Top-PPTV-Poll Top-PPTV-Poll

“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 20 ธ.ค. 68

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 20 ธ.ค. 68 เข้าสู่การปะทะวันที่ 13 กองทัพ รายงานสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาปะทะรุนแรงหลายพื้นที่ ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธหนักยิงไม่เลือกเป้า กระทบพลเรือน

วันนี้ (20 ธ.ค. 68) ยังต้องจับตาพื้นที่ช่องกร่าง – ตาเมือน – ตาควาย - บริเวณเนิน 350 หลังจากเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. มีการปะทะต่อเนื่องในพื้นที่ดังกล่าว กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่ใช้กำลังทางทหารและอาวุธโจมตีเข้ามาในพื้นที่ในพื้นที่ชุมชนและบ้านเรือนประชาชนใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ขณะที่เมื่อวานนี้ (19 ธ.ค. 68) ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2568 (เวลา 12.00 น.) ว่า พื้นที่โดนตรวล – ซำแต – สัตตะโสม – พนมประสิทธิโส – ช่องตาเฒ่า

 

ตำบลกระสุน BM-21  ตก กองทัพภาคที่ 2
ตำบลกระสุน BM-21 ตก

ฝ่ายกัมพูชาใช้เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่เป็นห้วงๆ ฝ่ายเราทำการยิงตอบโต้ด้วยปืนเล็ก และใช้ปืนใหญ่ยิงต่อต้านปืนใหญ่ของฝ่ายกัมพูชา และใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดบริเวณยอดเขาเปี๊ยะสะแบก เนื่องจากคาดว่าเป็นที่ตั้งโรงเก็บ BM-21 ของกัมพูชา

  • พื้นที่ผามออีแดง – ห้วยตามาเรีย : ฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนเล็กยาว เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ โดรนทิ้งระเบิด และโดรนพลีชีพ FPV โจมตีฝ่ายเรา โดยฝ่ายเราได้ใช้เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ ยิงทำลายเป้าหมาย และปฏิบัติตามแผนอย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่ภูมะเขือ – ช่องโดนเอาว์ – พลาญยาว - พลาญหินแปดก้อน : ฝ่ายกัมพูชาโจมตีด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่ มีการใช้โดรนทิ้งระเบิด โดรนพลีชีพ FPV ต่อกำลังฝ่ายเรา กำลังพลฝ่ายเราปลอดภัย
  • พื้นที่ตาควาย - บริเวณเนิน 350 : ฝ่ายกัมพูชาโจมตีด้วยเครื่องยิงลูกระเบิด ปืนใหญ่ และจรวด BM-21 เป็นห้วงๆ มีการใช้โดรนตรวจจการณ์ และโดรน FPV เป็นจำนวนมาก ตรวจพบรถบรรทุกวิ่งเข้ามาในพื้นที่ คาดว่าเป็นการส่งกำลังบำรุงของฝ่ายกัมพูชา ฝ่ายเราปฏิบัติตามแผนเชิงรุก ยึดครองภูมิประเทศสำคัญ จากการปฏิบัติของฝ่ายกัมพูชาแสดงให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชายังคงจับตามองพื้นที่นี้ และเตรียมตอบโต้ฝ่ายเรา ปัจจุบันฝ่ายเรายังไม่สามารถนำร่างกำลังพลที่เสียชีวิต 2 นาย ลงมาจากเนิน 350 ได้ เนื่องจากฝ่ายกัมพูชา ต่อต้านอย่างหนาแน่นด้วยปืนเล็กยาว ลูกระเบิดขว้าง และวางกับระเบิดในพื้นที่
  • พื้นที่ตาเมือน : ฝ่ายกัมพูชาโจมตีด้วยอาวุธปืนเล็ก และเครื่องยิงลูกระเบิด เบาบางในพื้นที่ มีการใช้อากาศยานไร้คนขับ UAV บินตรวจการณ์ในพื้นที่ ในห้วงเวลา 18.00 น. – 20.00 น. ฝ่ายเราวางกำลังตั้งรับ และใช้ปืนใหญ่ ยิงข่มที่ตั้งอาวุธยิงสนับสนุนฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่ตรงข้ามปราสาทตาเมือน

