สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากกรณีทหารกัมพูชาใช้อาวุธโจมตีฝ่ายไทย เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 บริเวณพื้นที่ ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จนเหตุการณ์บานปลายเกิดการปะทะกันขึ้นในพลายพื้นที่ อาทิ ช่องอานม้า, เนิน 677, ห้วยตามาเรีย, พื้นที่คนา, ปราสาทตาเมือนธม พร้อมกันนี้ยังมีการปฏิบัติการทางการทหารใรพื้นที่ชายแดนภาคตะวันออก
ส่งผลให้มีทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บ 15 นาย ส่วนสถานการณ์วันนี้เข้าสู่วันที่ 2 มีรายงานว่าหลายพื้นที่ปะทะต่อเนื่อง
เสธ.มนัส ลั่น โอกาสดี ยกเลิกMOU44 รบให้แตกหักกับกัมพูชา
พล.อ.มนัส จันดี อดีตเสนาธิการทหาร โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เป็นภาพแผนที่ พื้นที่ทับซ้อนแบ่งผลประโยชน์พลังงานไทย - กัมพูชา ตาม MOU 2544 พร้อมชี้ว่าโอกาสนี้เป็นโอกาสดีที่จะรบกับกัมพูชาให้แตกหัก และยกเลิก MOU 44 โดย พล.อ.มนัส ระบุว่า ช่วยหาคำอธิบายด้วยครับ
1.การลากเส้นมัธยะ แสดงไหล่ทวีปของกัมพูชา มันมีหลักการกติกาสากลใด มารองรับการลากเส้นลักษณะนี้
2.จากข้อ 1 ถ้าไม่เป็นไปตามหลักสากลที่นานาชาติยอมรับ เรายังจะรับอีกหรือ? หรือจะให้ชาติต้องเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรทางทะเลแบบนี้ต่อไป
3.เป็นโอกาสที่เหมาะสมที่รัฐควรยกเลิก
MOU 44 และกองทัพต้องรบแตกหักให้กัมพูชายอมในกติกาสากล ยอมรับในเส้นไหล่ทวีปที่เป็นสากลของเรา เรามีกองทัพเรือที่มีขีดความสามารถคุ้มครองผลประโยชน์ทางทะเลได้อยู่แล้ว
สำหรับเขตแดนทางบก การยึดพื้นที่บางส่วนของไทยกลับคืนมาไม่ใช้การแก้ปัญหาที่สมบูรณ์ เพราะเมื่อเลิกรบ กัมพูชาก็จะนำเรื่องฟ้องชาวโลกไปทั่ว ปัญหาจะวนมาที่เดิม การแก้ปัญหาให้ยุติเด็ดขาด ต้องให้กัมพูชายอมรับในตัวข้อความในสัญญา สยาม - ฝรั่งเศส ฯ ที่กำหนดเส้นเขตแดนคือ ใช้สันปันน้ำ ร่องน้ำลึก เส้นตรงระหว่างหลักเขต ชึ่งไทยเราได้ถ่ายทอดมาเป็นแผนที่ 1 : 50,000 ขณะที่แผนที่ 1 : 200,000 มันขัดแย้งกับหลักการในตัวสัญญาจึงเป็นโมฆะ ไม่สามารถนำมาอ้างอิงได้
ดังน้ันต้องวางแผนการรบแตกหัก ด้วยความรวดเร็วรุนแรงไปที่ จุดศูนย์ดุลย์ เพื่อบีบบังคับกัมพูชาให้ร้องขอเจรจาหยุดยิง ภายใต้เงื่อนไขยอมรับเส้นเขตแดนตามอักษรหรือข้อความในสัญญาฯ เพื่อนทหารโอกาสมาถึงแล้วที่เราจะได้ทำหน้าที่ตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยในโพสต์นี้ของ เสธ.มนัส พลโทวันชนะ สวัสดี หรือ เสธ.เบิร์ด ก็ได้เข้ามาคอมเมนต์ด้วยว่า “กัมพูชาต้องร้องขอเจรจาภายใต้เงื่อนไขของไทยครับ จริงที่สุดครับ”
สะเทือน “กัมพูชา” สูญเสีย 4 ทหารมือดีระดับนายพล BHQ
จากกรณี เหตุการณ์ปะทะกันระหว่างทหารไทยและทหารกัมพูชา มีรายงานข่าวแจ้งว่า มีกำลังพล กองบัญชาการองครักษ์ (BHQ) ซึ่งเป็นหน่วยทหารพิเศษติดอาวุธหนักของประเทศกัมพูชา ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยผู้นำระดับสูงอย่าง ฮุน เซน และตระกูลฮุน เป็นหน่วยที่มีความลับสูง มีอิทธิพล และมีความสามารถในการรบสูง โดยมีฐานที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดกันดาลนั้น
ได้เสียชีวิต 4 คน จากเหตุการณ์ปะทะ เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2568 พื้นที่ อ.จอมกระสาน,จ.พระวิหาร ณ วัดกรอเบา บ.แปรกเรียง แขวงก็อมปงซ็อมนัญ กรุงตาคะเมา จ.กันดาล ดังนี้
1.พล.ท.จิน โจน
2.พล.จ.ยวน ซีง
3. พ.ต.แจม ริทธี
4. พ.ต.เฮง ก็อมซาน
โดยนาย ศร โสภีค ผู้อำนวยการสำนักข่าวเฟรชนิวส์ โพสต์ภาพไว้อาลัย พร้อมข้อความลงในเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง ต่อการสูญเสียฮีโร่ของกองทัพ ผู้กล้าหาญของเรา พล.ท.จิน โจน หัวหน้าหัวหน้าหน่วย BHQ ได้เสียสละต่อสู้ เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของแผ่นดิน เราจะจดจําวีรกรรมที่กล้าหาญของคุณ สําหรับประเทศชาติ และประชาชนเสมอ ขอให้ดวงวิญญาณของนายพลไปสู่สุคติ และขอให้ดวงวิญญาณของท่าน ปกป้องกองกําลังของเรา และแผ่นดินของเราจากการบุกรุกของโจร
กอ.รมน. เข้มเฝ้าระวัง “โดรนสอดแนม–โดรนพลีชีพ” ในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา
พล.ต.ธรรมนูญ ไม้สนธิ์ โฆษก กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการ กอ.รมน. ได้สั่งการให้ รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (ฝ่ายทหาร) ทุกจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด เพิ่มมาตรการเฝ้าระวัง “โดรนสอดแนม-โดรนพลีชีพ” ซึ่งอาจส่งผลต่อความมั่นคงของชาติ และความปลอดภัยของประชาชน
โดยเลขาธิการ กอ.รมน. เน้นย้ำ “สถานการณ์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนมีความละเอียดอ่อนและมีแนวโน้มที่อาจถูกแสวงประโยชน์จากเทคโนโลยีโดรน ทั้งในลักษณะการสอดแนม การลักลอบขนส่งสิ่งผิดกฎหมาย รวมถึงการดัดแปลงโดรนเพื่อเป็นอุปกรณ์โจมตี ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบร้ายแรงต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน ตลอดจนความมั่นคงของประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคงจึงจำเป็นต้องยกระดับมาตรการเฝ้าระวัง และตอบโต้สถานการณ์อย่างรอบด้าน
