ยังคงเกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เข้าสู่วันที่ 3 กองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามออกนอกเคหสถาน เวลา 19.00 - 05.00 น. พื้นที่ชายแดนสระแก้ว อำเภอตาพระยา - อำเภอโคกสูง - อำเภออรัญประเทศ - อำเอาเภอคลองหาด
โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา เผยแพร่ ประกาศกองกำลังบูรพา ที่ 166 /2568 เรื่อง ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด ด้วยพระราชบัญญัติกฏอัยการศึก พุทธศักราช 2457
กำหนดให้อำนาจแก่ฝ่ายทหารในเขตพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก เพื่อให้เกิดความมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง มีความปลอดภัย เกิดความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ และรอดพ้นจากความหวาดระแวงภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ
เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย อาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติกฏอัยการศึกพุทธศักราช 2457 จึงกำหนดมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย
"อนุทิน" ยันยังไม่ได้รับการประสานหลัง "ทรัมป์" จ่อยกหูเจรจาหยุดยิง
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณี ที่นายโดนัลล์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประกาศระหว่างการปราศรัย ว่าจะโทรประสานให้ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา เจรจาหยุดยิง ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับการประสาน ปกติเวลาการหารือทางโทรศัพท์ผู้นำจะต้องมีการนัดหมายกันก่อน มีช่องทางของมันอยู่
เมื่อถามว่าหากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ติดต่อมา เพื่อให้เจรจาหยุดยิง จะยอมพูดคุยด้วยหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ระดับประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาโทรมาเราก็ต้องรับสาย และพูดคุย พร้อมอธิบายให้เข้าใจ
โดยทางประธานาธิบดีทรัมป์ คงไม่ทราบสถานการณ์ได้ดีกว่าตน ก็ต้องอธิบายให้ฟัง
เมื่อถามว่าหากประธานาธิบดีสหรัฐฯโทรมา เจรจาหยุดยิง จุดยืนของเราตอนนี้จะมาบอกให้เราจบไม่ได้ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เป็นคนละเรื่องกัน เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างคู่กรณี 2 ประเทศ เป็นความปรารถนาดีของผู้นำประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการให้เกิดสันติภาพ
แต่เราก็ต้องอธิบายว่ามีปัญหาอย่างไร ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ หากจะมีการนัดหมายกันในระดับผู้นำ อยากจะกดโทรก็โทรเลยแบบนี้ไม่ใช่ ต้องมีการนัดหมายและมีประเด็นที่จะคุยกัน
ซึ่งไทยยังมีเวลาที่จะเตรียมประเด็นต่าง ๆ หากการพูดคุยจะเกิดขึ้น ตนจะต้องเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และผู้บัญชาการทหารสูงสุด รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ต้องทำทุกอย่างตรงไปตรงมา
กองทัพภาคที่ 2 พาสื่อมวลชนต่างประเทศดูพื้นที่ความเสียหาย
เมื่อเวลา 10.00 น. พันเอกสมเด็จ พวงผกา หัวหน้าสำนักงานประสานงานชายแดนไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พร้อมด้วย พันเอกวินัย บุญวิจิตร หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 2 อำนวยความสะดวก นาย โจนาธาน เฮด (Jonathan Head) ผู้สื่อข่าวอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ BBC News (บีบีซี) ลงดูพื้นที่ศูนย์อพยพ โรงพยาบาลพนมดงรัก และบ้านเรือนของประชาชนที่ได้รับความเสียหายจากกระสุน BM-21
โดยได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ภายในบังเกอร์หลบภัย และตรวจเยี่ยมชาวบ้านที่ประสบภัยในพื้นที่ ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราวจังหวัดสุรินทร์
เมื่อเวลา 10.10 น. รายงานข่าวจากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) เปิดเผยว่าได้ตรวจพบการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์ โดยเฉพาะปืนใหญ่สนามที่เป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยไทย เพื่อเป็นการตัดการส่งกำลังบำรุงและการเสริมกำลังของกัมพูชา ทาง กปช.จต.จำเป็นต้องทำการทำลายสะพานจัยจุมเนี้ยะ อ.เวียลเวง จ.โพธิสัตว์ เพื่อตัดเส้นทางการบำรุง
โดยขอให้ประชาชนชาวกัมพูชาที่อยู่บริเวณใกล้เคียงสะพาน “จัยจุมเนี้ยะ” อพยพออกจากบริเวณสะพานภายใน 3 ชั่วโมง และต้องออกจากบริเวณสะพานเกินรัศมี 1.5 กิโลเมตร
ประกาศเคอร์ฟิว 4 อำเภอชายแดนสระแก้ว เวลา 19.00 - 05.00 น.