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้นำคณะผู้สื่อข่าวต่างประเทศ จากสำนักข่าว Nikkeiประเทศญี่ปุ่น, สำนักข่าว Tv2 ประเทศนอร์เวย์ และสำนักข่าว Al Jazeera ลงพื้นที่ศูนย์พักพิงชั่วคราวจังหวัดศรีสะเกษ และเข้าพื้นแนวชายแดน เพื่อสังเกตการณ์ และเผยแพร่ข่าว ผลกระทบความเสียหายต่อบ้านเรือนและทรัพย์สิน รวมถึงผลกระทบต่อชีวิต และความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทยในพื้นที่ชายแดน จากการโจมตีของฝ่ายกัมพูชา ที่ใช้อาวุธปืนใหญ่ และจรวด BM-21 ยิงเข้ามาในประเทศไทยโดยไม่เลือกเป้าหมายเฉพาะเจาะจงที่เป็นที่ตั้งทางทหาร ส่งผลให้กระสุนปืนใหญ่ และลูกจรวด BM-21 ตกเข้ามาในพื้นที่พลเรือนของฝ่ายไทย ประชาชนชาวไทยบาดเจ็บและเสียชีวิต บ้านเรือนและพื้นที่ทางการเกษตร ของฝ่ายไทยได้รับความเสียหาย เป็นจำนวนมาก

สรุปชายแดนสระแก้ว กองทัพภาคที่ 1
สรุปชายแดนสระแก้ว

ด้าน ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 สรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พื้นที่ จ.สระแก้ว ประจำวัน 19 ธันวาคม 2568 เวลา 18.00 น.

กกล.บูรพา ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เป็นวันที่ 12 โดยมีการรบปะทะเพื่อยึดครองพื้นที่ ใน 3 พื้นที่

  • พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา :  ฝ่ายกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น และเพิ่มเติมปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด เข้าในพื้นที่ จำนวน 2 จุดเตรียมยิง เพื่อสร้างสภาวะเกื้อกูลในการปฏิบัติ
  • พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง : ฝ่ายกัมพูชาเร่งเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ใช้ปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด ทำการยิงต่อที่มั่นของฝ่ายเรา และเพิ่มเติมกำลัง คาดว่าเตรียมการเข้าดำเนินกลยุทธ์  ในพื้นที่ช่วงชิง
  • พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง : ฝ่ายกัมพูชาทำการยิงปืนใหญ่ และเครื่องยิงลูกระเบิด มายังฝ่ายเราอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีการลำเลียงเสบียง และอาวุธ กระสุน เข้าไปเก็บไว้ในที่มั่นต่างๆ โดยคาดว่า จะสามารถอยู่ในที่มั่นดัดแปลงแข็งแรงได้ 2-3 วัน

สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว จำนวน 4 อำเภอ  ทางจังหวัดสระแก้วร่วมกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ได้เปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวใน 4 พื้นที่ จำนวน 41 ศูนย์ ปัจจุบันมีประชาชน รวม 18,874 คน  ซึ่งได้รับการสนับสนุนและบำรุงขวัญจากภาคส่วนต่างๆ ส่งผลให้ประชาชนมีขวัญและกำลังใจที่ดี พร้อมส่งแรงใจให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยให้แคล้วคลาดปลอดภัย

“กัมพูชา” ยอมทำลาย เขื่อนดักตะกอนบ้านหาดเล็ก จ.ตราด

เวลา 18.00 น. รายงานข่าวจากกองกำลังป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) เปิดเผยว่าหลังจากวันนี้ ( 20 ธ.ค. 2568) หน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด ได้เข้าควบคุมพื้นที่ ตลอดแนวชายแดนฝั่งจันทบุรีและตราด โดยเบ็ดเสร็จและอยู่ระหว่างการทำที่มั่นให้แข็งแรง