ดังนั้น กอ.รมน. จึงขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนี้
1.หากพบเห็นโดรนต้องสงสัย บินผิดปกติหรือบินในพื้นที่หวงห้ามโดยไม่มีเหตุอันควร โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ภาครัฐในพื้นที่ทันที
2.หากพบโดรนตกหล่น วัตถุต้องสงสัย หรือชิ้นส่วนที่คาดว่าเป็นส่วนประกอบของโดรน ห้ามเก็บกู้ สัมผัส หรือเคลื่อนย้ายด้วยตนเอง เพราะอาจมีความเสี่ยง เช่น วัตถุระเบิด ไฟฟ้าลัดวงจร หรือสารเคมีอันตราย
3.การกระทำที่สามารถทำได้โดยปลอดภัย คือ การบันทึกภาพหรือจำตำแหน่งพิกัด เพื่อแจ้งให้เจ้าหน้าที่มาทำการตรวจสอบ
4.สามารถแจ้งเบาะแสหรือให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ผ่านสายด่วนความมั่นคง 1374 โทรฟรีตลอด 24 ชั่วโมง
กอ.รมน. ขอยืนยันว่า การมีส่วนร่วมของประชาชนในการเฝ้าระวัง และให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่มีการใช้อาวุธบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยหน่วยงานภาครัฐจะนำข้อมูลที่ได้ไปใช้ประกอบการวิเคราะห์ ติดตาม และป้องกันเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เลขาธิการ กอ.รมน. เน้นย้ำ หน่วยงานด้านความมั่นคงทุกระดับ ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มขีดความสามารถเพื่อให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
กอ.รมน. ขอขอบคุณพี่น้องประชาชนทุกคน ที่ให้ความร่วมมือและร่วมเป็นกำลังสำคัญในการดูแลความมั่นคงของชาติ เพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทยที่เรารักด้วยดีตลอดมา และจะแน่วแน่ด้วยอุดมการณ์นี้ตลอดไป
ด่วน! กองทัพอากาศไทย “ส่งกริพเพน” ทิ้งระเบิดกาสิโนลิมเฮง หลังถูกกองทัพกัมพูชาใช้เป็นสถานที่ปล่อยโดรนพลีชีพ – ซ่อนอาวุธ
เวลา 20.33 น. เฟซบุ๊กเพจ “Army Military Force” รายงานเครื่องบินรบ JAS-39 Gripen ของกองทัพอากาศไทยเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ โดยทิ้งระเบิดแรงสูงเข้าใส่บ่อนกาสิโนลิมเฮง ในพื้นที่โอร์เสม็ด (អូរស្មាច់) ของกัมพูชา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับช่องจอม จังหวัดสุรินทร์
ปฏิบัติการดังกล่าวมีขึ้นเนื่องจาก บ่อนกาสิโนแห่งนี้ ถูกกองทัพกัมพูชาใช้เป็นสถานที่ปล่อยโดรนพลีชีพ, และที่ซุกซ่อนรถยิงจรวดหลายลำกล้อง BM-21, และเป็นจุดสะสมกำลังพลของฝ่ายกัมพูชา
“นายกฯ อนุทิน” โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ย้ำทิศทางของไทยยังคงเดิม ไม่มีการหยุดยิง
เวลา 19.20 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุถึงสถานการณ์รบชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า Thailand’s direction remains status quo. No ceasefire : ทิศทางของไทยยังคงเดิม ไม่มีการหยุดยิง
เตือนประชาชนอย่าเข้าใกล้ - เก็บกู้ซากโดรนแปลกปลอม
โฆษกกองทัพเรือ แจ้งเตือนประชาชน ระบุว่า จากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาได้ทำการโจมตีต่อประเทศไทยทั้งกระสุนปืนใหญ่ จรวด BM-21 รวมทั้งโดรนพลีชีพ ตามพื้นที่แนวชายแดนบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงไปจนถึงแนวชายแดนภาคตะวันออก ที่ จ.ตราด หากประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว พบเห็นโดรนหรือซากโดรนแปลกปลอมตกอยู่ อย่าเข้าใกล้หรือเข้าเก็บกู้ด้วยตัวเอง ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทหาร หรือฝ่ายความมั่นคงโดยเร็ว
กกล.บูรพา ควบคุมพื้นที่บ้านคลองแผง ได้บางส่วน วางลวดหนามตลอดแนว
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจาก กองกำลังบูรพา เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 9 ธ.ค. 68 โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 เข้าปฏิบัติการทางทหาร สามารถควบคุมพื้นที่ บริเวณบ้านคลองแผง อ.ตาพระยา ได้บางส่วน โดยมีการวางลวดหนามตลอดแนวที่ควบคุมได้ รายละเอียดเพิ่มเติมแจ้งให้ทราบต่อไป
กัมพูชายิงจรวด BM-21 ใส่บ้านเรือน-ศูนย์ฯเด็กเล็ก
เวลา 13.01 น.ผู้สื่อข่าวรายงานว่าพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ ยังคงเกิดเสียงยิงปะทะกันที่บริเวณชายแดนช่องจอม ใกล้กับบ่อนกาสิโน ชุมชนโอรเสม็ด อ.กรุงสำโรง จ.อุดรมีชัย เป็นระยๆ สลับเสียงปืนใหญ่จากพื้นที่ชายแดนช่องระยี บ.สกล ต.ตะเคียน อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ที่มีการยิงปะทะกันอย่างหนักหน่วงตั้งแต่ช่วงเช้า
และยังพบว่าทหารกัมพูชาได้ยิงจรวด BM-21 ใส่ทหารไทยตลอดแนวชายแดน ทั้งที่ปราสาทคนา ต.แนงมุด อ.กาบเชิง,ปราสาทตาควาย ช่องกร่าง และปราสาทตาเมือนธม
