Top-PPTV-Poll Top-PPTV-Poll

“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 14 ธ.ค. 68

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 14 ธ.ค.68 เข้าสู่การปะทะวันที่ 7 จับตาสถานการณ์ทั้งในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 1

ยังคงเกาะติดสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่การปะทะล่วงเข้าสู่วันที่ 7 แล้ว นับจากที่ทหารกัมพูชาใช้อาวุธโจมตีฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 บริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จนเหตุการณ์บานปลายเกิดการปะทะกันขึ้นในหลายพื้นที่ และทำให้ทหารไทยบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายนาย

จนถึงวันนี้ 14 ธ.ค. 2568 เข้าสู่วันที่ 7 ของสถานการณ์ ยังคงเกิดการปะทะอย่างต่อเนื่องระหว่างทหารไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 1

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 14 ธันวาคม 2568

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 14 ธันวาคม 2568 (เวลา 18.00 น.)

สถานการณ์ ในวันนี้ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นมา มีเหตุการณ์ที่สำคัญดังนี้

พื้นที่ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี ฝ่ายกัมพูชาทำการโจมตีฝ่ายเราด้วยอาวุธยิงสนับสนุน ค., ปืนใหญ่ และ จรวด BM-21 ฝ่ายเรา ใช้โดรนทำการปฏิบัติต่อที่หมายตามแผน จำนวน 3 จุด ที่หมายถูกทำลาย 80 %

พื้นที่พระวิหาร – ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ฝ่ายกัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนในพื้นที่ ทั้ง ค., ปืนใหญ่ และ จรวด BM-21 และพื้นที่ประตูเหล็กมีการปะทะด้วยปืนเล็กอย่างหนาแน่นต่อเนื่อง ปืนใหญ่ฝ่ายเราดำเนินการยิงสนับสนุนในพื้นที่

พื้นที่ภูมะเขือ อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ฝ่ายกัมพูชาทำการโจมตีฝ่ายเรา ด้วยอาวุธยิงสนับสนุน ค., ปืนใหญ่ และ จรวด BM-21 อย่างหนาแน่นตลอดทั้งวัน ฝ่ายเราทำการตรึงตลอดแนวการวางกำลัง และตอบโต้ตามเหตุการณ์

พื้นที่ช่องจอม - ช่องระยี – ปลดต่าง อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ฝ่ายกัมพูชาโจมตีฝ่ายเราด้วยอาวุธปืนเล็ก และ ค. ในพื้นที่ เป็นห้วงๆ และมีการเพิ่มเติมกำลังประมาณ 300 นาย จากนอกพื้นที่ ฝ่ายเราใช้อาวุธยิงสนับสนุน  ค. ยิงต่อที่หมายพื้นที่โอสเม็ด

พื้นที่ปราสาทตาควาย - เนิน 350 อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ฝ่ายกัมพูชาทำการโจมตีด้วยอาวุธยิงสนับสนุน ค. และ จรวด BM-21 และยังปรากฎการใช้อากาศยานไร้คนขับทั้งแบบทิ้งระเบิด และ FPV  ฝ่ายเราปฏิบัติการเข้าตี ยึดครองภูมิประเทศสำคัญ

พื้นที่ปราสาทตาเมือน อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ฝ่ายกัมพูชาทำการโจมตี ด้วยอาวุธยิงสนับสนุน ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง, ค., ปืนใหญ่, จรวด BM-21 และปรากฏการใช้อากาศยานไร้คนขับบินตรวจการณ์ในพื้นที่ ฝ่ายเราทำการตรึงตลอดพื้นที่การวางกำลัง และตอบโต้ตามเหตุการณ์

พื้นที่สายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ฝ่ายกัมพูชาทำการโจมตีด้วยอาวุธปืนเล็ก และ ค. ในพื้นที่ เป็นห้วงๆ ฝ่ายเราทำการตรึงกำลังฝ่ายตรงข้ามในพื้นที่ ตลอดแนวการวางกำลัง

เรื่องสำคัญอื่นๆ ปรากฏข่าวสารมีการเตรียมส่งออกน้ำมัน ในพื้นที่จุดผ่านแดนถาวรช่องเม็ก มากผิดปกติ เมื่อเทียบกับห้วงเวลาที่ผ่านมา กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 2  จึงแจ้งให้ กองอำนวยการรักษาภายในจังหวัดอุบลราชธานี ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ และขออภัยในความไม่สะดวก พร้อมกันนี้จึงขอให้พี่น้องประชาชนช่วยสอดส่องเป็นหูเป็นตา หากพบเห็นว่ามีสิ่งผิดปกติ สามารถแจ้งได้ในช่องทางสายด่วน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หมายเลข 1374