ได้เจรจากับ ภูมิภาคทหารที่ 3 ของกัมพูชาเพื่อให้ดำเนินการรื้อทำลายเขื่อนดักตะกอน บริเวณบ้านหาดเล็ก อ.คลองใหญ่ จ.ตราด ตรงหลักกิโลเมตรที่ 73 ที่ฝ่ายกัมพูชาทำยื่นลงไปในทะเล ซึ่งเขื่อนดักตะกอนดังกล่าว จะทำให้ทางฝั่งกัมพูชา มีพื้นที่ทั้งทางบกและทางทะเลเพิ่มขึ้น และจะทำให้กระแสน้ำ ทำลายพื้นที่ของหน่วยนาวิกโยธิน 182 มีการกัดเซาะของน้ำทะเลบริเวณริมตลิ่ง

ซึ่งทางฝ่ายกัมพูชาได้ยอมรับข้อเสนอดังกล่าว และได้ดำเนินการรื้อทำลายเขื่อนดักตะกอนดังกล่าว ในวันนี้ตั้งแต่ 16:00 น เป็นต้นไป จนกว่าจะแล้วเสร็จ ซึ่งหากฝ่ายกัมพูชาไม่ยอมรับข้อเสนอทำตาม ทางฝ่ายไทยจะตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงบริเวณสะพานเกาะกง

ถ้ายังใช้ “สะพานโอรจีก” ส่งกำลัง  ทอ.พร้อมส่ง F-16 โจมตีซ้ำ

พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ เผยว่า กองทัพอากาศไทย ใช้ปฏิบัติการทางอากาศต่อพื้นที่ทางทหารเท่านั้น ไม่มีการโจมตีพื้นที่อยู่อาศัย ชุมชน โรงเรียน ตามที่กัมพูชาปล่อยเฟกนิวส์

ในส่วน “สะพานโอรจีก” ที่ F-16 ทิ้งระเบิดโจมตีเมื่อคืนที่ผ่านมา เป็นสะพานทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญมากของกัมพูชา เพราะเชื่อมจังหวัดอุดรมีชัยในพื้นที่ส่วนหลังไปยังพื้นที่ปฏิบัติการรบส่วนหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ปราสาทตาควาย และเนิน 350

การโจมตีสะพานแห่งนี้จะทำให้การส่งกำลังบำรุง อาวุธยุทโธปกรณ์ และยุทธภัณฑ์ ทำได้ยากลำบาก เป็นการริดรอนขีดความสามารถกำลังรบของกัมพูชา

ปฏิบัติการเมื่อคืนที่ผ่านมา กองทัพอากาศใช้ระเบิดแม่นยำสูง ควบคุมความเสียหายในวงจำกัด ประชาชน รถเล็ก รวมถึงรถจักรยานยนต์ ยังสามารถสัญจรไปมาได้ ยกเว้นรถจรวด BM-21 แต่หากพบว่า กัมพูชายังใช้สะพานแห่งนี้ส่งกำลังบำรุงไปยังพื้นที่ส่วนหน้า จะส่ง F-16 ไปโจมตีซ้ำ

นย.บุกยึดฐานกัมพูชา บ้านท่าเส้น–กาสิโนทมอดา จ.ตราด 

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือ โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้ดำเนินการเข้าควบคุมและยึดคืนพื้นที่บริเวณ บ้านท่าเส้น ตำบลชำราก อำเภอเมืองตราด รวมถึงพื้นที่อาคาร กาสิโนทมอดา ได้สำเร็จ หลังตรวจพบว่ากำลังทหารกัมพูชาได้ลักลอบเข้ามาตั้งฐานที่มั่นในพื้นที่ดังกล่าว จากการปฏิบัติการ พบว่าฝ่ายกัมพูชาได้ใช้อาคารกาสิโนเป็นฐานบัญชาการ มีการเพิ่มเติมกำลัง ทั้งพลซุ่มยิง จุดควบคุมพื้นที่ และส่วนปฏิบัติการควบคุมและต่อต้านอากาศยานไร้คนขับ (โดรน) และเสริมที่มั่นแข็งแรงในบริเวณโดยรอบ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศไทย 

