฝ่ายกัมพูชาจะอยู่ที่ความสูง 640 เมตร แต่กำลังฝ่ายไทยอยู่ที่ความสูง 660 เมตร ตนจึงตั้งข้อสังเกตว่า ระยะห่างถึง 20 เมตร ไม่สามารถจะยิงด้วยปืนเล็กไม่ได้
เพราะฉะนั้นกัมพูชาต้องเป็นฝ่ายปีนขึ้นมา เพราะฝ่ายไทยไม่มีทางที่จะปีนลงไปอยู่แล้ว
ซึ่งเมื่อกัมพูชาแอบขึ้นมายังจุดที่ไทยประจำการอยู่ ก่อนจะเปิดฉากยิง และยิงถูกกำลังพลของไทยด้วย จึงเชื่อว่า น่าจะเป็นพลแม่นปืน เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่า กัมพูชามีความตั้งใจที่จะเปิดฉากรบกับไทยครั้งใหม่
โดยสาเหตุที่กัมพูชาต้องเปิดฉากยิงครั้งนี้ พล.ท.กนก มองว่า เพราะกัมพูชาเพลี่ยงพล้ำ และเสียหน้าในเวทีโลก อย่างการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา จึงต้องหาเรื่องเอาคืนไทย อีกทั้งกัมพูชาไม่ได้ต้องการรบนาน เพราะรู้อยู่แล้วว่า รบแล้วมีโอกาสจะแพ้ไทย จึงต้องหาเหตุ หาเรื่อง และสุดท้ายก็จะทำตัวเป็นเหยื่อ หวังดึงนานาชาติเข้ามาเป็นมือที่ 3 เหมือนครั้งก่อน
พล.ท.กนก ระบุว่า การปะทะรอบนี้ สำหรับฝ่ายไทยถือว่ายากกว่ารอบก่อน เพราะกัมพูชาเปลี่ยนยุทธวิธีในการรบ ด้วยการเปิดแนวรบในหลายจุด และใช้การกระจายกำลัง เพื่อหลบหลีกการโจมตีทางอากาศจากไทย เพราะหากรวมกันเป็นกลุ่มก้อน มีความเสี่ยงจะสูญเสียเยอะเหมือนการปะทะครั้งที่แล้ว
พล.ท.กนก ย้ำว่า ไทยต้องใช้โอกาสนี้ทำให้จบ ด้วยการทำลาย โดยใช้ยุทธวิธีทางทหารทำลายไปที่หัวใจสำคัญของกัมพูชา พร้อมเปรียบเทียบว่า ในกระดานหมากรุก มีขุนอยู่แล้ว เพราะนั้นหาขุนให้เจอ เมื่อเจอแล้วต้องทำลายให้สิ้นซาก