ยังคงเกาะติดสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่การปะทะล่วงเข้าสู่วันที่ 8 แล้ว นับจากที่ทหารกัมพูชาใช้อาวุธโจมตีฝ่ายไทยเมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2568 บริเวณพื้นที่ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ จนเหตุการณ์บานปลายเกิดการปะทะกันขึ้นในหลายพื้นที่ และทำให้ทหารไทยบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายนาย
จนถึงวันนี้ 15 ธ.ค. 2568 เข้าสู่วันที่ 8 ของสถานการณ์ ยังคงเกิดการปะทะอย่างต่อเนื่องระหว่างทหารไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะในพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 และกองทัพภาคที่ 1
โดยเวลา 06:30น. มีรายงานว่าสถานการณ์หลายแนวรบ ทหารไทยทุกเหล่าทัพ พร้อมด้วย ทหารพรานและ ตชด. ยังคงต่อสู้รบทหารกัมพูชาอย่างดุเดือด ยังมีเสียงปืนใหญ่ ปืน ค. จรวด ดังต่อเนื่อง
เวลา 06:43น. ช่องบก-อานม้า นํ้ายืน อุบลฯ, ช่องจอม กาบเชิง พนมดงรักษ์ สุรินทร์, ภูมะเขือ กันทรลักษ์ ศรีสะเกษ ยังเดือด ทหารไทยโต้กลับด้วยปืนใหญ่ ปืน ค. ปรส. เสียงระเบิดดังสนั่นไกลหลายกิโลเมตร
06:53น. - แนวรบตราด ยังคงเดือด นาวิก, สอ.รฝ., รีคอน ผนึกกำลังสู้รบทหารกัมพูชาบนภาคพื้น พร้อมซัลโวปืนใหญ่ ปืน ค. ถล่มตำแหน่งผู้รุกราน ด้านเรือรบหลวงยังคงระดมยิงปืนเรือสนับสนุนภารกิจนาวิกฯ จากทะเลเดินหน้ายึดคืนดินแดนไทย
สธ. เผย คลังเลือดสำรองภาพรวมเพียงพอสำหรับการใช้ใน 1 สัปดาห์ ยังเปิดรับบริจาคต่อเนื่อง
นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณีชายแดนไทย - กัมพูชา โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมประชุมกับผู้บริหารพื้นที่ และกล่าวว่า ภาพรวมสถานบริการสาธารณสุขในพื้นที่เสี่ยง 7 จังหวัด ยังปิดให้บริการเท่าเดิม 12 แห่ง รพ.สต. ปิดบริการสะสม 211 แห่ง ย้ายผู้ป่วยในไปยังโรงพยาบาลในพื้นที่ปลอดภัยเพิ่มขึ้นเป็น 742 ราย ส่วนการดูแลสุขภาพจิต มีการคัดกรองประชาชนไปแล้ว 130,605 ราย พบเครียดสูงสะสม 1,127 ราย และเสี่ยงทำร้ายตนเองสะสม 156 ราย คัดกรองบุคลากรทางการแพทย์ 4,675 ราย พบเครียดสูงสะสม 78 ราย ทั้งหมดได้รับการปฐมพยาบาลทางจิตใจ และติดตามอย่างต่อเนื่องจนกว่าอาการจะดีขึ้น ส่วนศูนย์พักพิงมีการเปิดเพิ่มขึ้นรวม 996 จุด มีผู้เข้าพักรวม 261,137 คน เป็นกลุ่มเปราะบาง 69,487 คน มีการส่งต่อผู้พักพิงไปรักษาในโรงพยาบาลสะสม 633 ราย
“ขณะนี้มีประชาชนเข้ามาอยู่ศูนย์พักพิงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเราจัดทีมดูแลทั้งด้านการแพทย์และสาธารณสุข หมุนเวียนดูแลตลอด 24 ชั่วโมง มีการจัดกิจกรรมคลายเครียดให้กับประชาชน เฝ้าระวังควบคุมโรคและอนามัยสิ่งแวดล้อม ตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องเลือดสำรอง ขณะนี้มีพอใช้ได้ประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ยังมีความต้องการเพื่อสำรองไว้รับสถานการณ์ที่อาจรุนแรงขึ้น ซึ่งประชาชนสามารถบริจาคเพิ่มเติมได้ตลอด” นายพัฒนากล่าว
ทหารไทยยึดปราสาทตาควายสำเร็จ
เวลา 12.00 น. มีรายงานว่าทหารไทยเข้ายึดคืนพื้นที่ปราสาทตาควายพร้อมวางลวดหนามได้สําเร็จ และได้อันเชิญธงชาติไทยขึ้นเหนือพื้นที่ตาควายแล้ว