การเข้าควบคุมพื้นที่ครั้งนี้ ทหารนาวิกโยธินได้บูรณาการกำลังร่วมกับ กองทัพอากาศ อย่างใกล้ชิด ภายใต้แผนการปฏิบัติที่รัดกุม รอบคอบ และคำนึงถึงความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนเป็นสำคัญ ส่งผลให้สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์และยึดพื้นที่เป้าหมายได้โดยสมบูรณ์ โดยไม่มีพลเรือนได้รับผลกระทบ ทั้งนี้ ฝ่ายไทยไม่มีการสูญเสียกำลังพลหรือได้รับบาดเจ็บ และสามารถตรวจยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ของฝ่ายตรงข้ามได้จำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบและรวบรวมเป็นหลักฐานตามขั้นตอนทางทหารและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

กองทัพเรือยืนยันว่า การปฏิบัติการดังกล่าวเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ รักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และยึดมั่นในหลักกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมขอความร่วมมือประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งทางการ และงดการเผยแพร่ข้อมูลที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ


ทร.เปิดให้กัมพูชารับศพทหาร แต่ไร้การติดต่อกลับ 

เรือโทหญิง นภัสกร ทิพย์โส ผู้ช่วยโฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า พบเรือปริศนาพยายามประชิดหมู่เรือ จึงมีการยิงตักเตือน ทำให้เรือดังกล่าวเข้าไปในน่านน้ำกัมพูชา ส่วนข่าวสไนเปอร์ซุ่มยิง ผบ.ทร. ในพื้นที่บ้านสามหลัง เป็นข่าวปลอม โดยผู้ที่ถูกซุ่มยิงเป็นผู้นำหน่วยทหารในพื้นที่ แต่พลาดเป้า

หลังการปะทะ ไทยเปิดให้กัมพูชามารับศพทหารของตนกลับไป โดยได้ประสาน รพ.ตราด ให้เก็บรักษาศพ และติดต่อให้กัมพูชามารับศพ แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับ

เปิดภาพ! นายพลชกเคง บาดเจ็บจากโดรนทิ้งระเบิด โจมตีที่ตั้งยุทธบริเวณ พื้นที่บ้านสามหลังบ้านหนองรี

รายงานข่าวเปิดเผยว่า จากการสู้รบบริเวณชายแดนจังหวัดตราดพื้นที่บ้านหนองรี (บ้านสามหลัง ) ทำให้กำลังพลฝ่ายกัมพูชาได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึง นายพลชกเคง ผู้บัญชาการยุทธบริเวณ ที่เป็นผู้อำนวยการยุทธอยู่พื้นที่ดังกล่าว ได้รับบาดเจ็บจากโดรนทิ้งระเบิดโจมตีใส่ที่ตั้งกองบัญชาการยุทธบริเวณ ในพื้นที่บ้านหนองรี ส่งผลให้ได้รับบาดเจ็บ 

ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้เร่งนำตัวส่งเข้ารับการรักษา โดยปัจจุบันเข้ารักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลในกรุงพนมเปญ

ปฏิบัติการ “ตราดปราบปรปักษ์” เข้าทำลายฐานที่มั่นทางทหาร และสิ่งปลูกสร้างที่ล้ำเข้าในพื้นที่ประเทศไทย

เวลา 11.00 น. กองกำลังป้องกันชายแดนจังหวัดจันทบุรีและตราด ได้เปิดปฏิบัติการภายใต้ชื่อ “ตราดปราบปรปักษ์” ร่วมกับกองทัพอากาศไทย เพื่อเข้าทำลายเป้าหมายที่ใช้เป็นฐานทางทหารของฝั่งกัมพูชา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณบ่อนกาสิโนทมอดา หลังพบว่ามีการรุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ของประเทศไทย ส่งผลให้ฐานดังกล่าวได้รับความเสียหายทั้งหมด

“การปฏิบัติการครั้งนี้ เป็นไปตามมาตรการป้องกันชายแดน และรักษาความมั่นคงของประเทศ พร้อมเฝ้าระวังความเคลื่อนไหวในพื้นที่ต่อเนื่อง”

ส่งชุดทหารช่างจัดระเบียบพื้นที่ช่องอานม้า หลังควบคุมแนวรบได้อย่างเด็ดขาด

กองทัพภาคที่ 2 ได้ส่งชุดทหารช่างเข้าปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ช่องอานม้า เพื่อดำเนินการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน หลังฝ่ายไทยสามารถเข้าควบคุมพื้นที่แนวรบได้อย่างเด็ดขาด โดยภารกิจดังกล่าวมุ่งเน้นการฟื้นฟูและปรับสภาพพื้นที่ให้เกิดความเรียบร้อยและปลอดภัย