นอกจากนั้นยังพบว่าทหารกัมพูชาได้ยิงจรวด BM-21 เข้ามาใส่บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ พังเสียหาย จำนวน 2 ลูก ทำให้บ้านเรือนประชาชนเสียหาย 2 หลัง ซึ่งเป็นบ้านปลูกอยู่ติดกัน และอีกจุดตกบริเวณ ข้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กแห่งหนึ่ง โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด
ขณะที่ทหาร,ปลัด อ.กาบเชิง,สมาชิกกองอาสารักษาดินแดน อ.กาบเชิง ที่ 6,ตำรวจ สภ.กาบเชิง ,ผู้นำชุมชนและ ชรบ.ลงพื้นที่สำรวจความเสียหายอย่างระมัดระวัง คาดว่ายังมีอีกหลายลูกที่ตกในพื้นที่หมู่บ้าน แต่ยังสำรวจไม่พบทั้งหมด
“โฆษก สธ.” ยันเตรียมพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุขรับเหตุรุนแรงชายแดนไทย - กัมพูชา
โฆษกกระทรวงสาธารณสุข เผย โรงพยาบาลในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 7 จังหวัด รวม 19 แห่ง ปิดบริการบางส่วน 11 แห่ง และปิดบริการชั่วคราว 8 แห่ง ขณะที่ รพ.สต. 174 แห่ง ปิดบริการ 167 แห่ง ปิดบางส่วน 7 แห่ง เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลที่มีความปลอดภัยแล้ว 534 ราย ได้เตรียมการด้านการแพทย์และสาธารณสุขรองรับสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้น ทั้งเตียง ICU เตียงผู้ป่วยทั่วไป พร้อมจัดทีมบุคลากรการแพทย์ดูแลประชาชนในศูนย์พักพิง 619 จุด รวม 147,050 คน
ศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมติดตามสถานการณ์และเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีชายแดนไทย-กัมพูชา โดยมี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วย นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ว่า ในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา มีการปะทะหลายจุดตามแนวชายแดนจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ และสระแก้ว ทำให้โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยง 19 แห่ง ต้องปิดให้บริการบางส่วน 11 แห่ง และปิดบริการชั่วคราว 8 แห่ง ได้แก่ รพ.น้ำยืน รพ.นาจะหลวย รพ.น้ำขุ่น จ.อุบลราชธานี, รพ.กันทรลักษณ์ รพ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ, รพ.กาบเชิง รพ.พนมดงรักเฉลิมพระเกียรติฯ จ.สุรินทร์ และ รพ.ตาพระยา จ.สระแก้ว โดยมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยใน 534 ราย ไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ปลอดภัย ส่วน รพ.สต. ในพื้นที่เสี่ยง 174 แห่ง ปิดบริการบางส่วน 7 แห่ง และปิดชั่วคราว 167 แห่ง ทั้งนี้ หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นได้เตรียมพร้อมโรงพยาบาลรับส่งต่อ มีเตียงผู้ป่วยวิกฤต (ICU) 368 เตียง และเตียงผู้ป่วยทั่วไป 4,323 เตียง
นพ.เอกชัยกล่าวต่อว่า ในส่วนของศูนย์พักพิงที่เปิดขณะนี้มี 619 จุด มีประชาชนเข้าพักรวม 147,050 คน ในจำนวนนี้เป็นกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ ผู้พิการ ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ป่วยฟอกไต หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง รวม 20,920 คน ได้จัดเจ้าหน้าที่และบุคลากรการแพทย์ปฏิบัติงานดูแลตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ ยังมีทีมปฏิบัติการด้านสุขภาพลงพื้นที่ ประกอบด้วย ทีมปฏิบัติการฉุกเฉินทางการแพทย์เคลื่อนที่เร็ว (Mini-MERT) 23 ทีม ทีมปฏิบัติการแพทย์ฉุกเฉินระดับสูง (ALS) 56 ทีม ทีมปฏิบัติการสอบสวนควบคุมโรค (Joint Investigation Team: JIT) 51 ทีม ทีมปฏิบัติการตอบโต้ภาวะฉุกเฉินและสาธารณภัยด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม (Special Environmental Health Response Team : SEhRT) 19 ทีม และทีมช่วยเหลือทางด้านจิตใจผู้ประสบภาวะวิกฤต (MCATT) 34 ทีม โดยจากการคัดกรองสุขภาพจิตประชาชนในจังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ และสระแก้ว รวม 13,058 ราย พบเครียดสูงและเสี่ยงทำร้ายตนเองรวม 23 ราย ได้ให้การปฐมพยาบาลทางจิตใจ และเข้ารับการดูแลตามกระบวนการแล้ว ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงปฏิบัติตามคำแนะนำของจังหวัดและเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงอย่างเคร่งครัด และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานรัฐเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนหรือตื่นตระหนก
สดุดีทหารกล้า จ.ส.ท.จิระวัฒน์ มุ่งกลาง เสียชีวิตจากเหตุปะทะชายแดนไทย – กัมพูชา
เวลา 13.30 น. ท่ามกลางสถานการณ์ปะทะเดือดชายแดนไทย – กัมพูชา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จ.ส.ท.จิระวัฒน์ มุ่งกลาง สังกัดกองพันทหารช่างที่ 1 รักษาพระองค์ (ช.พัน.1 รอ.) ได้เสียชีวิตจากการถูกทหารกัมพูชายิงด้วยปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง (ปรส.) จากบริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี
ทอ. ไทย ส่ง F-16 บึ้มคลังอาวุธกัมพูชา เมืองสำโรง จ.อุดรมีชัย