ทบ.สรุปสถานการณ์สู้รบ ทหารกัมพูชาดับแล้ว 505 นาย
เวลา 10.00 น. พันเอกริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก ร่วมแถล่งข่าวศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันเราพบว่าทหารกัมพูชามีการโจมตีเข้ามาในพื้นที่พลเรือนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต
ส่วนภาพรวมของการปฏิบัติการทางการทหารทั้งพื้นที่กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 2 นั้น พื้นที่ที่ทหารไทยมีการควบคุมยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เราสามารถยึดและรักษาพื้นที่ได้ แม้ฝ่ายกัมพูชาจะพยายามโจมตีเข้ามาอย่างหนักหน่วง ทั้ง BM-21 และโดรนพลีชีพ รวมทั้งในพื้นที่ที่เราพยายามจะสถาปนาแนวเขตแดนไทยที่ถูกรุกล้ำเพื่อยึดคืนมาให้ได้ ก็ถูกโจมตีอย่างหนักเช่นเดียวกัน
ส่วนประมาณการความสูญเสียของกองทัพกัมพูชา ห้วงวันที่ 7-14 ธ.ค.2568 ฐานที่มั่น/ที่ตั้งทางทหารกัมพูชาถูกทำลาย 82 แห่ง, BM-21 ถูกทำลาย 1 ระบบ, รถถัง 12 คัน, ยานรบ/ยานเกราะ 10 คัน, ปืนใหญ่ต่อต้านอากาศยาน 4 ระบบ, ปืนใหญ่ / ปืน ค. 7 กระบอก, Anti Drone จำนวน 5 จุด, Drone จำนวน 175 ลำ, เสาสื่อสาร 5 จุด และทหารกัมพูชาสูญเสียแล้วกว่า 505 ราย
ทั้งนี้กองทัพบกยืนยันว่าในปฏิบัติการนั้น เราถูกรุกล้ำอธิปไตยและถูกโจมตีเข้ามาก่อน ดังนั้นความมุ่งหมายหลักของกองทัพบกคือการยึดคือนสถาปนาแนวเขตแดนไทยที่ถูกรุกล้ำกลับคืนมาให้ได้ และเราจะมุ่งมั่นทำลายขีดความสามารถของทหารกัมพูชาที่เป็นภัยคุกคามต่อกำลังพลปละประชาชนคนไทย
ตม.เข้มกัมพูชาใช้ฟรีวีซ่าเข้าไทย พร้อมสกัดฝรั่งเสี่ยงเป็นทหารรับจ้าง
จากกรณีมีข้อห่วงใยโดยมีนักวิจารณ์ และนักวิชาการเปิดเผยผ่านสื่อโซเชียลต่าง ๆ ว่าอาจมีคนต่างชาติที่เป็นนักรบรับจ้าง บินเข้าไทยเพื่อปฏิบัติการเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศเพื่อบั่นทอนขีดความสามารถของกำลังฝ่ายไทยทุกรูปแบบ
ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ธ.ค. 68 พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.ฯ โฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพชร ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม.ได้มีความห่วงใยในเรื่องนี้ นับแต่เริ่มมีการปะทะระหว่างไทย และกัมพูชาอีกระลอกอย่างรุนแรง
ในขณะที่ยังมีสายการบินพานิชย์บินระหว่างประเทศทั้งสองตามปกติ รวมถึงอาจมีกลุ่มนักรบต่างชาติ อาศัยโอกาสฟรีวีซ่าเข้าไทย เพื่อปฏิบัติการใด ๆ ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงหลังแนวรบทั้งในเขตไทย และการลักลอบผ่านแดนเข้าทางกัมพูชา
เมื่อ 11 ธ.ค. 68 ทาง สตม.ได้มีการประชุมผู้บังคับบัญชาและหัวหน้าด่าน ตม.สนามบิน 5 สนามบิน ในสังกัด ตม.สนามบิน ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง เชียงใหม่ ภูเก็ต หาดใหญ่ เพื่อกำหนดมาตรการขั้นเด็ดขาดกับคนสัญชาติที่มีพฤติการณ์เสี่ยงต่อการเป็นภัยความมั่นคงหลังแนวรบ เช่น แอบผ่านช่องทางธรรมชาติเข้าช่วยเหลือกัมพูชา หรือเป็นสายลับ หรือกระทำการอื่นใด โดยพุ่งเป้าหมายไปที่คนต่างชาติ 2 กลุ่ม ที่ใช้ฟรีวีซ่า เดินทางเข้าไทย ได้แก่