รายงานระบุว่า ชุดทหารช่างได้ดำเนินการขุดรื้อและทำลายซากสิ่งปลูกสร้าง รวมถึงอนุสาวรีย์ตาอม และตลาดช่องอานม้า ซึ่งเป็นพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อปรับพื้นที่ให้ราบเรียบและขจัดสิ่งกีดขวางที่อาจกระทบต่อความมั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

การดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการจัดระเบียบพื้นที่ภายหลังการควบคุมสถานการณ์ เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน และเตรียมความพร้อมสำหรับการดูแลพื้นที่ในระยะต่อไป โดยกองทัพยืนยันว่าการปฏิบัติภารกิจเป็นไปตามแผนและอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและภารกิจด้านความมั่นคงของประเทศ

F-16 ไทยแม่นยำ โจมตีฐานทหารกัมพูชา 

เพจ  "Army Military Force" รายงานว่า เวลา 10.50น.เครื่องบินขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทย ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศโดยการทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายทางทหาร ทั้งฐานที่มั่น หลุมปืน ค. และสนามเพลาะของทหารกัมพูชาในพื้นที่สตึงกัด ตำบลทมอดา อำเภอเวียงเวล จังหวัดโพธิสัตว์ อย่างแม่นยำ ส่งผลให้ทหารกัมพูชาในพื้นที่เสียชีวิตทันที 18 นาย (ตามรายงานของมูลนิธิกู้ภัยสตึงกัดของกัมพูชา) 

กองทัพบก เผย พบร่างวีรบุรุษเนิน 350 แล้ว กำลังเคลื่อนย้ายร่างออกจากพื้นที่ 

วันนี้ (20 ธันวาคม 2568) ณ กองบัญชาการกองทัพบก พลตรี วิธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า ปัจจุบันกองทัพบกได้รับรายงานล่าสุดจากกองทัพภาคที่ 2 เกี่ยวกับสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ชายแดน บริเวณปราสาทตาควาย และพื้นที่เนิน 350 โดยกองทัพภาคที่ 2 รายงานว่า ได้พบร่างกำลังพลทหารที่เสียชีวิต 2 นาย (จ่าสิบเอกสำเริง คลังประโคน  และ พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา)ในพื้นที่ปฏิบัติการ โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการเคลื่อนย้ายร่างวีรบุรุษทั้งสองนายกลับมายังพื้นนที่ส่วนหลัง

สำหรับสถานการณ์การควบคุมพื้นที่ ปัจจุบันฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่ในเบื้องต้นได้แล้ว และอยู่ระหว่างการดำเนินการสถาปนาความมั่นคง ณ ที่หมายอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ รายละเอียดเพิ่มเติม กองทัพบกจะได้รายงานให้ทราบต่อไป

กกล.บูรพา ควบคุม ชาวกัมพูชา 76 คน ในพื้นที่การรบ เตรียมผลักดันกลับประเทศ

เมื่อ 19 ธ.ค. 68 กกล.บูรพา ร่วมกับ ภ.จว.สระแก้ว และฝ่ายปกครอง อ.โคกสูง ดำเนินการตรวจสอบและควบคุมตัวบุคคลต่างด้าวในพื้นที่การรบ บริเวณ บ.ศิลารัตน์พัฒนา และ บ.อ่างศิลา รวมทั้งสิ้น 76 คน  โดยมีท่าทีว่าจะเดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่ประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบ หากไม่พบความเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดน ก็จะดำเนินการผลักดันกลับราชอาณาจักรกัมพูชา ตามหลักมนุษยธรรมต่อไป

ผวาทั้งคืน! พบโดรนปริศนาไฟสีแดง บินต่ำเหนือเมืองสุรินทร์ 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 19.30 น. วันที่ 19 ธันวาคม 2568 พบวัตถุคล้ายโดรนปริศนา มีดวงไฟสีแดง บินร่อนอย่างรวดเร็ว ลักษณะคล้ายกำลังจะร่อนลง และหายไปในช่วงบินต่ำบริเวณตอไม้ใหญ่ โดยในวันเดียวกันยังพบวัตถุคล้ายโดรน มีไฟสีขาวสลับแดงให้เห็นอีกจำนวน 2 ลำ