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 โดยกองกำลังบูรพา เผยแพร่ ประกาศกองกำลังบูรพา ที่ 166 /2568 เรื่อง ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด ด้วยพระราชบัญญัติกฏอัยการศึก พุทธศักราช 2457 กำหนดให้อำนาจแก่ฝ่ายทหารในเขตพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก เพื่อให้เกิดความมีเสถียรภาพ มีความมั่นคง มีความปลอดภัย เกิดความสงบสุขของประชาชนในพื้นที่ และรอดพ้นจากความหวาดระแวงภัยคุกคามจากภายนอกประเทศ
เพื่อรักษาไว้ซึ่งอธิปไตยของชาติ รวมถึงชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวไทย อาศัยอำนาจตามมาตรา 11 (6) แห่งพระราชบัญญัติกฏอัยการศึกพุทธศักราช 2457 จึงกำหนดมาตรการรักษาความสงบเรียบร้อย ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลา 19.00 - 05.00 น. ในพื้นที่ 4 อำเภอ ตามแนวชายแดน ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และอำเอาเภอคลองหาด
ข้อ 2 ใช้มาตรการตามกฎหมาย ให้การปฏิบัติยังคงเป็นไปตามพระราชบัญญัติกฏอัยการศึก พุทธศักราช 2457 อย่างเคร่งครัด อำนาจที่ให้นี้ ครอบคลุมถึงการควบคุมพื้นที่ การควบคุมบุคคล การตรวจค้นที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบ หรือกระทบต่อความมั่นคง
ข้อ 3 การมีผลบังคับใช้ประกาศนี้ ให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ลงนามเป็นต้นไป จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง เป็นอย่างอื่น
ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2568 ลงนาม พลตรี เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา
"ฮุน เซน" ขอประชาชนบริจาค "ข้าวเม่า" ส่งทหารแนวหน้า-ผู้ลี้ภัย
ช่วงเช้าวันที่ 10 ธันวาคม 2568 สมเด็จฯ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุข้อความว่า “ขอส่งความห่วงใยและกำลังใจไปยังกำลังพลทุกเหล่าทัพ ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญ ยืนหยัดปกป้องผืนแผ่นดินจากผู้รุกราน พร้อมทั้งขอร่วมแบ่งปันความยากลำบากกับพี่น้องประชาชนผู้ลี้ภัยทุกครอบครัว ที่ต้องพลัดถิ่นเพราะการรุกราน”
“ขอขอบคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่าน ที่ได้ร่วมบริจาคสิ่งของและทุนทรัพย์ผ่านทางภาครัฐ รวมถึงผู้ที่นำไปมอบให้กำลังพลและผู้ลี้ภัยด้วยตนเอง”
“ข้าพเจ้าได้รับทราบคำขอจากทหารนายหนึ่งในแนวหน้า ระบุว่า ขอรับ ‘ข้าวเม่า’ (อัมบ็อก) จะดีกว่าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซึ่งเป็นความต้องการที่มีเหตุผล อย่างไรก็ตาม การมอบบะหมี่ยังคงดำเนินต่อไป ควบคู่กับการจัดหาข้าวเม่าไปยังแนวหน้าเพิ่มเติม”
ฮุน เซน ยังระบุต่อว่า “ขณะนี้ เป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวใหม่ จึงขอเชิญชวนผู้มีน้ำใจ ช่วยซื้อข้าวจากชาวนาเพื่อนำมาทำข้าวเม่า หรือซื้อข้าวเม่าจากชาวบ้าน นำไปมอบให้ทหารและผู้ลี้ภัย”
“สำหรับการบรรจุ ควรแบ่งใส่ถุงขนาด 1-2 กิโลกรัม เพื่อให้ทหารแต่ละนายสามารถพกพาได้สะดวก หากบรรจุเป็นกระสอบหรือกล่อง จะไม่คล่องตัวต่อการแจกจ่ายในแนวหน้า”
ฮุน เซน ทิ้งท้ายว่า “กินข้าวเม่าจากข้าวใหม่ แล้วฮึดสู้ผู้รุกรานให้ถึงที่สุด”
บุรีรัมย์ เตือนงดเข้าพื้นที่ อ.บ้านกรวด ปชช. พื้นที่เสี่ยงอพยพด่วน!
10 ธ.ค. 68 สถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ฝั่งจังหวัดบุรีรัมย์ ยังตึงเครียดต่อเนื่อง โดยเฉพาะเช้าวันนี้มีการปะทะอย่างรุนแรง เสียงปืนดังกว่าทุกครั้งที่มีการปะทะกัน
ต่อมา ได้มีคลิปของชาวกัมพูชา ที่โพสต์ภาพความเสียหายของบ่อนกาสิโน ติดชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ คาดว่าน่าจะถูกโจมตีจากทหารไทย โดยจังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีการแจ้งเตือน 3 ข้อ
- ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและยังไม่ได้อพยพออกมา ให้อพยพออกโดยด่วนทั้งหมด
- งดการเดินทางเข้าพื้นที่ อ.บ้านกรวด 3 งดใช้ถนนสาย 221 (บ้านกรวด-ละหานทราย)