เวลา 12.25 น. เฟซบุ๊กเพจ Army Military Force รายงานว่า กองทัพอากาศไทย ส่งเครื่องบินขับไล่ F-16 เปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิดนำวิถีด้วยเลเซอร์ แบบ GBU-12 Paveway II ที่อาคารเก็บจรวด BM-21 และอาวุธหนักจนเกิดการระเบิดอย่างรุนแรง กลางเมืองสำโรง จังหวัดอุดรมีชัย ซึ่งอยู่ติดชายแดนไทยฝั่งจังหวัดศรีสะเกษ บริเวณช่องสะงำ
กกล.บูรพา ใช้ปืนใหญ่รถถัง ทำลายกาสิโนฝั่งกัมพูชา ใช้เป็นที่ตั้งยิงอาวุธโจมตีไทย
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจาก กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 11 ปฏิบัติการใช้ปืนใหญ่รถถัง ยิงทำลายบ่อนกาสิโนในฝั่งกัมพูชา ซึ่งอยู่ติดแนวชายแดน ใช้เป็นที่ตั้งยิงอาวุธวิธีโค้ง ป้อมปืนกลและสะสมอาวุธ เพื่อใช้โจมใส่ฝ่ายไทย ในพื้นที่ตรงข้ามจุดผ่อนปรนทางการค้าบ้านตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว
ทหารไทยพลีชีพอีก 1 นาย สมรภูมิตาควาย
จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากลับมาตึงเครียดอีกครั้ง จนเหตุการณ์บานปลายเกิดการปะทะกันขึ้นในพลายพื้นที่ และยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องจนถึงช่วงเช้าวันนี้ โดยหนึ่งในพื้นที่ที่มีรายงานการปะทะกันอย่างหนักคือพื้นที่ ปราสาทตาควาย
ซึ่งล่าสุดมีรายงาน อัปเดตรายชื่อกำลังพลเจ็บและเสียชีวิต จากการปะทะบริเวณปราสาทตาควาย ส่งผลให้ทหารเสียชีวิต จำนวน 1 นาย คือ พลทหาร วายุ ขวัญเสือ อายุ 21 สังกัด พัน.ร.27/ร.31 พัน.3 โดนสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้งบริเวณแขนขวาขาด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่ามีทหารบากเจ็บอีกจำนวน 10 นาย
“มาลี” แถลง ชาวกัมพูชาดับแล้ว 7 ราย
เวลา 11.00 น. พลโท มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา แถลงข่าวว่า ฝ่ายไทยได้ละเมิดข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาร่วมระหว่างกัมพูชาและไทย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ลงนามเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 68 โดยได้ดำเนินการรุกรานอธิปไตยเหนือดินแดนของกัมพูชาอีกครั้งด้วยการใช้กำลังทหาร
กองทัพกัมพูชายังคงให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่และดำเนินการตามมติของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน ตลอดจนความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างแน่วแน่ ขณะเดียวกันก็ยึดมั่นในข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาร่วมระหว่างสองประเทศอย่างเคร่งครัด
เนื่องจากการกระทำก้าวร้าวของกองกำลังทหารไทย ซึ่งได้เริ่มการยิงและการรุกล้ำอธิปไตยอันชอบธรรมของกัมพูชา กองทัพกัมพูชาจึงไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากการใช้สิทธิในการป้องกันตนเองภายในดินแดนอธิปไตยของตน และปกป้องมาตุภูมิจากการรุกรานที่ผิดกฎหมายของกองกำลังทหารไทย ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 51 ของกฎบัตรสหประชาชาติ
ในเรื่องนี้ กองทัพกัมพูชายังคงแน่วแน่ในพันธสัญญาที่จะปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนจากการกระทำรุกรานอันป่าเถื่อนและโหดร้ายของไทย
จากข้อมูลเบื้องต้นของทางการจังหวัด ระบุว่า การยิงถล่มพลเรือนของกองทัพไทยระหว่างวันที่ 8-9 ธ.ค. 68 ส่งผลให้พลเรือนชาวกัมพูชาผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตแล้ว 7 ราย และบาดเจ็บสาหัส 20 ราย
ปิดโรงเรียนแล้ว 990 แห่ง
ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า กรณีสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้โรงเรียนจำนวนมากได้รับผลกระทบโดยตรง ต้องหยุดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของนักเรียนและบุคลากรในสังกัด
โดยข้อมูลล่าสุดพบว่า สถานศึกษาที่สั่งปิดเรียนชั่วคราวมีทั้งสิ้น 990 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สระแก้ว อุบลราชธานี และตราด ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ใกล้แนวปะทะและเสี่ยงต่อสถานการณ์ความไม่สงบ
ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ตนได้สั่งการให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดต่าง ๆ เปิดโรงเรียนเป็นศูนย์พักพิงให้แก่บุคลากรทางการศึกษา รวมถึงเด็กนักเรียนและประชาชนในพื้นที่แล้วรวม 22 แห่ง สามารถรองรับประชาชนได้สูงสุด 14,280 คน ซึ่งทุกศูนย์มีการเตรียมพร้อมเครื่องนอน อาหาร น้ำดื่ม ระบบไฟฟ้า ห้องสุขา และพื้นที่ดูแลเด็กเล็กอย่างเต็มที่
ศ.ดร.นฤมล กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงศึกษาธิการได้สั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่บูรณาการร่วมกับฝ่ายความมั่นคง อปท. และภาคีเครือข่ายในทุกระดับ เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพนักเรียนและครูอย่างใกล้ชิด รวมถึง ศธ.ได้เตรียมระดมทรัพยากรไปสนับสนุนโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยง ทั้งอาหาร เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ฉุกเฉิน ตลอดจนทีมดูแลด้านจิตใจให้เด็กและครู เพื่อบรรเทาความเครียดจากสถานการณ์ และสร้างความมั่นคงด้านสวัสดิภาพในระยะยาว