ตามที่ปรากฎภาพคล้ายระบบอาวุธนำวิถีต่อสู้รถถังสมัยใหม่ ในห้วงที่มีการปฏิบัติการทางทหารเพื่อควบคุมพื้นที่ช่องอานม้า ตามสื่อสังคมออนไลน์ ปัจจุบันการปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ยังไม่แล้วเสร็จ สำหรับยุทโธปกรณ์ดังกล่าว ได้ถูกเก็บไว้ รอการส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ ทำการตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

ทหารกล้าพลีชีพรายที่ 16 

มีรายงานจากแนวรบชายแดนไทย-กัมพูชาแจ้งความสูญเสียล่าสุดเมื่อเวลา 10.20 น. ได้เกิดเหตุจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ของฝ่ายกัมพูชาระดมยิงตกใส่พื้นที่ปฏิบัติการของทหารไทย ส่งผลให้กำลังพลเสียชีวิต 1 นาย คือ จ่าสิบเอก อภิสิทธิ์ บุนนาค ตำแหน่งปกติเป็นนายสิบ พยาบาล สังกัดกรมทหารราบที่ 16 พัน.3 (ร.16 พัน.3) และเป็นนายสิบพยาบาลประจำ พัน.ร.11 ในพื้นที่สนามรบ

รายงานระบุว่า จ.ส.อ.อภิสิทธิ์ ถูกสะเก็ดระเบิด จากการโจมตีด้วย BM-21 อย่างรุนแรง ขณะปฏิบัติหน้าที่ภายในบังเกอร์ พื้นที่ภูมะเขือ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

สั่งปิดกั้นอ่าวไทย! สกัดน้ำมัน-เสบียงยุทธปัจจัยกัมพูชา

วันที่ 14 ธ.ค. 2568 มีหนังสือด่วนจาก กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) และ ศูนย์บัญชาการทางทหาร (ศบท.) ระบุว่า

1.เพื่อให้การปฏิบัติการทางทหารของกองทัพไทย เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการ ที่ประชุมคณะผู้บัญชาการทหาร (คบท.) เมื่อ 12 ธ.ค. 68 มีมติในการดำเนินการต่อเรือไทย และ/หรือผู้ประกอบการไทยที่ไช้เรือไทย หรือเรือจดทะเบียนเรือสัญชาติอื่นๆ ลำเลียงและส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิง หรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังกัมพูชาทางทะเล เพื่อเป็นการลิดรอนและลดศักยภาพ ขีดความสามารถของฝ่ายกัมพูชาในการคุกคามต่อประเทศไทย

2.ตามข้อ 1. เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และทันต่อสถานการณ์ บก.ทท./ศบท.

จึงขอให้ กห/ศบช.กห. พิจารณานำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุม สภา มช. โดยเร่งด่วน โดยมีแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้

2.1 เสนอให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ พิจารณากลไกภายใต้สภาความมั่นคงแห่งชาติให้หน่วยงานทางทะเลในศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) กำหนดให้

2.1.1. มีมติสภาความมันคงแห่งชาติ เรื่อง ประกาศมาตรการระงับการขนส่งน้ำมันเชื่อเพลิงและสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา

2.1.2. ให้หน่วยงานใน ศรชล. ยกระดับมาตรการตามมาตรา 27 วรรค 2 และ 3 ในการบูรณากาการกลไก การควบคุมและเฝ้าระวังเรือสินค้าพาณิชย์ เรือประมง เรือสนับสนุนทำงานประมง ทั้งในส่วนของเรือไทย และผู้ประกอบการทางทะแล ที่เป็นเจ้าของเรือโดยตรงหรือทางอ้อมที่เป็นเจ้าของกิจการ ผู้บริหารกิจการกองเรือภาคการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศและมีพฤติการลักลอบลำเลียงและส่งออกน้ำมันหรือสินค้ายุทธปัจจัยไปยังประเทศกัมพูชา

2.1.3. ให้ ศรชล. พิจารณาประกาศพื้นที่โดยรอบทะเลอาณาเขตรอบท่าเรือกัมพูชา เป็นพื้นที่เสี่ยงภัยระดับสูง