- กลุ่มนักรบรับจ้างในแถบยุโรปตะวันออก และเอเซียตอนบน
- กลุ่มคนกัมพูชา ที่บินไปเข้าไทย โดยใช้สิทธิฟรีวีซ่า ซึ่งช่วงเวลานี้ ทั้งสองฝ่ายยกระดับความขัดแย้งถึงขั้นการปะทะ จึงดูผิดวิสัยวิญญูชนปกติจะเข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งหากมีธุรกิจตามกฏหมายในไทย ก็ให้กลับไปขอวีซ่าจากสถานทูตไทยมาให้ถูกต้องทุกราย เพื่อให้มีการคัดกรองจากต้นทางมาก่อน
โดยนับตั้งแต่มีเหตุการปะทะรุนแรง มีการปฏิเสธการเข้าเมืองไปแล้ว ตั้งแต่ต้น ธ.ค. ถึง 13 ธ.ค. 68 รวม 185 ราย
อย่างไรก็ดี ทาง สตม.จะประสานขอข้อมูลจากหน่วยงานข่าวความมั่นคง เพื่อหาข้อมูลข่าวเพิ่มเติมว่า มีข้อมูลการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างชาติที่เป็นนักรบรับจ้างหรือไม่ ซึ่งหากมีข้อมูลข่าวที่สามารถชี้เป็นตัวบุคคลได้ ก็จะช่วยโฟกัสกลุ่มต้องห้ามได้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยไม่กระทบกับชาวต่างชาติอื่น ๆ ที่เข้ามาท่องเที่ยวในไทยโดยภาพรวม โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไม่น้อยกว่าวันละ 75,000 ถึง 80,000 คน และเจ้าหน้าที่ ตม.หน้าด่าน มีเวลาตรวจหนังสือเดินทางไม่เกินรายละ 45 วินาที เท่านั้น
ทั้งนี้ มาตรการเพิ่มความเข้มในการคัดกรองดังกล่าว อาจมีภาพความหนาแน่นของผู้โดยสารที่รอคิวเข้ารับการตรวจหนังสือเดินทาง โดยเฉพาะ สุวรรณภูมิ ในช่วงชั่วโมงเที่ยวบินหนาแน่น แต่ทาง จนท.ตม.ได้มีการจัดกำลังพลทุกช่องตรวจ แม้มาตรการความมั่นคงจะส่งผลให้การรอคิวนานกว่าปกติจากเดิมไม่เกิน 20 นาที แต่ก็รอไม่เกินราว 45 นาทีเท่านั้น โดยยืนยันว่า ไม่กระทบกับการเดินทางเข้าออกของคนไทยแต่อย่างใด
ขอทางนำทหารกล้าชายแดนไทย-กัมพูชาจำนวน 4 ราย (เคสสีแดง)
ศูนย์กู้ชีพโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า กรมแพทย์ทหารบก รายงานว่าในวันนี้วันจันทร์ 15 ธ.ค. 2568 เวลา12.00โดยประมาณจะนำผู้บาดเจ็บทหารกล้าชายแดนไทย-กัมพูชาจำนวน 4 ราย จากรพ.ปราสาท จ.บุรีรัมย์ นำส่งรพ.พระมงกุฎเกล้า โดยเดินทางโดยเครื่องบินจากกองทัพบกลงที่บน.6(ดอนเมือง) เครื่องจะลงเวลาประมาณ12.00น.และจะว.25ต่อเนื่องที่รพ.พระมงกุฎเกล้า ประชาสัมพันธ์อาสาสมัคร พี่น้องประชาชนที่พบเห็นรถกู้ชีพจำนวน4คันในเส้นทางรบกวนหลีกเลี่ยงหรืออำนวยความสะดวกให้ด้วย
สสจ.จันทบุรี แจ้งงดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ชั่วคราว
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดจันทบุรี ขอแจ้ง งดให้บริการชั่วคราว ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่ อำเภอโป่งน้ำร้อน จำนวน 4 แห่ง ได้แก่และอำเภอสอยดาว 1 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 14 – 19 ธันวาคม 2568
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคลองใหญ่
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านเทพนิมิต
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านซับตาเมา
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านคลองบอน
ผู้ป่วยในพื้นที่ดังกล่าว ขอรับบริการแทนที่