- งดการเดินทาง ถนนสายบ้านกรวด-พนมดงรัก รวมถึงถนนสายโนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ ไป อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว
ว่าที่ ร.ต. ปฏิวัต สวัสดิ์รัมย์ ชาวบ้านในหมู่บ้าน เล่าว่าตอนเช้าที่ผ่านมาเสียงปืนใหญ่ดังแรงมากผิดปกติ ดังกว่าทุกวันหรือทุกครั้งที่มีการปะทะที่ผ่านมา ยอมรับว่าน่ากลัวมาก
ด้านนายฐวัฒน์ เครือศรี เจ้าหน้าที่ ชรบ.อำเภอบ้านกรวด เล่าว่า เท่าที่ทราบข้อมูลมีการปะทะหนักตลอดแนวชายแดน วันนี้เป็นการปะทะวันที่ 3 แต่ไม่มีวี่แววที่จะยุติลงได้ง่ายซึ่งจะต้องลุ้นกันต่อไป
ทำลาย "ทาวเวอร์เครน" กัมพูชา ใช้ต่อต้านโดรน-ส่องกองทัพไทย
กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำลายเครนบนเขาพระวิหาร หลังตรวจพบว่า ใช้เป็นที่ติดตั้งแจมเมอร์ หรือแอนตี้โดรน และติดตั้งระบบกล้องวงจรปิดด้วยสัญญาณเรดาร์บนพื้นที่เขาพระวิหาร โดยพบว่ามีระบบ Spoofing GPS ก่อกวนนำร่องด้วยดาวเทียม (GNSS/GPS) ส่งผลให้โดรนและระบบอื่น ๆ ในพื้นที่ของไทยมีปัญหา และมีการใช้กล้องวงจรปิดบันทึกภาพรวมทั้งดูการปฏิบัติของกำลังฝ่ายเราในพื้นที่รอบเขาพระวิหาร รวมทั้งใช้เป็นที่ตั้งยิงของเครื่องยิงระเบิด
กปช.จต. ยิงทำลายตึกกาสิโนพื้นที่ทมอดา กัมพูชาประจำการสไนเปอร์-ยุทธโธปกรณ์
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ธ.ค. 68 กองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) โดยหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก.นย.ตราด) ได้ยิงปืน ค. ทำลายฐานสแกมเมอร์ ในพื้นที่ทมอดา จ.โพธิสัตว์ ตรงข้าม ต.ชำราก จ.ตราด ซึ่งฐานปฏิบัติการแห่งนี้ ถูกใช้เป็นสถานที่สะสมกำลังพลของฝ่ายกัมพูชาอีกด้วย โดยยังมีรายงานข่าวอีกว่าทหารกัมพูชาได้ใช้ตึกกาสิโนที่ทมอดาที่เป็นอาคารสูง นำทหารสไนเปอร์จำนวน 4 คน และมีอาวุธยุทโธปกรณ์เข้าประจำการ ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตยของไทย
ทภ.2 เผย กัมพูชา 3 วัน ระดมยิง BM-21 ใส่พื้นที่พลเรือนไทย 50 นัด
เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 10 ธ.ค. 68 กองทัพภาคที่ 2 เปิดรายงานไทม์ไลน์กัมพูชา ใช้ปืนใหญ่ และจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ยิงใส่พื้นที่พลเรือนฝั่งไทย จนได้รับความเสียหายเป็นวงกว้างทั้ง 4 จังหวัดชายแดน รวม 50 นัด ตำบลกระสุนตก ดังนี้
จ.ศรีสะเกษ จำนวน 17 นัด
วันที่ 8 ธ.ค. 68
- เวลา 05.43 น. ที่ ม.2 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 2 นัด
- เวลา 05.43 น. ที่ ม.9 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 2 นัด
- เวลา 05.48 น. ที่ ม.12 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 5 นัด
- เวลา 06.10 น. ที่ ม.9 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 1 นัด
- เวลา 06.40 น. ที่ ม.4 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 1 นัด
- เวลา 07.19 น. ที่ ม.11 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 3 นัด
- เวลา 07.31 ที่ ม.1 ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ 1 นัด
- เวลา 08.43 น. ที่ ต.ภูผาหมอก อ.กันทรลักษ์ 2 นัด
จ.บุรีรัมย์ จำนวน 12 นัด
วันที่ 7 ธ.ค. 68
- เวลา 08.30 น. ที่ บ.สายโท 10 อ.บ้านกรวด 2 นัด
วันที่ 8 ธ.ค. 68
- เวลา 09.10 น. ที่ ม.7 ต.เขาดินเหนือ อ.บ้านกรวด 5 นัด
วันที่ 9 ธ.ค. 68
- เวลา 09.10 น .ที่ ม.7 ต.เขาดินเหนือ อ.บ้านกรวด 5 นัด
จ.สุรินทร์ จำนวน 20 นัด
วันที่ 7 ธ.ค. 68
- เวลา 08.45 น. ที่ ม.6 ต.โคกกลาง อ.พนมดงรัก 4 นัด
- เวลา 09.20 น. ที่ ต.โคกตะเคียน อ.กาบเชิง 3 นัด
- เวลา 14.05 น. ที่ ม.16 ต.บักได อ.พนมดงรัก 5 นัด
วันที่ 8 ธ.ค. 68
- เวลา 07.40 น. ที่ ม. 6 ต.โครกกลาง อ.พนมดงรัก 2 นัด
- เวลา 08.06 น. ที่ ม.11 ต.บักได อ.พนมดงรัก 2 นัด
วันที่ 9 ธ.ค. 68
- เวลา 09.45 น. ที่ ต.บักได อ.พนมดงรัก 4 นัด
จ.อุบลราชธานี จำนวน 1 นัด
วันที่ 7 ธ.ค. 68
- เวลา 06.55 น. ที่ ต.สีวิเชียร อ.น้ำยืน
โดยปัจจุบัน ยังไม่มีการรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต พื้นที่มีความเสี่ยงสูง อยู่ระหว่างรอการสำรวจ