ยึดขีปนาวุธ GAM-102LR สัญชาติจีน

วันที่ 14 ธ.ค. 68 รายงานข่าวจากกองทัพบกยืนยันว่า ทหารไทยสามารถยึดระบบขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี ยุคที่ 5 รุ่น GAM-102LR สัญชาติจีน จากทหารกัมพูชาบนเนิน 500 ได้เป็นจำนวนมาก

สำหรับขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM) ยุคที่ 5 เป็นระบบนำวิถีที่มีความสามารถทันสมัยและตอบสนองทั้งงานต่อต้านรถถังและการโจมตีเป้าหมายยุทโธปกรณ์อื่น ๆ  ระบบรุ่นใหม่ที่มีฟีเจอร์ครบทั้งความแม่นยำสูงและความยืดหยุ่นในการใช้งาน  ระยะยิง มาตรฐาน 6-10 กิโลเมตร

ขีปนาวุธดังกล่าวเป็นอาวุธที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อช่วงต้นปีนี้ และถือเป็นการค้นพบอาวุธหนักและทันสมัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในแนวรบ

ขีปนาวุธต่อต้านรถถังนำวิถี (ATGM) ยุคที่ 5 ผลิตโดยผลิตโดยประเทศจีน โดยบริษัทหลัก Poly Defence (สาย GAM/Bolas) ใช้ได้ทั้งโดยการบุกทางยุทธวิธีของทหารและติดตั้งบนยานพาหนะ 

โดยคาดว่าฐานกัมพูชายังไม่มีความชำนาญในการใช้ประกอบกับกำลังทหารฝ่ายไทยได้เข้าโจมตีและยึดพื้นที่ได้ก่อนจึงได้ทิ้งของดังกล่าวแล้วหลบหนีไป

“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 14 ธ.ค. 68 กองทัพภาคที่ 2
สรุปการปฏิบัติต่อข้าศึก (8-13 ธ.ค. 68)

ทั้งนี้ สถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา สรุปการปฏิบัติต่อข้าศึก (8-13 ธ.ค.68)

ทำลาย รถถัง 10 คัน, โดรน 64 ลำ, BM-21 1 คัน, เสาแอนตี้โดรน 4 ต้น, ปตอ. 4 กระบอก, ระบบควบคุมแอนตี้โดรน 1 ชุด, รถบรรทุก 6 คัน, เสาสัญญาณ 1 ต้น, ปืนใหญ่ 1 กระบอก, ปืนครก 6 กระบอก และทหารกัมพูชาเสียชีวิต 181 ราย

“อันวาร์” ส่งข้อความถึง “อนุทิน”

เวลา 14.15 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล โพสต์ข้อความ ระบุว่า “เรียน นายกรัฐมนตรี อนุทิน คำแถลงของผม ไม่ได้กล่าวถึงการหยุดยิง ผมเพียงแต่กล่าวว่า ผมเสนอให้ยุติการยั่วยุใด ๆ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป ผมไม่ได้บอกว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว”

นายอนุทินระบุว่า คำแถลงข้างต้นถูกส่งมาถึงตนจากนายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ซึ่งพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลไทยไม่มีแผนหรือข้อตกลงใด ๆ ที่จะหยุดยิงกับศัตรูของเราตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของเมื่อคืนนี้ ประเทศไทยยืนหยัดอย่างมั่นคงในความมุ่งมั่นที่จะรักษา ปกป้อง และพิทักษ์บูรณภาพของแผ่นดินและประชาชนของเราอย่างสุดกำลัง

“อันวาร์” ส่งข้อความถึง “อนุทิน” FB/Anutin Charnvirakul
“อันวาร์” ส่งข้อความถึง “อนุทิน”

ทบ.ยืนยันไม่มีแนวทางการหยุดยิง

จากกรณีที่สังคมได้ให้ความสนใจและมีข้อสงสัยในประเด็นเรื่องการหยุดยิง พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยต่อกรณีดังกล่าวว่าในส่วนของกองทัพบก ไม่เคยกล่าวถึงหรือมีแนวการปฏิบัติในเรื่องนี้ เนื่องจากปัจจุบันกัมพูชายังคงใช้อาวุธหนัก จรวด BM-21, เครื่องยิงลูกระเบิด และโดรนพลีชีพ โจมตีต่อกำลังทหารไทยในพื้นที่ตลอดแนวชายแดนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคงของประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนชาวไทยอย่างร้ายแรง