ศ.ดร.นฤมล ยังกล่าวถึงการเรียนการสอนช่วงที่โรงเรียนปิด ว่ามีแผนชดเชยอยู่แล้วทั้งการสอนที่เป็นใบงานแบบฝึกหัด (on hand) กับการเรียนการสอนแบบทั่วไป (on site) แต่ถ้าทำไม่ได้ก็จะเปลี่ยนเป็นเรียนระบบออนไลน์ ซึ่งการเรียนระบบออนไลน์จะเป็นลักษณะเรียนรวมหรือไม่นั้น แต่ละโรงเรียนมีแพลตฟอร์มที่เตรียมไว้อยู่แล้ว อีกทั้ง สพฐ. ได้เตรียมจัดถุงการเรียนรู้เอาไปให้เด็ก ๆ ในศูนย์พักพิงเพื่อไม่ให้ตกหล่นเรื่องของการเรียนด้วย
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการตั้งแต่เดือนที่ที่ผ่านมา ว่าให้ สพฐ. เตรียมความพร้อมไว้ ซึ่งขณะนี้ก็ได้ทำตามแผนแล้ว
สจจ.สระแก้วสั่งปิด รพ.ตาพระยา
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว เนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่อำเภอตาพระยา สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสระแก้ว ประกาศปิดโรงพยาบาลตาพระยา เป็นการชั่วคราว จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ
กองทัพเรือโต้ ไม่มีการใช้อาวุธต้องห้าม
พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า การปฏิบัติของกำลังพลไทยต่อสถานการณ์ที่มีกำลังทหารฝ่ายกัมพูชารุกล้ำเข้ามาในพื้นที่อธิปไตยของไทย บริเวณบ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด เป็นไปตาม หลักสากลด้านความมั่นคงและกฎหมายระหว่างประเทศ โดยยึดหลักความจำเป็นและความได้สัดส่วน (Necessity & Proportionality) อย่างเคร่งครัด
ในการปฏิบัติ กองทัพเรือได้ใช้มาตรการขั้นต่ำที่สุดที่จำเป็นต่อการยับยั้งการละเมิดอธิปไตย ได้แก่ การยิงเตือนตามขั้นตอนสากล เพื่อเปิดโอกาสให้กำลังฝ่ายกัมพูชาถอยออกจากพื้นที่อย่างปลอดภัย ก่อนดำเนินมาตรการอื่นใดเพิ่มเติม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของฝ่ายไทยที่จะควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ยกระดับสู่ความตึงเครียดที่ไม่จำเป็น
กองทัพเรือขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ในการปฏิบัติทั้งหมด ไม่มีการใช้อาวุธต้องห้ามใดๆ และไม่เคยมีอยู่ในครอบครอง เช่น อาวุธเคมี อาวุธชีวภาพ ตามที่อาจมีการเผยแพร่ข้อมูลคลาดเคลื่อนในบางช่องทาง ทั้งนี้ ฝ่ายไทยปฏิบัติการโดยใช้เฉพาะอาวุธและมาตรการที่มุ่งจำกัดผลกระทบเฉพาะต่อ เป้าหมายทางทหาร เท่านั้น
“ฮุน เซน” สั่งยกระดับการตอบโต้
วันที่ 9 ธ.ค. 68 เวลา 08.40 น. สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้โพสต์ภาพพร้อมข้อความ ระบุว่า กัมพูชาตัดสินใจตอบโต้เพิ่มเติมแล้ว หลังไทยเปิดปฏิบัติการทวงคืนอธิปไตยและตอบโต้การโจมตีจากฝ่ายกัมพูชา
ฮุน เซน บอกว่า “หลังจากอดทนมานานกว่า 24 ชั่วโมงในการเคารพข้อตกลงหยุดยิง และต้องการเวลาในการอพยพประชาชนไปยังพื้นที่ปลอดภัย เราได้ตอบโต้ด้วยกำลังพลเพิ่มเติมตั้งแต่เมื่อคืนและเช้านี้”
ฮุน เซน ระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย กล่าวว่า จะใช้กำลังพลโจมตี 11 จุด แต่ไม่แน่ใจว่า 11 จุดเหล่านี้อยู่ที่ไหน เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาตำแหน่ง กองกำลังติดอาวุธของกัมพูชาทุกประเภท จะต้องโจมตีทุกจุดที่ข้าศึกโจมตี
“เราปกป้องดินแดนของเราด้วยสนามเพลาะที่แข็งแกร่งพร้อมอาวุธทุกชนิด เมื่อผู้รุกรานเคลื่อนพลเข้าโจมตีตำแหน่งของเรา พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงสนามเพลาะได้ และหัวของพวกเขาก็ไม่มีเกราะป้องกัน สถานการณ์นี้ทำให้เราได้เปรียบในการดำเนินกลยุทธ์ในการทำลายกำลังพลของข้าศึกด้วยมาตรการตอบโต้” ฮุน เซน กล่าว
เขาเสริมว่า สำหรับกรณีผู้บัญชาการทหารของไทยที่ได้ประกาศว่า เพื่อความมั่นคงของประชาชนชาวไทย ขีดความสามารถของกองกำลังป้องกันประเทศของกัมพูชาจะต้องถูกทำลายในระยะยาวนั้น
ฮุน เซน บอกว่า “คำพูดของผู้บัญชาการทหารนั้นทรงพลังยิ่งกว่าคำพูดของมหาอำนาจทางทหารและกองทัพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เราจะไม่นิ่งเฉยและปล่อยให้ท่านทำลายล้างตามใจปรารถนา”
กัมพูชายิง BM-21 ส่งโดรนพลีชีพ ถล่มหลายพื้นที่
เวลา 08.30 น. เพจ "กองทัพภาคที่ 2" โพสต์ข้อความแจ้งสถานการณ์การสู้รบแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุว่า "ตำบลกระสุนตก BM-21 ลงหนักในแผ่นดินไทย พื้นที่ ปราสาทตาควาย, ปราสาทตาเมือน, ช่องปลดต่าง, พระวิหาร, ช่องระยี, ภูมะเขือ กองทัพภาคที่ 2 ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง"
"ตำบลกระสุนตก กระสุนปืนใหญ่ ลงหนัก ในแผ่นดินไทยพื้นที่ พระวิหาร, ภูมะเขือ, เนิน 600, บ้านภูมิซรอล ม.12, ช่องอานม้า, ช่องบก, ปราสาทตาควาย, พลาญยาว กองทัพภาคที่ 2 ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง"