กัมพูชาใช้ฝูงโดรน 80 เที่ยว โจมตีช่องบก-ช่องอานม้าคืนที่ผ่านมา
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 10 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. ข้อความว่า ตามที่ได้เกิดการสู้รบตามแนวชายไทย-กัมพูชา ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ขอสรุปผลการปฏิบัติที่สำคัญดังนี้
สถานการณ์ ในห้วงคืนที่ผ่านมาฝ่ายกัมพูชาระดมโจมตีต่อช่องบก ช่องอานม้า อำเภอน้ำยืนจังหวัดอุบลราชธานี โดยเฉพาะเนิน 677 ด้วยฝูงโดรนกว่า 80 เที่ยว ใช้จรวด BM21 โจมตีเพื่อเข้ายึดภูมะเขือ ใช้รถถัง และอาวุธเล็งตรง ยิงจากที่ตั้งบนเขาพระวิหารต่อกำลังฝ่ายเราบริเวณสถูปคู่ และห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ
ฝ่ายเรายิงทำลายที่ตั้งแอนตี้โดรน บริเวณทิศใต้ช่องจอมเพื่อสนับสนุนการกวาดล้างกัมพูชาบริเวณสวนมะม่วงที่ปลูกล้ำเส้นปฏิบัติการเข้ามาบริเวณช่องระยี ฝ่ายกัมพูชาใช้ จรวด BM-21 ระดมยิงบริเวณปราสาทคนา โดยไม่คำนึงถึงกำลังฝ่ายเดียวกันที่วางกำลังต้านทานการการเข้าควบคุมพื้นของฝ่ายเรา
การอพยพประชาชน ปัจจุบันได้ศูนย์พักพิงชั่วคราว รวมทั้งสิ้น จำนวน 696 จุด มีผู้เข้าพักจำนวน 171,681 คน ประกอบด้วย จังหวัด อุบลราชธานี จำนวน 29,865 คน จังหวัดศรีษะเกษ จำนวน 72,907 คน จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 62,846 คน และจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 6,063 คน
เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวสำหรับประชาชนกลุ่มเปราะบาง จำนวน 75 จุด มีผู้เข้าพัก จำนวน 4,350 คน ประกอบด้วย จังหวัด อุบลราชธานี จำนวน 170 คน จังหวัดศรีษะเกษ จำนวน 177 คน จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 3,594 คน และจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 509 คน
กองทัพภาคที่ 2 ได้กิจกรรมแสดงดนตรี หนังกลางแปลงเพื่อบำรุงขวัญกำลังใจ และการจัดกิจกรรมสันทนาการให้กับเด็กเช่นการแข่งขันกีฬา บ้านบอล วาดภาพระบายสี มุมของเล่นเด็ก เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดให้กับพี่น้องประชาชน
ทบ. โต้ "ฮุน เซน" อย่าบิดเบือน! ไทยไม่ใช่ผู้รุกราน-ชี้กัมพูชาเริ่มก่อน
จากกรณีที่สื่อกัมพูชารายงานว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน ออกแถลงการณ์ด่วนถึงกองกำลังแนวหน้า ระบุว่า ขณะนี้ตนได้ลงมาบัญชาการรบร่วมกับนายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต แล้ว และกล่าวหาว่าฝ่ายไทยคือผู้รุกราน ได้ใช้อาวุธหนักระดมยิงใส่ฝั่งกัมพูชา
พร้อมกล่าวว่าเป็นกลยุทธ์ “ยั่วยุ” หวังดึงให้กัมพูชาโต้ตอบ เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการฉีกสัญญาหยุดยิงและทำลายแถลงการณ์สันติภาพ พร้อมสั่งให้ทหารกัมพูชา “อดทน” โดยระบุว่ามีการกำหนด “เส้นแดง” (Red Line) สำหรับการตอบโต้ไว้แล้ว หากยังไม่ถึงจุดนั้น ห้ามหลงกลยิงสวนเด็ดขาด
ต่อกรณีดังกล่าว วันที่ 10 ธ.ค. 68 พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้ออกมาชี้แจงว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายไทยเชื่อมาตลอดว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน คือ ผู้สั่งการบังคับบัญชาตัวจริงของประเทศกัมพูชา
ส่วนประเด็นบิดเบือนที่พยายามกล่าวหาไทยเป็น “ผู้รุกราน” กลับแย้งกับความจริงว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มก่อน ในการนำกำลังพร้อมอาวุธเข้ามาในเขตพื้นที่อธิปไตยไทยในหลายพื้นที่ รวมทั้งการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลจำนวนมากบริเวณแนวชายแดน
โดยในช่วงหยุดยิงตั้งแต่เมื่อปลายเดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา พบว่าฝ่ายกัมพูชามีพฤติกรรมยั่วยุมาโดยตลอด ที่สำคัญที่สุดคือการใช้อาวุธทุ่นระเบิดทำร้ายฝ่ายไทย มีหลักฐานพิสูจน์ชัดเจน จนทำให้ฝ่ายรัฐบาลไทยขอระงับข้อตกลงร่วม เพราะผลจากการกระทำของฝ่ายกัมพูชา กัมพูชาจึงเป็นผู้ที่ฉีกสัญญาต่าง ๆ โดยเจตนาผ่านการกระทำของตนเอง