โดย พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก ได้ติดตามสถานการณ์และมอบแนวทางการปฏิบัติเฉพาะส่วนอย่างใกล้ชิด ซึ่งปัจจุบันยืนยันว่ายังไม่ได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงในการปฏิบัติการของหน่วยในพื้นที่การรบแต่อย่างใด โดยยังคงสั่งการให้หน่วยทหารที่รับผิดชอบตลอดแนวชายแดน เดินหน้าปฏิบัติการตามแผนที่กำหนด พร้อมบูรณาการร่วมกับเหล่าทัพ และหน่วยงานอื่นๆ ในการปฏิบัติอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันผู้บัญชาการทหารบกได้กำชับให้กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 เน้นย้ำกำลังพลเรื่องการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัย ดำเนินกลยุทธ์ด้วยความรอบคอบ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายหลักคือ

การผลักดันและมุ่งทำลายขีดความสามารถทางการทหารของกัมพูชา ทั้งกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมถึงองค์ประกอบสนับสนุนอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อฝ่ายไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมยืนยันว่ากองทัพบกไทยโจมตีต่อเป้าหมายทางทหารที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยเพียงเท่านั้น

และการสถาปนาพื้นที่ เข้าควบคุมบริเวณที่เคยมีการรุกล้ำเขตอธิปไตยไทย และเสริมความมั่นคงให้มีความสมบูรณ์ เอื้อต่อการปฏิบัติการทางทหารต่อไปในอนาคต

นอกจากนี้ผู้บัญชาการทหารบกได้สั่งการให้หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก กำกับดูแลใส่ใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บและสูญเสียจากสถานการณ์การสู้รบ รวมถึงครอบครัวกำลังพลอย่างครอบคลุม ทั้งด้านการรักษาพยาบาล สิทธิและสวัสดิการ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกครอบครัวในการเข้าเยี่ยมเยียนหรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอย่างเต็มที่และดีที่สุด ซึ่งในพิธีศพของกำลังพล ผู้บัญชาการทหารบกได้มอบหมายให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพบก ลงพื้นที่ร่วมประกอบพิธีสดุดีวีรชนอย่างสมเกียรติ พร้อมปลอบขวัญและเสริมสร้างกำลังใจให้กับครอบครัว ขอบคุณแนวหลังของทหารกล้าผู้เสียสละในการปฏิบัติภารกิจครั้งนี้อย่างเต็มภาคภูมิ

กองทัพบกขอยืนยันในปฏิบัติการครั้งนี้ว่ายังคงดำเนินการต่อเนื่องจนกว่ากัมพูชาหยุดความเป็นปรปักษ์ โจมตีต่อกำลังทหารไทยและประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากำลังพลและยุทโธปกรณ์ของกองทัพบก พร้อมตรึงกำลังการปฏิบัติ และตอบโต้ตามกฎการใช้กำลังตามแผนปฏิบัติการที่กำหนดและเป็นไปตามหลักกติกาสากล เพื่อพิทักษ์รักษาเอกราช และดูแลความปลอดภัยให้ประชาชนชาวไทยอย่างเต็มขีดความสามารถ

กัมพูชายิงจรวดใส่บ้านประชาชน

เวลา 11.50 น. กองทัพบกได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 ว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาวุธจรวด BM-21 โจมตีเข้าใส่พื้นที่ ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งอยู่บริเวณใจกลางแหล่งชุมชนและโรงเรียน

เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ประชาชนเสียชีวิต 1 ราย (นายดร ปัจฉาพันธ์ อายุ 63 ปี) จากสะเก็ดระเบิด พร้อมส่งผลให้เกิดไฟไหม้บ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงเสียหาย 1 หลัง ส่วนรายละเอียดผู้บาดเจ็บกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ

กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชาต่อเวทีประชาคมระหว่างประเทศ ที่ยังคงใช้อาวุธโจมตีใส่พื้นที่พลเรือนซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติการทางทหารเป็นวันที่สอง เป็นเหตุให้พลเรือนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต

เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดถึงเจตนาของฝ่ายกัมพูชาที่ละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธิ์อย่างร้ายแรง

กัมพูชายิงจรวดใส่บ้านเรือนประชาชน ทีมโฆษกกองทัพบก
กัมพูชายิงจรวดใส่บ้านเรือนประชาชน

“สนธิญา” จี้ “ทรัมป์” ขอโทษคนไทย

เมื่อเวลา 11.30 น. ที่หน้าสถานทูตอเมริกา นายสนธิญา ได้นำซองเอกสารมาแขวนไว้ที่รั่วเหล็กล้อเลื่อน ฝากถึง นาย โรเบิร์ต เอฟ. โกเดค เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจําประเทศไทย  กรณีที่นายโดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้โพสต์ข้อความผ่าน “Truth Social" กล่าวหาว่า ทหารไทยเหยียบกับระเบิดจำนวน 7 ครั้ง เป็นอุบัติเหตุ อันเป็นข้อมูลเท็จที่ทำให้เกิดความเสียหายแก่ทหารไทยและเกียรติภูมิของประเทศไทย