- โรงพยาบาลโป่งน้ำร้อน
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านโป่งน้ำร้อน
- โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหนองตาคง
สำหรับประชาชนในพื้นที่ รพ.สต.สวนส้ม อำเภอสอยดาว ขอรับการรักษาที่ โรงพยาบาลสอยดาว ขออภัยในความไม่สะดวกมา ณ โอกาสนี้ และขอขอบคุณประชาชนทุกท่านที่ให้ความร่วมมือ
ข้อมูลวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ณ เวลา 20.00 น. ดังนี้ครับ าพรวมสถิติผู้เข้าพัก ผู้อพยพรวมทั้งหมด: 2,056 ราย โดยแบ่งเป็น:
ข้อมูลศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้อพยพประชาชนทั่วไป
- อำเภอโป่งน้ำร้อน 687 ราย
- อำเภอสอยดาว 1,038 ราย
- อำเภอแหลมสิงห์ 139 ราย
ข้อมูลศูนย์พักพิงชั่วคราว สำหรับผู้ป่วยกลุ่มเปราะบาง
- กลุ่มเปราะบาง 75 ราย
- ผู้ติดตาม / ญาติ 117 ราย
- สถานะศูนย์พักพิง ขณะนี้มีการเปิดศูนย์พักพิงเพื่อดูแลพี่น้องประชาชนแล้วรวม 10 แห่ง แบ่งเป็น:
- ศูนย์สำหรับประชาชนทั่วไป: 9 แห่ง
- ศูนย์สำหรับกลุ่มเปราะบาง: 1 แห่ง
ศักยภาพการรองรับ: ยังสามารถรองรับผู้ประสบภัยได้เพิ่มอีก 8,507 ราย ช่องทางติดต่อฉุกเฉิน
- สายด่วนนิรภัย (ปภ.): 1784
- สายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน: 1669
ทบ. ควบคุม "ปราสาทตาควาย" ได้แล้ว เนิน 350 ยังอยู่ระหว่างปฏิบัติการ
พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เผยว่า ได้รับรายงานจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบว่า ปัจจุบันสามารถผลักดันทหารกัมพูชาออกจากบริเวณพื้นที่ “ตัวปราสาทตาควาย” และเข้าควบคุมพื้นที่ได้แล้ว ขณะที่ที่หมายสำคัญโดยรอบ โดยเฉพาะเนิน 350 และพื้นที่สูงข่มในบริเวณใกล้เคียง ยังคงอยู่ระหว่างการปฏิบัติการเข้าควบคุมพื้นที่ ตามแผนดำเนินกลยุทธ์
โฆษกกองทัพบกยังกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ฝ่ายกัมพูชาได้ตอบโต้ด้วยการใช้อาวุธทุกชนิด ระดมโจมตีพื้นที่ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อมุ่งทำลายกำลังฝ่ายไทยและพยายามช่วงชิงพื้นที่คืน ทำให้สถานการณ์ยังไม่อาจวางใจได้ และยังต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงในการปฏิบัติการ ทั้งนี้ พลเอก พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบกได้ติดตามการปฏิบัติการสำคัญในครั้งนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้หน่วยที่เกี่ยวข้องปฏิบัติการด้วยความรอบคอบ เพื่อป้องกันลดการบาดเจ็บและความสูญเสียของกำลังพลให้ได้อย่างดีที่สุด
ส่ง F -16 ทำลายคลังแสง สป.5 พัน. ร. 513
15 ธ.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครื่องบินรบ F - 16 โจมตีทางอากาศ ในพื้นที่ตรงข้ามบ้านหนองจาน จังหวัดสระแก้ว ต่อที่หมาย คลัง สป.5 พัน.ร.513 บ้านทมอเชิน แขวงนิมิต กรุงปอยเปต ของกัมพูชา
โดรนทิ้งระเบิด ทำลายที่ตั้งยิงอาวุธของกัมพูชา พื้นที่ตรงข้ามบ้านหนองจาน
กองทัพภาคที่ 1 รายงานว่า 15 ธ.ค.68 เวลาประมาณ 14.40 น. กองกำลังบูรพา ใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน (Drone) ทำการทิ้งระเบิดทำลายที่ตั้ง ยิงอาวุธยิงสนับสนุนฝ่ายกัมพูชา จนได้รับความเสียหาย พื้นที่ตรงข้ามบ้านหนองจาน
ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ ประกาศห้ามเข้า - ออกพื้นที่
สถานการณ์ที่ชายแดน จ.สุรินทร์ เสียงปืนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีความถี่มากกว่าทุกวันที่ผ่านมา โดยช่วงเวลา 14.00 น. ยังพบว่ามีเครื่องบิน F - 16 ได้ขึ้นบินเข้าพื้นที่จำนวน 2 รอบ คาดการณ์ว่าเป้าหมายคือเนิน 350 สนับสนุนแนวปะทะ หลังจากที่ไทยสามารถยึดคืนตัวประสาทตาควายได้สำเร็จ ส่งผลให้ในหลายพื้นที่ของ จ.สุรินทร์ มีประกาศห้ามผู้คนเข้า - ออก หากไม่เชื่อฟังจะมีผลตามกฎหมาย
โดยทีมข่าวได้มีโอกาสสอบถามนายหนูกันฑ์ อายุ 56 ปี ผู้ใหญ่บ้านแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ เปิดเผยถึง มาตรการสั่งห้ามคนเข้าออกว่า ขณะนี้ได้รับการประสานมาจากทางอำเภอและตำรวจ ให้ประกาศแจ้งประชาชนในพื้นที่ห้ามเข้าและออกตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หากไม่ฟังให้แจ้งกับตำรวจทันที วันนี้ตนจึงบอกกับ ชรบ. ในพื้นที่ ให้ไปแจ้งกับพี่น้องประชาชนในหมู่บ้านไม่ให้เข้าออก ตั้งแต่ช่วงนี้เป็นต้นไป เนื่องจากได้ยินว่าจะมีความรุนแรงเพิ่มขึ้น
นายหนูกันฑ์ กล่าวต่อว่า ในหมู่บ้านนี้ ก็จะต้องเข้าเวรยามกันตลอด เพราะได้รับคำสั่งจากทางอำเภอให้ช่วยสอดส่องดูแลคนแปลกหน้า ที่เข้ามาในหมู่บ้าน เผื่อเป็นสายลับ หากพบว่ามีความน่าสงสัย ให้ตรวจสอบล็อกไว้ก่อน แต่ตอนนี้ในหมู่บ้านของตนยังไม่พบ
โดยตอนนี้ หมู่บ้านของตนยังไม่มีลูกกระสุนตกเพิ่ม หลังจากสองวันที่แล้วมีกระสุนตกจนเป็นเหตุให้วัวตาย 2 ตัว ซึ่งหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้ให้ทางชาวบ้านเก็บวัวควายไว้ในคอก ส่วนพวกตนก็จะคอยดูแลให้อาหาร ทั้งนี้ขอเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยโดยรอบ ห้ามเข้าออก หากพูดไม่ฟังจะแจ้งตำรวจ แต่ตอนนี้ตนได้แจ้งไปทางศูนย์พักพิงแล้วให้ช่วยประชาสัมพันธ์ด้วยเช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ภายหลังจากที่มีภาพทหารไทยนำธงชาติไปปักที่ปราสาทตาควาย เพื่อแสดงเชิงสัญลักษณ์ว่า เราสามารถยึดคืนได้สำเร็จนั้น ทีมข่าวก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณแม่สำรวย อายุ 64 ปี ชาวบ้านจ.สุรินทร์ ที่มีความผูกพันกับปราสาทเป็นอย่างมาก โดยคุณแม่สำรวย ระบุว่า ที่ผ่านมาอยากได้ปราสาทตาควายคืน เนื่องจากเรามีความผูกพันกับปราสาทตาควาย และประสาทตาเมือนธม ในทุกเดือนเมษายนจะมีพิธีบวงสรวงขึ้นทุกปี เราจึงไม่อยากให้สูญเสียตกไปเป็นของคนอื่น
เมื่อเห็นภาพทหารไทยนำธงไปปักไว้ที่ปราสาทตาควายนั้น ก็ดีใจและภูมิใจมากกับทหารทุกคน ถึงแม้จะเสียใจเล็กน้อยที่ปราสาทพัง แต่ก็ไม่เป็นไรอย่างน้อยก็ซ่อมได้ แค่ขอให้ได้พื้นที่ประเทศไทยของเรากลับมาคืน พร้อมกล่าวเพิ่มเติมว่า ขอเป็นกำลังใจให้กับทหารสู้ และขอให้การสู้ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย อยากให้จบไป เพราะไม่อยากอพยพมาอีก ลำบาก อย่างไรก็ตาม คุณแม่สำรวย ขออวยพรให้ทหารทุกคนปลอดภัยกันทุกๆ คน ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายคุ้มครองเจ้าหน้าที่ทหารและพี่น้องคนไทยทุกคนใน จ.ชายแดน