นอกจากนี้ กัมพูชาไม่ได้ใช้ความอดทนจริงอย่างที่กล่าวไว้ เพราะจากสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม ทหารกัมพูชายิงใส่ทหารไทยอย่างโหดร้าย และไม่มีการแจ้งเตือนก่อน รวมถึงตลอดสองสามวันที่ผ่านมา กัมพูชาใช้อาวุธทุกชนิดโจมตีฝ่ายไทยด้วยปริมาณที่หนาแน่นมาตลอด ซึ่งพบว่ามีพื้นที่พลเรือนได้รับผลกระทบจำนวนมาก
โฆษกกองทัพบก ยังได้กล่าวย้ำว่า กองทัพบกมีสิทธิในการป้องกันตนเอง จนกว่าภัยคุกคามในพื้นที่ชายแดนจะยุติลง เพื่อปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และความปลอดภัยของประชาชนไทยตามกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ และหลักมนุษยธรรม ยืนยันไม่ได้เป็นฝ่ายริเริ่มความรุนแรง แต่มีหน้าที่ต้องตอบสนองต่อการล่วงละเมิดอธิปไตยอย่างจำเป็นและเหมาะสม
ทรัมป์ เตรียมต่อสายคุย อนุทิน-ฮุน มาเนต หลังเกิดการปะทะรอบใหม่
สำนัก Bloomberg ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ เปิดเผยว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ มีแผนจะติดต่อผู้นำไทยและกัมพูชา หลังจากมีประชาชนมากกว่า 500,000 คน ต้องอพยพจากการกลับมาปะทะกันตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา อีกครั้ง โดยระบุว่า
ผมจะโทรไปหยุดสงครามระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ ไทยและกัมพูชา พวกเขาทำสงครามกันอีกแล้ว แต่ผมจะจัดการเอง เราจะสร้างสันติภาพด้วยความแข็งแกร่ง นั่นคือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
เพจ Army Military Force เผย เวลา 11:10 น. - เครื่องบินรบ F-16 และ JAS 39 Gripen จำนวน 2 ลำของกองทัพอากาศไทยโจมตีทางอากาศ บ่อนคาสิโนและฐานสแกมเมอร์ ในพื้นที่โอร์เสม็ด ตรงข้ามกับช่องจอม จ.สุรินทร์
ขณะที่ ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รายงานเพิ่มเติมปฏิบัติการ เมื่อ เวลา 10.00 น. กกล.บูรพา และกองทัพอากาศไทย (ทอ.) ร่วมกัน "ปฏิบัติการทางอากาศ" โดย F-16 โจมตีเป้าหมายทางทหารฝ่ายกัมพูชา 1 ที่หมายบริเวณชายแดน ตรงข้ามบ้านหนองจาน อ.โคกสูง จ.สระแก้ว
ด้านพล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศในฐานะ ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา เปิดเผยว่า สถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดนไทย - กัมพูชา
ในขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งในความรับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 1 กองทัพภาคที่ 2 และพื้นที่กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด บางพื้นที่มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย ประชาชนจำนวนหนึ่งจำเป็นต้องอพยพ และโรงเรียนบางแห่งต้องหยุดการเรียนการสอน ซึ่งรัฐบาลและกองทัพตระหนักถึงความเดือดร้อนนี้เป็นอย่างดี และยืนยันว่า “ประชาชนคือศูนย์กลางของทุกการตัดสินใจ”ไทยไม่ใช่ฝ่ายเริ่มปะทะ
โดยใช้สิทธิป้องกันตนเองภายใต้มาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ ประเทศไทยขอยืนยันอย่างชัดเจนว่า ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มต้นความรุนแรง แต่จำเป็นต้องใช้สิทธิในการป้องกันตนเอง เพื่อคุ้มครองอธิปไตย ความมั่นคง และความปลอดภัยของประชาชน
การปฏิบัติการทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law : IHL) อย่างเคร่งครัด โดยยึดหลักการใช้กำลังเท่าที่จำเป็น การไม่ใช้กำลังเกินกว่าเหตุและการแยกเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือนอย่างชัดเจน ประเทศไทยไม่มีนโยบายโจมตีพลเรือนหรือโครงสร้างพื้นฐานของประชาชนโดยเด็ดขาด การใช้กำลังทางอากาศเป็น “ทางเลือกสุดท้าย” เพื่อยุติภัยคุกคาม
พล.อ.อ.ประภาส ยังระบุว่า การใช้กำลังทางอากาศในบางพื้นที่เป็นมาตรการที่ดำเนินการด้วยความจำเป็นเพื่อป้องกันภัยคุกคามต่อพื้นที่ชุมชนลดความเสี่ยงต่อชีวิตประชาชนและเจ้าหน้าที่ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิตของพลเรือนผู้บริสุทธิ์อย่างที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา
ทุกการปฏิบัติเป็นไปด้วยความรอบคอบ บนพื้นฐานของการข่าวกรอง ใช้ความแม่นยำสูง และคำนึงถึงความปลอดภัยของพลเรือนเป็นอันดับแรก ไทยยังคงยึดมั่นในสันติภาพ และใช้กลไกทางการทูตควบคู่กับการดูแลความมั่นคงมาโดยตลอด พร้อมสื่อสารข้อมูลต่อประเทศพันธมิตรอาเซียนและองค์การระหว่างประเทศอย่างโปร่งใสและต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเมื่อความปลอดภัยของประชาชนและอธิปไตยของชาติถูกคุกคาม จึงจำเป็นต้องใช้ทุกมาตรการที่เหมาะสมเพื่อคุ้มครองเสถียรภาพของประเทศ
ขอขอบคุณประชาชน ที่ให้ความร่วมมือและเป็นกำลังใจให้กับผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วน ในนามของผู้อำนวยการศูนย์ฯ ขอยืนยันว่ารัฐบาลและกองทัพจะไม่ทอดทิ้งประชาชนไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียวและจะรายงานความคืบหน้าต่อไป
สธ.สั่งปิดโรงพยาบาลเพิ่มในพื้นที่ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา รวม 10 แห่ง ใน 5 จังหวัดโชนสีแดง
นพ.เอกชัย เพียรศรีวัชรา รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผย ปิดโรงพยาบาลเพิ่มทำให้ยอดรวมปิดโรงพยาบาลแล้ว 10 แห่ง ใน 5 จังหวัดโชนสีแดง ส่วนประชาชนต้องอพยพแล้ว 7 จังหวัด ยืนยันยังไม่มีโรงพยาบาลได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิด สำหรับด้านสาธารณสุข ยังคง ระดับแผนปฏิบัติการเป็นระดับ 1 คือ ดูแลผู้ป่วยอยู่ในกลุ่มพื้นที่โซนสีแดง
ตั้งแต่ จังหวัดศรีสะเกษ / สุรินทร์ / บุรีรัมย์ / อุบลราชธานี / และจังหวัดสระแก้ว โดยขณะนี้ มีสถานพยาบาลได้รับผลกระทบรวม 19 แห่งในจำนวนนี้ ปิดให้ บริการชั่วคราว 10 แห่ง ประกอบด้วย
- จังหวัด อุบลราชธานี ปิดโรงพยาบาลน้ํายืน / โรงพยาบาลนาจะหลวย / โรงพยาบาลน้ําขุ่น
- จังหวัดศรีสะเกษ ปิด โรงพยาบาลกันทรลักษ์ / โรงพยาบาลภูสิงห์ /
- จังหวัดสุรินทร์ ปิด โรงพยาบาลกาบเชิง/ โรงพยาบาลพนมดงรักเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา
- จังหวัดบุรีรัมย์ คือโรงพยาบาลบ้านกรวด
- จังหวัดสระแก้ว โรงพยาบาลตาพระยา /โรงพยาบาลโคกสูง
ส่วนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล ได้รับผลกระทบ 180 แห่ง โดยทั้งหมดปิดให้บริการชั่วคราว / สาเหตุหลักคือเพื่อความปลอดภัย และมีความจําเป็นต้องอพยพ โรงพยาบาลเจ้าหน้าที่บุคลากรทางด้านสาธารณสุขออกจากโรงพยาบาล เนื่องจากอยู่ในรัศมียิงตรงมีความจําเป็นที่จะต้องให้เจ้าหน้าที่กองทัพเข้ามาดูแล
โรงพยาบาลที่เหลือในพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา เปิดให้บริการในบางส่วนเท่านั้น ซึ่งให้บริการดูแลเฉพาะผู้ป่วยใน ส่วนผู้ป่วยนอกได้ปิดให้บริการ
ส่วนเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ได้รับรายงานมีระเบิดตกใกล้กับโรงพยาบาลพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ เบื้องต้นโรงพยาบาลไม่ได้รับความเสียหาย เนื่องจากจุดที่ระเบิดตกอยู่ห่างจากตัวโรงพยาบาล ส่วนโรงพยาบาลโคกสูง จากรายงานล่าสุดไม่ได้รับความเสียหายใดๆจากเหตุปะทะ สถานที่โครงสร้างยังปลอดภัย
สําหรับการอพยพผู้ป่วยไปยังพื้นที่ปลอดภัย ขณะนี้อพยพไปแล้ว 552 ราย โดยเฉพาะผู้ป่วยวิกฤติที่อยู่ห้องไอสยูและต้องใช้ เครื่องช่วยหายใจ ก็จะส่งไปยังโรงพยาบาลจังหวัดที่เกี่ยวข้อง และโรงพยาบาลศูนย์โดยรอบ
"กัมพูชา ยิง BM-21 ตกใกล้โรงพยาบาลพนมดงรัก"
"กัมพูชา ยิง BM-21 ตกที่โรงพยาบาลพนมดงรัก" โดย กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่า เมื่อเวลา 07.15 น. วันนี้ ทหารกัมพูชาได้ระดมยิงจรวด BM-21 เข้ามายังพื้นที่อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์
ส่งผลกระทบต่อพื้นที่พลเรือนในวงกว้าง ครอบคลุม ตำบลตาเมียง ตำบลบักได และตำบลจีกแดก รวมกว่า 50 นัด โดยตรวจพบว่ามีกระสุนตกบริเวณโดยรอบโรงพยาบาลพนมดงรัก จำนวน 5 ลูก
ภายหลังเกิดเหตุ หน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เร่งอพยพผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ และประชาชนพลเรือนทั้งหมดเข้าสู่พื้นที่กำบังเรียบร้อยแล้ว เพื่อความปลอดภัยสูงสุด ทั้งนี้ กองทัพบกยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเพิ่มมาตรการป้องกันผลกระทบและดูแลประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