โดย นายสนธิญา สวัสดี กล่าวว่า กรณีที่ตนมายื่นหนังสือร้องเรียนในวันนี้ เนื่องด้วยนายโดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ได้มีการโพสต์ลงในระบบสื่อสารออนไลน์ ”Truth Social" แล้วบอกว่าทหารไทยที่ถูกระเบิดทั้งหมด 7 ครั้งนั้น มีการขาขาดบาดเจ็บและเสียชีวิตว่ามาจากอุบัติเหตุของทางการไทยของทหารไทย

แต่ตนในฐานะประชาชนคนไทย ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 50 ว่าด้วยการปกป้องรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และเกียรติภูมิของประเทศ ดังนั้น การที่ประธานาธิบดีระดับโลกของสหรัฐอเมริกาออกมาพูดเช่นนี้ เป็นการโยนอุจจาระให้กับประเทศไทยโดยไม่ได้พิจารณาอย่างชัดเจน

ตนอยากถามว่าในกรณีทหารไทยที่โดนระเบิดทั้ง 7 ครั้งนั้น ต่างกรรมต่างวาระต่างวัน มันเป็นไปได้หรือไม่ที่เหตุจะเกิดขึ้นถึง 7 ครั้ง อีกทั้งในการเดินลาดตระเวนของพี่น้องทหารประเทศไทย ก็เดินในพื้นที่ที่เดินประจำอยู่แล้ว และมีหลักฐานเอกสารยืนยันชัดเจนว่ากัมพูชามาดึงลวดหนามและวางระเบิด หรือแม้กระทั่งการประชุมนานาชาติอนุสัญญาออตตาวา เกี่ยวกับการวางทุ่นระเบิด

ประเทศทั่วโลกก็ต่างยอมรับว่าประเทศไทยถูกวางทุ่นระเบิดจากทหารของกัมพูชาที่คิดไม่ซื่อ ที่เป็นหมาลอบกัด แล้วการที่ประธานาธิบดีหรัฐอเมริกาที่เป็นที่หนึ่งของโลก ได้มายืนยันบอกว่าเป็นอุบัติเหตุ ค่อนข้างเป็นการกระทำที่ตนมองว่าไม่รับผิดชอบต่อประเทศไทย ทำให้เสื่อมเสียต่อเกียรติยศและเกียรติภูมิของประเทศชาติ

ตนจะขอเรียกร้องว่าในฐานะที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ตนขอเรียกร้องให้นายโดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ขอโทษประเทศไทย และขอโทษคนไทย และทหารไทย

นายสนธิญา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนขอเรียกร้องให้นายโดนัลด์ จอห์น ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวในกิจการภายในของประเทศไทยและกัมพูชา ขอให้เป็นเรื่องของทวิภาคีในการเจรจาและแก้ไขปัญหากัน ไม่ต้องหวังผลว่าจะได้รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ

ไทยแสดงความกังวล หลังกัมพูชาประกาศปิดด่านไม่ให้พลเรือนไทยกลับประเทศ

รัฐบาลไทยรับทราบแถลงการณ์ของกระทรวงมหาดไทยแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาเกี่ยวกับการระงับการเข้า - ออก ณ จุดผ่านแดนทางบกระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ขอเรียนชี้แจงจุดยืนของประเทศไทย ดังนี้

1. ประเทศไทยแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการจำกัดการเดินทางของคนไทยซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในกัมพูชา ในขณะที่ฝ่ายไทยได้อำนวยความสะดวกให้พลเมืองกัมพูชาเดินทางออกจากประเทศไทยแล้ว แต่ฝ่ายกัมพูชากลับปฏิเสธไม่เปิดด่านเพื่อให้คนไทยสามารถเดินทางกลับประเทศไทยได้

2. ประเทศไทยขอย้ำว่า ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) และอนุสัญญาเจนีวา ฉบับที่สี่ พลเรือนมีสิทธิได้รับความคุ้มครองตลอดเวลา และสิทธิของบุคคลซึ่งพำนักอยู่โดยชอบด้วยกฎหมายในรัฐต่างประเทศในการเดินทางออกจากประเทศนั้น อาจถูกจำกัดได้เฉพาะในกรณีที่เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มีความจำเป็น ได้สัดส่วน และไม่เลือกปฏิบัติ ทั้งนี้ พลเรือนถือเป็นผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ และต้องไม่ถูกปฏิบัติราวกับเป็นคู่ขัดแย้งในสถานการณ์ดังกล่าว