และโพสต์อีกว่า "ตำบลกระสุนตกโดรนพลีชีพ ล่งหนักในแผ่นดินไทยพื้นที่ พญาสัตบรรณ, ช่องอานม้า, เนิน 561 กองทัพภาคที่ 2 ยืนหยัดปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มกำลัง"
พบทุ่นระเบิด PMN-2 หลังยึดคืน “หนองหญ้าแก้ว”
พบกับดักสังหาร! ไทยเก็บกู้ทุ่นระเบิด PMN-2 หลังยึดคืน “หนองหญ้าแก้ว” ย้ำหลักฐานชัด กัมพูชาวางระเบิดใหม่ หลังจากที่ฝ่ายไทยสามารถเข้าควบคุมพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว ได้สำเร็จเมื่อวานนี้
07.45 น. หน่วยชุดปฏิบัติการพื้นที่หนองหญ้าแก้ว (ร้อย.ช.ช.พัน.2) ได้เข้าดำเนินการพิสูจน์ทราบพื้นที่อย่างละเอียดภายหลังการปะทะและการเคลื่อนกำลังของทั้งสองฝ่าย
ระหว่างการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลแบบ PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน ซึ่งถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพร้ายแรงและออกแบบมาเพื่อสร้างการสูญเสียแก่กำลังพลที่สัญจุผ่านพื้นที่
โดยเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้ได้เร่งดำเนินการเก็บกู้และทำลายอันตรายดังกล่าวทันที เพื่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนในพื้นที่โดยรอบ
เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยยืนยันว่า การตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลในจุดดังกล่าว เป็นหลักฐานชัดเจนว่าฝ่ายกัมพูชามีการเตรียมการใช้ทุ่นระเบิดเพื่อสกัดกั้นการเคลื่อนที่ของทหารไทยในพื้นที่ชายแดน ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามที่ร้ายแรงและละเมิดหลักมนุษยธรรมสากลอย่างชัดเจน
กองกำลังไทยยังคงปฏิบัติการตรวจสอบและกวาดล้างพื้นที่ต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและลดความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดแฝงที่อาจยังคงหลงเหลืออยู่ ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีความตึงเครียด และมีการติดตามความเคลื่อนไหวจากฝั่งกัมพูชาอย่างใกล้ชิด
กัมพูชายิงปืนใหญ่ตก ต.ทัพเสด็จ บ้านเรือนเสียหาย 2 หลัง
เมื่อเวลาประมาณ 01.50 น.วันที่ 9 ธ.ค.68 รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 1 เปิดเผยว่า ได้รับรายงานพบกระสุนปืน ค. และปืนใหญ่ ฝ่าย กัมพูชา ตกบริเวณ บ้านโคกทหาร ทำได้รับความเสียหาย จำวน 2 หลัง ดังนี้.
1. บ้านนายโสภี กันเข็ม หมู่ 5 ต.ทัพเสด็จ ได้รับความเสียหายทั้งหลัง
2. บ้านนายวิชา ฉ่ำดำ หมู่ 5 ต. ทัพเสด็จ ถูกเสก็ดระเบิดเสียหายเล็กน้อย ไม่มีผู้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตเพราะได้อพยพไปก่อนหน้านี้แล้ว
โดยมีรายงานว่า เวลา 06.00 น. กำลังเจ้าหน้าที่ทหาร กองกำลังบูรพา ได้เข้าปฏิบัติการยึดพื้นที่ที่เป็นของไทยที่ฝ่าย กัมพูชาได้ยึดไปก่อนหน้านี้ที่บ้านหนองจาน อยู่ระหว่างการปฎิบัติ
กัมพูชายิงจรวดตั้งแต่รุ่งสาง
วันที่ 9 ธ.ค. 68 เวลา 04.50 น. กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า ทหารกัมพูชาได้เปิดฉากการปฏิบัติการทางทหาร ยิงจรวด BM-21 พื้นที่ซำแต ภูผี ช่องตาเฒ่า ปราสาทตาควาย และทางกัมพูชาจะถ่ายภาพทุกอย่าง เพื่อฟ้องชาวโลก รับบทเป็นเหยื่อทั้งที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อนทุกครั้ง ไทยจำเป็นต้องตอบโต้ตามกฎการปะทะ เพื่อทำให้ภัยคุกคามสิ้นสภาพการรบ และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน
สำหรับสถานการณ์ในพื้นที่ยังคงมีการปะทะกันอย่างต่อเนื่องและใช้อาวุธปะทะได้อย่างมีสัดส่วน โดยการใช้อาวุธของฝั่งไทยนั้น เป็นการมุ่งเน้นทำลายเป้าหมายทางทหารของฝั่งกัมพูชาที่ตั้งฐานทหารยิงอาวุธเข้ามาฝั่งไทย
ขณะเดียวกัน เวลา 05.30 น. พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงว่า สถานการณ์บริเวณพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ด้านจังหวัดตราด บริเวณบ้านหนองรี ต.ชำราก อ.เมือง จ.ตราด ซึ่งปรากฏชัดเจนจากภาพถ่ายทางอากาศล่าสุดว่ามีกำลังทหารกัมพูชาเข้ามาตั้งฐานปฏิบัติการอยู่ในเขตอธิปไตยของไทยอีกภายหลังที่บ้าน 3 หลัง ซึ่งเป็นสิ่งปลูกสร้างถาวรและฐานที่มั่นของฝ่ายทหารกัมพูชาได้ถูกรื้อทำลาย รวมทั้งทหารกัมพูชาได้ถอนกำลังไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม กองกำลังทหารกัมพูชาได้ย้อนกลับมารุกล้ำอธิปไตยอีก รวมทั้งมีการเพิ่มเติมกำลังในพื้นที่ กรณีนี้ ฝ่ายไทยได้ดำเนินการตามขั้นตอนตามหลักสากลจากเบาไปหาหนัก ทั้งการประสานแจ้งเตือน และการเจรจากับฝ่ายกัมพูชาในทุกระดับ เพื่อให้ถอนกำลังออกจากพื้นที่ของฝ่ายไทยโดยเร็ว
“ทรัมป์” เรียกร้องให้ไทย-กัมพูชาเคารพข้อตกลงหยุดยิง
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลสหรัฐฯ กล่าวกับสำนักข่าว Anadolu Agency ของตุรกีเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 68 ว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ คาดหวังว่าไทยและกัมพูชาจะปฏิบัติตามพันธกรณีการหยุดยิงอย่างเต็มที่ หลังจากเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรงระลอกใหม่ตามแนวชายแดน
เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม กล่าวว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์มุ่งมั่นที่จะยุติความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง และคาดหวังว่ารัฐบาลไทยและกัมพูชาจะปฏิบัติตามพันธกรณีการหยุดยิงอย่างเต็มที่”
“รัฐบาลกัมพูชาอิสระ” เรียกร้องทหาร-ประชาชนขับไล่ตระกูลฮุน
สม รังสี อดีตผู้นำฝ่ายค้านกัมพูชา ได้เผยแพร่แถลงการณ์ของ “รัฐบาลกัมพูชาอิสระ” (Government of Independent Cambodia) เรียกร้องให้ทหารกัมพูชาและประชาชนกัมพูชาสามัคคีกันและลุกขึ้นมาขับไล่ “ตระกูลฮุน” ออกจากอำนาจในดินแดนกัมพูชา
แถลงการณ์ระบุว่า มีเหตุผลที่ชัดเจนและไม่อาจปฏิเสธได้ 2 ประการที่ทำให้จำเป็นต้องปลดตระกูลฮุนออกจากตำแหน่งผู้นำของดินแดนอันเป็นอธิปไตยของกัมพูชา
“หนึ่ง ระบอบการปกครองของตระกูลฮุนได้ใช้ทหารกัมพูชาและพลเรือนกัมพูชาเป็นโล่มนุษย์ ทำให้กองทัพไทยสามารถโจมตีดินแดนกัมพูชาได้อย่างอิสระ ในขณะที่ ฮุน เซน และ ฮุน มาเนต สั่งทหารกัมพูชาไม่ให้ปกป้องชีวิตหรือปกป้องดินแดนกัมพูชา”
“มีผู้นำหรือผู้บัญชาการของประเทศใดที่ห้ามไม่ให้ทหารแนวหน้าที่ประจำการอยู่ตามชายแดนใช้อาวุธเพื่อป้องกันตนเองจากการรุกรานทางทหารจากต่างชาติหรือไม่? เราเห็นแล้วว่ามีเพียงผู้นำตระกูลฮุนเท่านั้นที่ทำเช่นนี้”
“กลยุทธ์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนและกองกำลังของเราถูกโจมตีจากต่างประเทศอย่างง่ายดายเช่นนี้เกิดขึ้นหลายครั้งแล้ว ทำให้ทหารและพลเรือนชาวกัมพูชาจำนวนมากต้องสูญเสียชีวิตอย่างไม่เป็นธรรม ทหารกัมพูชาและประชาชนชาวกัมพูชาต้องไม่ยอมให้ผู้นำเสียสละชีวิตพี่น้องของตนเป็นเป้ายิงอาวุธของประเทศเพื่อนบ้าน”
“การทำหน้าที่เป็นโล่ให้กับกองกำลังต่างชาติไม่ได้นำมาซึ่งอะไรอื่นนอกจากความตาย การบาดเจ็บ และการสูญเสียดินแดนแต่อย่างใด”
“สอง ระบอบการปกครองของตระกูลฮุนกำลังปกป้องเครือข่ายอาชญากรรมข้ามพรมแดนระหว่างประเทศอย่างแข็งขัน การปกป้องอาชญากรรมระหว่างประเทศโดยตระกูลฮุนนี้ทำให้กัมพูชาและชาวกัมพูชาตกอยู่ในวิกฤตการณ์ในทุกภาคส่วน ทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ การสูญเสียโอกาสในการทำงาน ความเสียหายร้ายแรงต่อการดำรงชีพของประชาชน แผนการหลอกลวงทางการเงิน กับดักหนี้สิน การแพร่ระบาดของยาเสพติด ความไม่มั่นคงทางสังคม และความอยุติธรรมทางสังคม”
“เมื่อผู้นำตระกูลฮุนปกป้องอาชญากร ก็เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเขาทำให้ประชาชนกลายเป็นศัตรูของพวกเขา”
“เราขอเรียกร้องให้ทหารกัมพูชา กองกำลังติดอาวุธ และประชาชนกัมพูชาทั่วประเทศสามัคคีกันและยุติการปกครองของตระกูลฮุน หยุดยั้งการรุกรานจากประเทศเพื่อนบ้าน และให้ความร่วมมือกับชุมชนระหว่างประเทศเพื่อทลายเครือข่ายอาชญากรในกัมพูชาที่กำลังทำลายชาติกัมพูชา”
“ฮุน มาเนต” ฟาดไทย ถ้ารักสันติจริง ต้องแก้ปัญหาโดยสันติวิธี
เมื่อคืนวันที่ 8 ธ.ค. 68 ที่ผ่านมา ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้โพสต์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของไทยที่เปิดปฏิบัติการเข้ายึดคืนพื้นที่อธิปไตยบริเวณบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว
ฮุน มาเนต ระบุว่า ผู้นำไทยได้ประกาศซ้ำแล้วซ้ำเล่าผ่านสื่อและเวทีระหว่างประเทศว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่รักสันติและเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องน่าตกใจอย่างยิ่งที่ได้เห็นข่าวว่ากองทัพภาคที่ 1 ของไทยประกาศว่าจะใช้กำลังเพื่อยึดคืนสิ่งที่เรียกว่าดินแดนอธิปไตยของไทย
นายกฯ กัมพูชาบอกว่า ปฏิบัติการดังกล่าวรวมถึงการยิงปืนใหญ่และการระดมกำลังทหารเข้าไปยังหมู่บ้านเปรยจัน (บ้านหนองหญ้าแก้ว) และโจกเจย (บ้านหนองจาน) และพื้นที่อื่น ๆ อีกหลายแห่งตามแนวชายแดนจังหวัดบันเตียเมียนเจย
“หากประเทศไทยรักสันติภาพอย่างแท้จริงและเห็นคุณค่าของดินแดนตามที่ผู้นำอ้าง รัฐบาลและกองทัพไทยควรยึดมั่นในการแก้ไขปัญหาชายแดนโดยสันติ โดยใช้กลไกที่ตกลงกันไว้และกำลังดำเนินการอยู่โดยทั้งสองฝ่าย” ฮุน มาเนต ระบุ
เขาเสริมว่า หากประเทศไทยเคารพกฎหมายระหว่างประเทศอย่างแท้จริง ประเทศไทยจะต้องไม่ใช้กำลังทหารโจมตีหมู่บ้านพลเรือนโดยอ้างว่าจะทวงคืนอธิปไตย
ฮุน มาเนต ย้ำว่า กัมพูชายึดมั่นในหลักการเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศเพื่อนบ้านมาโดยตลอด แต่จะไม่ยอมให้ประเทศใดละเมิดอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนเอง โดยชี้ว่าเคยได้ยินผู้นำไทยประกาศจุดยืนเดียวกันนี้ด้วย
กลาโหมกัมพูชา “ขอร้อง” หยุดเผยแพร่ข้อมูล-วิดีโอลงโซเชียลมีเดีย
จากกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา บ่อยครั้งที่ปรากฏคลิปที่ทหารกัมพูชาถ่ายลงโซเชียลมีเดีย ทั้งเพื่ออัปเดตความคืบหน้าภารกิจ เพื่อกล่าวหาไทย หรือเพื่อวาพากษ์วารณ์กองทัพและรัฐบาลกัมพูชา