กองทัพบกขอประณามการใช้อาวุธโจมตีพื้นที่พลเรือนของกัมพูชา ซึ่งเป็นการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของไทย และขัดต่อหลักมนุษยธรรมอย่างร้ายแรง การยิงจรวดหลายลำกล้องเข้าสู่เขตชุมชนและบริเวณสถานพยาบาล ถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้ และเป็นภัยอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนผู้บริสุทธิ์ กองทัพบกยืนยันว่าจะดำเนินมาตรการป้องกันและตอบสนองต่อภัยคุกคามทุกรูปแบบอย่างเหมาะสม ภายใต้กฎการใช้กำลังตามหลักสากล เพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยเป็นสำคัญ
เมื่อเวลา 05.20 น. กัมพูชา เปิดฉากแต่เช้า! แนวรบบุรีรัมย์–สุรินทร์–ศรีสะเกษ–อุบลฯ ด้วยกระสุนปืนใหญ่เข้ามามายังพื้นที่ฝั่งไทยก่อนตลอดแนวชายแดน
โดยรายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า รายงานสถานการณ์สู้รบในพื้นที่ 10 ธ.ค. 68 ตั้งแต่เวลา 05.20 ถึงเวลานี้ ประกอบด้วย
- จ.บุรีรัมย์ จำนวน 1 แนวรบหลัก :
1. แนวรบช่องสายตะกู : เริ่มมีการปะทะกัน /ยังไม่ได้รับรายงานการสูญเสีย/ เหตุการณ์ยังไม่ยุติ
- จ.สุรินทร์ จำนวน 5 แนวรบหลัก :
1. แนวรบช่องจอม-ช่องเปรอ-ช่องระยี : มีการยิงเป็นระยะ / ยังไม่ปรากฏการสูญเสีย / ยังไม่ยุติ
2. แนวรบปราสาทคนา : มีการยิงเป็นระยะ / ยังไม่ปรากฏการสูญเสีย / ยังไม่ยุติ
3. แนวรบปราสาทตาควาย : มีการยิงเป็นระยะ / ยังไม่ปรากฏการสูญเสีย / ยังไม่ยุติ
4. แนวรบช่องกร่าง : มีการยิงเป็นระยะ / ยังไม่ปรากฏการสูญเสีย / ยังไม่ยุติ
5. แนวรบปราสาทตาเมือนธม : มีการยิงเป็นระยะ / ยังไม่ปรากฏการสูญเสีย / ยังไม่ยุติ
- จ.ศรีสะเกษ จำนวน 4 แนวรบหลัก
1. แนวรบพระวิหาร (ช่องซำแต-โดนตวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า) : มีการปะทะเป็นระยะด้วย / ยังไม่มีรายงานการสูญเสีย / ยังไม่ยุติ
2. แนวรบพระวิหาร (ปราสาทพระวิหาร-ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย) : มีการปะทะเป็นระยะ ยังไม่มีรายงานการสูญเสีย / ยังไม่ยุติ
3. แนวรบภูมะเขือ-ช่องโดนเอาว์-พลาญยาว-พลาญหินแปดก้อน : มีการปะทะเป็นระยะ ยังไม่มีรายงานการสูญเสีย / ยังไม่ยุติ
4. แนวรบช่องสะงำ : ยังไม่ได้รับรายงานการปะทะ
- จ.อุบลราชธานี จำนวน 2 แนวรบหลัก
1. แนวรบช่องบก : มีการปะทะเป็นระยะ /ไม่ได้รับรายงานการสูญเสีย / ยังไม่ยุติ
2. แนวรบช่องอานม้า : มีการปะทะเป็นระยะ / ยังไม่ได้รับรายงานการสูญเสีย / ยังไม่ยุติ
"งดใช้เส้นทางสาย 348 ตอน แก้วเพชรพลอย-ช่องตะโก" ชั่วคราว หลังสถานการณ์ชายแดนตึงเครียดขึ้น
กองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า จังหวัดสระแก้วขอความร่วมมือประชาชน "งดใช้เส้นทางสาย 348 ตอน แก้วเพชรพลอย-ช่องตะโก" ชั่วคราว หลังสถานการณ์ชายแดนตึงเครียดขึ้น
โดย วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบในบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านจังหวัดสระแก้ว ได้มีความตึงเครียดเพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๖๘ เป็นต้นมา ทางจังหวัดสระแก้วจึงได้ออกหนังสือ "ด่วนที่สุด" เพื่อขอความร่วมมือจากประชาชน
เส้นทางที่ขอให้หลีกเลี่ยง : เส้นทางหลวงหมายเลข 348 ตอน แก้วเพชรเพลอย - ช่องตะโก อำเภอตาพระยา จังหวัดสระแก้ว ไปอำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์
กองทัพไทย ขอสดุดีเหล่าทหารกล้า
ผู้สละชีพปกป้องแผ่นดินไทย และประชาชนความกล้าหาญของพวกท่าน จะเป็นแสงที่ไม่มีวันดับสูญ
การรถไฟฯ
การรถไฟฯ แจ้งงดเดินขบวนรถธรรมดาที่ 275/276 และ 279/280 เป็นการชั่วคราว เฉพาะช่วงอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง
การรถไฟฯ แจ้งงดเดินขบวนรถธรรมดาชั่วคราว เฉพาะช่วงอรัญประเทศ - ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก
การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งงดเดินขบวนรถธรรมดาหมายเลข 275/276 และ 279/280 เฉพาะช่วงอรัญประเทศ – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึกเป็นการชั่วคราว
ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป จนกว่าจะมีประกาศเปลี่ยนแปลง หลังจังหวัดสระแก้วแจ้งเตือนให้ประชาชนในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ได้แก่ อำเภอตาพระยา อำเภอโคกสูง อำเภออรัญประเทศ และอำเภอคลองหาด อพยพไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราว หรือพื้นที่ปลอดภัย เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในบริเวณชายแดน
เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารและการปฏิบัติงาน การรถไฟฯ จึงได้ปรับเปลี่ยนการเดินรถในเส้นทางดังกล่าว โดยให้บริการถึงสถานีอรัญประเทศเป็นสถานีปลายทางชั่วคราว ดังนี้
1. ขบวนรถธรรมดาที่ 275/276 เดิมวิ่งระหว่าง กรุงเทพ (หัวลำโพง) – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก
ปรับเป็นกรุงเทพ (หัวลำโพง) – อรัญประเทศ
2. ขบวนรถธรรมดาที่ 279/280 เดิมวิ่งระหว่าง กรุงเทพ (หัวลำโพง) – ด่านพรมแดนบ้านคลองลึก ปรับเป็น กรุงเทพ (หัวลำโพง) – อรัญประเทศ
ยุทธการ “ตราดปราบปรปักษ์” ระดมกำลังรบ น้ำ-ฟ้า-ฝั่ง ใช้เรือหลวงเทพา
รายงานข่าวจากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ในพื้นที่ต่างๆรวมถึงพื้นที่จังหวัดจันทบุรีและตราด ซึ่งเป็นพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพเรือ
จึงได้เปิดยุทธการ "ตราดปราบปรปักษ์" สนธิกำลังรบในทุกมิติทั้ง น้ำ-ฟ้า-ฝั่ง ในการดูแลรักษาอธิปไตยพื้นแผ่นดินไทย พร้อมส่งเรือหลวงเทพา เข้าพื้นที่ปฏิบัติการทันที ในการดำเนินการตรวจการและลาดตระเวนตลอด 24 ชั่วโมง กำลังพลทุกนายถูกยกระดับให้สู่สภาวการณ์พร้อมรบ อาวุธประจำเรือทุกชนิดถูกเตรียมพร้อมเต็มกำลัง พร้อมใช้งานตลอดเวลาเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์ทันที
ซึ่งเมื่อวันที่ (9 ธ.ค.) เรือหลวงเทพา ได้ให้การสนับสนุนการยิงฝั่งด้วยปืนใหญ่เรือ สนับสนุนกำลังทางบก เพื่อยึดพื้นที่ ‘บ้านสามหลัง’ ที่ บ.หนองรี ฝ่ายไทยทำลาย ฐานที่มั่นกัมพูชา ไปแล้ว 80 % โดยกำลังจากนาวิกโยธิน
จนกระทั่งเผาทำลายบ้านทั้งสามหลังได้ รวมถึงตัวบังเกอร์ที่คาดว่าจะใช้ในการเก็บยุทโธปกรณ์ต่างๆ ซึ่งก็ถูกทำลายไปแล้วด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการเข้ายึดพื้นที่ แต่ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชา ได้ขุดบังเกอร์และคูเลต เป็นที่หลบกำบัง ก่อนใช้อาวุธหนักปืนใหญ่ ตอบโต้กำลังของฝ่ายไทย ทำให้กำลังพลกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด จึงยังไม่สามารถเข้ายึดพื้นที่ได้เบ็ดเสร็จ
กองทัพบก ทันกระแส
เข้าสู่วันที่ 3 เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา
กองทัพภาคที่ 2 ชี้ชัด กัมพูชาใช้โบราณสถานเป็นฐานปฏิบัติการทหาร
เมื่อวันที่ 10 ธ.ค.68 แหล่งข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า จากกรณีที่ทหารกัมพูชาได้ใช้พื้นที่ปราสาทตาควาย เป็นที่วางกำลังที่ทหารกัมพูชา และตั้งเป็นฐานปฏิบัติการและจุดยิงอาวุธทั้งวิถีตรงและวิถีโค้ง ซึ่งเป็นภัยคุกคามเชิงยุทธวิธีที่มุ่งสร้างความสูญเสียต่อกำลังปฏิบัติการของฝ่ายไทย เป็นการใช้ พื้นทึ่ “ปราสาทตาควาย” ซึ่งเป็นโบราณสถาน ผิดวัตถุประสงค์จากหลักสากลที่กำหนดให้โบราณสถานต้องปลอดกิจกรรมทางทหาร แต่กลับถูกกัมพูชานำไปใช้ เป็นทางปฏิบัติการทางทหาร จนได้รับความเสียหาย ไม่เป็นการเคารพกติกาสากลโลก
ยิ่งไปกว่านั้น มีข้อมูลบ่งชี้ถึงการนำบุคคลในครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องในภารกิจที่ควรเป็นของกำลังทหารโดยเฉพาะ อันเป็นแนวปฏิบัติที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยทางทหารและหลักมนุษยธรรมสากล
การใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางการทหาร ฐานยิงอาวุธ และดำเนินการโดยมิชอบเช่นนี้ เป็นพฤติการณ์ที่สร้างความตึงเครียด ความหวาดระแวง และความรุนแรง โดยไม่จำเป็นและขัดต่อบรรทัดฐานสากลอย่างชัดเจน