3. ประเทศไทยย้ำความสำคัญของการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศอย่างครบถ้วน ตลอดจนพันธกรณีภายใต้อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางกงสุล รวมถึงการเข้าถึงทางกงสุลและการคุ้มครองโดยไม่ถูกขัดขวาง

4. ประเทศไทยขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือประกันความปลอดภัยและศักดิ์ศรีของพลเรือนทุกสัญชาติ และดำเนินการแก้ไขข้อกังวลต่าง ๆ ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ

ประเทศไทยยืนยันว่าการดำเนินการของฝ่ายไทยทั้งหมด เป็นไปเพื่อการป้องกันตนเองโดยชอบธรรม มิได้มุ่งแสวงหาความขัดแย้งและยังคงยึดมั่นในสันติภาพ การเคารพอธิปไตย รับผิดชอบการอยู่ร่วมกันในภูมิภาค

ทหารกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดดักรถถังดัดแปลงแบบลูกปราย

กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า กัมพูชาดัดแปลงทุ่นระเบิดดักรถถัง ด้วยเหล็กตัดเพื่อเพิ่มความรุนแรง มุ่งสร้างความสูญเสียต่อทหารไทย ขัดต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

ส่งศพทหาร กองทัพภาคที่ 2
พิธีส่งศพทหารกล้า กลับภูมิลำเนา

"พิธีส่งศพทหารกล้า กลับภูมิลำเนา"

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลา 09.00 น. มณฑลทหารบกที่ 22 ได้ประกอบพิธีส่งศพทหารกล้า จำนวน 4 นาย ผู้สละชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ จากเหตุการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา บริเวณพื้นที่เนิน 677 ช่องอานม้า กลับสู่ภูมิลำเนาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, สุพรรณบุรี, กระบี่ และนราธิวาส เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอย่างสมเกียรติ ณ กองบิน 21 จังหวัดอุบลราชธานี

รายนามทหารกล้า

- พลทหาร มุสตากีม เจ๊ะมะ ภูมิลำเนา : สุสานบ้านสุแฆ ตำบลดุซงยอ อำเภอจะแนะ จังหวัดนราธิวาส (มณฑลทหารบกที่ 46) สังกัด กองพันจู่โจม

- จ่าสิบเอก ทวีรัตน์ รัตนบุรี ภูมิลำเนา : โรงเรียนบ้านถ้ำโกบ หมู่ที่ 2 ตำบลหน้าเขา อำเภอเขาพนม จังหวัดกระบี่ (มณฑลทหารบกที่ 43) สังกัด กองพันจู่โจม

- จ่าสิบเอก ดำรงค์เกียรติ แก้วกระจ่าง ภูมิลำเนา : ลงที่ พล.รพศ.1 วัดหลวงพ่อเขียว อำเภอบ้านแพรก จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (มณฑลทหารบกที่ 18) สังกัด กองพันจู่โจม

- พลทหาร กฤตฏิกร สร้อยระย้า ภูมิลำเนา : วัดหนองตะคลอง ตำบลหนองหญ้าไซ อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี (มณฑลทหารบกที่ 17) สังกัด กองพันทหารราบที่ 1 กรมทหารราบที่ 9

ทหารกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดดักรถดังดัดแปลงแบบลูกปราย กองทัพภาคที่ 2
ทหารกัมพูชาใช้ทุ่นระเบิดดักรถดังดัดแปลงแบบลูกปราย

ข้อตกลงหยุดยิงจะเกิดได้ ต้องดูว่ากัมพูชาจริงใจหรือไม่

พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ขอเรียนชี้แจงต่อสาธารณชนไทยและนานาชาติ ดังนี้

ประการแรก ขอย้ำตามที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวไว้ชัดเจนแล้วว่า ข้อตกลงหยุดยิงใด ๆ จำเป็นต้องเป็นสิ่งที่ไทยและกัมพูชาจะต้องเห็นพ้องกัน และที่สำคัญต้องดูการกระทำของกัมพูชาว่ามีความจริงใจหรือไม่ เพราะที่ผ่านมา กัมพูชามักมีคำพูดกับการกระทำที่สวนทางกันเสมอ