ล่าสุด วันที่ 9 ธ.ค. 68 กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออก “แถลงการณ์ขอร้อง” ให้หยุดพฤติกรรมการเผยแพร่ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวทางทหารลงบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียหรือสื่อต่าง ๆ โดยแม้ไม่ได้ระบุชัด ๆ แต่คาดว่าหมายถึงทหารของตัวเอง
กระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า “เพื่อช่วยรักษาความปลอดภัยของกองกำลังของเรา รวมถึงรักษาความลับทางทหาร โปรดหยุดเผยแพร่ข้อมูล วิดีโอ หรือรูปภาพใดๆ ที่อาจแสดงการปฏิบัติการทางทหาร แผนที่ ภาพการเคลื่อนพลหรือการจัดกำลังพล ตำแหน่ง สนามเพลาะ ค่ายพักพิง การเคลื่อนพลด้วยอาวุธ เส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ หรืออาหารของกองทัพ บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทั้งหมด เช่น Facebook, TikTok, Youtube หรือสื่ออื่น ๆ โดยทันที”
เปิดรายชื่อทหารไทยบาดเจ็บ-เสียชีวิต
กองทัพบก เปิดเผย รายชื่อกำลังพลทหารไทยเสียชีวิต–บาดเจ็บ เหตุชายแดนไทยกัมพูชา เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย ดังนี้
วันที่ 7 ธ.ค. 68
พื้นที่ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน
1. ส.อ.อนุชาติ เรือนคำ สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 6 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 อาการถูกยิงที่ขาซ้าย
2. พลทหาร พรชัย จำปาจูม สังกัดกองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6 อาการโดนแรงอัดกระสุนปืนเล็ก
วันที่ 8 ธ.ค. 68
1. จ.ส.อ.ศตวรรษ สุจริต สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 *เสียชีวิต* (พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก)
2. พลทหาร ยุทธภูมิ ปริปุรณะ สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 อาการโดนสะเก็ดระเบิดบริเวณใบหน้า (พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก)
3. พลทหาร พีรวัส ตะเพียนทอง สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 อาการโดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาทั้งสองข้าง (พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก)
4. จ.ส.อ.นภา เถื่อนไพล สังกัดกองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6 อาการถูกโจมตีจากอาวุธยิงสนับสนุน มีอาการแน่นหน้าอก (พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก)
5. พลทหาร ธนวัฒน์ แก้วหาญ สังกัดกรมทหารราบที่ 16 อาการโดนแรงระเบิด แน่นหน้าอก (พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก)
6. พลทหาร ดำรง มูลสาร สังกัดกรมทหารราบที่ 16 อาการโดนแรงระเบิด แน่นหน้าอก (พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก)
7. ส.อ.ธรรมวัฒน์ ศรีหมอก สังกัดกองพันจู่โจม อาการถูกสะเก็ดที่ต้นขาทั้งสองข้าง (พื้นที่ฐานแดนไกล ช่องอานม้า)
8. ส.อ.ชนะพงษ์ สถิตป่าแขม สังกัดกองพันจู่โจม อาการถูกสะเก็ดบริเวณต้นขาทั้งสองข้าง (พื้นที่ฐานแดนไกล ช่องอานม้า)
9. พลทหาร วิรัก อรุณประสิทธิชัย สังกัดกองพันจู่โจม อาการโดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาขวา (พื้นที่ฐานแดนไกล ช่องอานม้า)
10. อส.ทพ.สนิท หวังลาภ สังกัดกรมทหารพรานที่ 23 อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ (พื้นที่ฐานเนิน 527)
11. พลทหาร ศรายุทธ พินิจภาระ สังกัดกองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารราบที่ 1 อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ (พื้นที่ฐานเนิน 527)
12. พลทหาร ธีรพัฒน์ พรมเย็น สังกัดกองพันทหารม้าเฉพาะกิจที่ 20 อาการโดนแรงอัดจากระเบิด (พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม)
13. พลทหาร กิตติโชติ ศรีสุลัย สังกัดกองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6 อาการโดนแรงอัดจากระเบิด (พื้นที่พระร่วง)
14. ส.อ.สมเกียรติ กาละพันธ์ สังกัดกองพันทหารช่างที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6 อาการโดนแรงระเบิดจาก RPG (พื้นที่ปราสาทคนา)
15.ส.อ.นพชัย คลังแสง สังกัด ร.112 ได้รับบาดเจ็บโดยถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณปาก และมีอาการแน่นหน้าอกจากแรงระเบิด (พื้นที่ อ.ตาพระยา)
16.ส.อ.ธีรวัฒน์ วงด้วง สังกัด ช.พัน.2 ได้รับบาดเจ็บจากแรงระเบิด มีอาการแน่นหน้าอก และหูอื้อ ไม่มีบาดแผลตามร่างกาย (พื้นที่ บ.หนองหญ้าแก้ว)
17.จ.ส.อ.สิรวิชญ์ อะมะมูล สังกัด ช.พัน.2 ได้รับบาดเจ็บแรงระเบิด โดยมีอาการเจ็บบริเวณสะโพก (พื้นที่ บ.หนองหญ้าแก้ว)
วันที่ 9 ธ.ค. 68
1. พลทหาร วายุ ขวัญเสือ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่31 รักษาพระองค์ ได้รับบาดเจ็บโดนสะเก็ดระเบิดอาวุธวิถีโค้ง พื้นที่ฐานปฏิบัติการ 225 จ.สุรินทร์ *เสียชีวิต*
2. ส.อ.ชวกร เดชขุนทด สังกัด กองพันทหารม้าที่ 11 กรมทหารม้าที่ 4 รักษาพระองค์ ได้รับบาดเจ็บจากเครื่องยิงลูกระเบิด พื้นที่พระวิหาร *เสียชีวิต*