โดยเหตุการณ์โจมตีพื้นที่พลเรือนไทยจากฝ่ายกัมพูชาที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา เป็นหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาไม่มีความจริงใจและยังไม่พร้อมที่จะเดินหน้าในเส้นทางสันติภาพ ทั้งนี้ ไทยขอเน้นย้ำว่า การพิจารณาเรื่องการหยุดยิงจำเป็นต้องมีการประเมินสถานการณ์ของฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่เป็นสำคัญ

ประการที่สอง ไทยมีความจำเป็นต้องปกป้องตนเองจากภัยคุกคามที่เกิดขึ้น ต่อชีวิตของพลเมืองไทยและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น การเรียกร้องให้มีการหยุดยิงใด ๆ จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย

ประการที่สาม การดำเนินการของไทยเป็นไปตามสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะตามมาตรา 51 แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ และยึดถือหลักความจำเป็น ได้สัดส่วน และการคุ้มครองพลเรือนอย่างเคร่งครัด ซึ่งหลักการดังกล่าวได้รับการยืนยันอย่างต่อเนื่องโดยรัฐบาลของไทย

ประการที่สี่ ไทยยึดมั่นอย่างแน่วแน่ในเอกภาพของการบังคับบัญชา การตัดสินใจด้านความมั่นคงแห่งชาติ และการปกป้องอธิปไตยของประเทศไทยจำเป็นต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยันในพื้นที่ มิใช่จากการนำเสนอของคู่กรณีแต่เพียงฝ่ายเดียว

สุดท้ายนี้ ไทยขอย้ำว่า ไทยมิได้แสวงหาความขัดแย้งและมิได้เป็นฝ่ายเริ่มใช้ความรุนแรงแต่จะไม่ยินยอมให้ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ของไทยตกอยู่ในภาวะอันตราย

ศูนย์แถลงข่าวร่วมฯ จึงขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในความจริง ความรับผิดชอบและความจริงใจ ซึ่งเป็นรากฐานของการลดความตึงเครียด เพื่อบรรลุสันติภาพที่ยั่งยืนต่อไป

เคอร์ฟิว 5 อำเภอจังหวัดตราด

กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทุรีและตราด ประกาศ ห้ามบุคคลออกนอกเคหสถานภายในระหว่างระยะเวลา 19.00 – 05.00 น. ในพื้นที่จังหวัดตราด เฉพาะอำเภอคลองใหญ่ อำเภอบ่อไร่ อำเภอแผลมงอบ อำเภอเขาสมิง และอำเภอเมืองตราด กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วน ต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองในพื้นที่

เคอร์ฟิว 5 อำเภอจังหวัดตราด กองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทุรีและตราด
ประกาศกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทุรีและตราด เรื่อง ห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด

หลักฐานกัมพูชาเปลี่ยนพื้นที่รอบปราสาทคนาเป็นฐาน

รายงานข่าวจากกองทัพบก ได้เผยแพร่ภาพและคลิปพื้นที่รอบปราสาทคนา ที่ทางกัมพูชาได้ยึดและสถาปนาพื้นที่เป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร

พบว่า โดยรอบได้มีการขุดคูเลต ระยะทางประมาณ 150 ถึง 200 เมตร แล้วทำบังเกอร์ เพื่อเก็บคลังกระสุนปืนใหญ่ พบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ตั้งปืนใหญ่ และปืน ค. เพื่อตอบโต้ทหารไทยซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเป็น พื้นที่อธิปไตยไทย ที่ทางกัมพูชาได้รุกล้ำเข้ามา

หลักฐานชัด! ฐานทหารกัมพูชาบนแผ่นดินไทย สถาปนาพื้นที่ขุดคูเลต–สร้างบังเกอร์ ฐานยิงปืนใหญ่–ค. รอบปราสาทคนา กองทัพภาคที่ 2
หลักฐานฐานทหารกัมพูชารอบปราสาทคนา

ยึดบ้าน 3 หลัง

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่าว่า กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) และหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด (ฉก,นย.ตราด) ได้เปิดปฏิบัติการทางทหารเพื่อยึดคืนพื้นที่อธิปไตยของไทย บริเวณบ้าน 3 หลัง บ้านหนองรี ตำบลชำราก อำเภอเมือง จังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ฝ่ายตรงข้ามรุกล้ำเข้ามาอยู่ในเขตดินแดนของประเทศไทย การปฏิบัติการดังกล่าวเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเช้ามืด โดยมีการปะทะกันอย่างหนักในพื้นที่ ภายใต้หลักการใช้สิทธิป้องกันตนเองตามกฎหมายสากล และการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นสำคัญ

ณ เวลา 07.20 น. กองทัพเรือสามารถควบคุมและยึดพื้นที่ดังกล่าวได้แล้ว และขับไล่กองกำลังฝ่ายตรงข้ามออกจากพื้นที่ได้ทั้งหมด พร้อมทั้งได้ดำเนินการปักธงชาติไทยในพื้นที่ เพื่อแสดงถึงการยืนยันอธิปไตยของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่บ้านหนองรีโดยรอบยังคงมีการปะทะกันเป็นระยะ จากการพยายามตอบโต้ของฝ่ายตรงข้าม กำลังของหน่วยนาวิกโยธินที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ดำเนินการควบคุมสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักความจำเป็นและได้สัดส่วน เพื่อรักษาความมั่นคงของพื้นที่ และป้องกันไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามกลับเข้ามารุกล้ำอธิปไตยของประเทศไทยอีก

สรุปสถานการณ์วันที่ 13 ธ.ค.

ในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 ตั้งแต่ 08.00 น. ฝ่ายกัมพูชาได้ใช้ปืนใหญ่ โดรนพลีชีพ และจรวด BM-21 ควบคู่กับความพยายามแทรกซึมและเพิ่มเติมกำลังในบางพื้นที่ ฝ่ายเรายังสามารถควบคุมพื้นที่เดิม นอกจากนั้นยังยึดพื้นที่ยึดได้เพิ่มเติม และทำการตอบโต้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ต่อมาเมื่อเวลา 08.30 น. ฝ่ายกัมพูชาได้ยิง จรวด BM-21 เข้าใส่บ้านเรือนประชาชน ในพื้นที่ ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ส่งผลให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ ได้รับบาดเจ็บจำนวน 10 ราย ในจำนวนนี้มีผู้บาดเจ็บสาหัส  1 ราย กองทัพภาคที่ 2 จึงขอประณามการกระทำอันไร้มนุษยธรรมของฝ่ายกัมพูชาอย่างรุนแรง

การปฏิบัติที่สำคัญ ฝ่ายเราสามารถยึดควบคุมเนิน 677, ช่องเปรอ, ช่องระยี, ช่องปลดต่าง, พื้นที่ซำแต กำลังเสริมความมั่นคง ณ ที่หมาย

ช่องคนา กำลังฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมได้ครบทั้ง 4 ที่หมายตามแผน มีการใช้ระเบิดทำลายบันไดส่วนบน ฝ่ายกัมพูชาตอบโต้ด้วย จรวด BM-21 และ โดรนพลีชีพ ต่อกำลังฝ่ายเรา ปัจจุบันกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังอยู่บริเวณบันได

พื้นที่ปราสาทตาควาย ฝ่ายกัมพูชาทำการโจมตีฝ่ายเรา ด้วยปืนใหญ่, BM-21 และโดรนพลีชีพ อย่างหนัก ฝ่ายเราตอบโต้ด้วยอาวุธวิถีโค้ง และเครื่องบินทิ้งระเบิด สถานการณ์ยังไม่จบ ยังคงต้องรบต่อไป

ส่วนในพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา ดำเนินกลยุทธ์และใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่ ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่โล่งแจ้ง โดยฝ่ายกัมพูชาได้ต่อต้านด้วยการระดมยิงด้วย BM-21,ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด

พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง ยึดครองพื้นที่ตามแนวอ้างสิทธิ์ และใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อป้องกันการเพิ่มเติมกำลังของฝ่ายกัมพูชา โดยฝ่ายกัมพูชายังคงพยายามต่อต้านด้วยการระดมยิงด้วย BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง ดำเนินกลยุทธ์และใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่ โดยฝ่ายกัมพูชาได้ต่อต้านด้วยการระดมยิงด้วย BM-21, ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิดอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ได้มีการปฏิบัติการร่วมกับกองทัพอากาศ โดยใช้อากาศยาน ทำลายคลังอาวุธและกระสุน และระบบสื่อสารของหน่วยป้องกันภัยทางอากาศของฝ่ายกัมพูชา ด้านตรงข้ามกับบ้านหนองหญ้าแก้วและบ้านหนองจาน

สำหรับการเตรียมการรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา กลับเข้าสู่ประเทศ ณ บริเวณจุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศนั้น ปัจจุบันฝ่ายกัมพูชา ยังคงควบคุมตัวไม่ปล่อยตัวกลับ เป็นวันที่ 3

Bottom-election Bottom-election

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