คืนเดียวกัน บริเวณ ต.นอกเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ ชาวบ้านขณะขับรถจักรยานยนต์และจอดหน้าบ้าน ได้ยินเสียงดังคล้ายเครื่องบิน เคลื่อนไหวรวดเร็ว บินต่ำ มีแสงสีแดงสด เป็นดวงไฟขนาดใหญ่เท่าลูกบอล จึงหันไปมองและพบวัตถุต้องสงสัยคล้ายโดรน ซึ่งเคยปรากฏบินอยู่บนน่านฟ้าในเวลากลางคืน ได้ร่อนลงต่ำอย่างรวดเร็ว ก่อนหายไปบริเวณยอดต้นไม้ใหญ่ ทำให้ชาวบ้านเกิดความวิตกกังวล เกรงว่าจะเป็นโดรนพลีชีพ

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ทราบจุดประสงค์ของโดรนลำดังกล่าวที่บินเข้ามาในพื้นที่ และในวันเดียวกันสามารถนับจำนวนวัตถุคล้ายโดรนที่พบเห็นได้อีก 2 ลำด้วยกัน

F-16 ทิ้งไข่ สะพานโอรจีกหลังตรวจพบเป็นเส้นทางขนส่งกำลังบำรุงและอาวุธหนัก

เวลาประมาณ 07.40 น.ได้เกิดการยิงปะทะกันทั้งปืนเล็กและปืนใหญ่ในพื้นที่ปราสาทตาควาย และเนิน 350 ต.บักด อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์  ชาวบ้านได้ยินเสียงจากไกลๆห่างๆเป็นระยะๆยังไม่พบทหารเขมรยิงจรวด BM-21 เข้ามาในพื้นที่ พบว่าเสียงปืนการสู้รบในช่วงเช้าเบาลงกว่าในหลายๆวัน ตลอด 13 วันของการสู้รบ  ขระที่ชายแดนช่องจอม ต.ด่าน อ.กาบเชิง ยังไม่พบการสู้รบกันในวันนี้ ซึ่งงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมา เวลาประมาณ 22.56 น. เครื่องบินรบ F-16 ของไทยบินเข้าไปทิ้งระเบิดใส่สะพานโอรจีก (ห้วยจีก)ตั้งอยู่ระหว่างอำเภอจงกัล จังหวัดอุดรเมียนจีย์ อยู่ติดกับอำเภอซะแรยซะนอม (ศรีสนม) จังหวัดเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา พังเสียหาย พบรถเก๋งหนึ่งคันที่อยุ่บนสะพานพังเสียหายด้วย ไม่มีรายานผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต โดยสะพานดังกล่าว ห่างจากชายแดนช่องจอม จังหวัดสุรินทร์ ประมาณ 62 กิโลเมตร ทั้งนี้การปฏิบัติการทางอากาศดังกล่าว เพื่อตัดเส้นทางขนส่งกำลังบำรุงของฝ่ายกัมพูชา หลังจากมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวในการลำเลียงอาวุธยุทโธปกรณ์และกำลังพลของกองทัพกัมพูชาเข้าสู่พื้นที่แนวหน้าด้วยเส้นทางดังกล่าว ซึ่งเป็นภัยคุกคามโดยตรงต่ออธิปไตยและความมั่นคงของประเทศไทย  กองทัพไทยจึงพยายามทำลายให้สิ้นสภาพดังกล่าว

ชาวโซเชียลของกัมพูชาได้โพสต์ข้อความ รวมทั้งคลิปวีดีโอ ระหว่างที่เจ้าหน้าที่ของกัมพูชาและชาวบ้านเข้าไปตรวจสอบสะพานที่พังเสียหายกลางดึกดังกล่าว โดยระบุว่า เครื่องบินรบ F-16 ของไทยบินเข้าไปทิ้งระเบิดในพื้นที่ จำนวน 3 ลูกดังสนั่นหวั่นไหวอีกด้วย

ทภ. 2 มีหลักฐาน กัมพูชาละเมิดอนุสัญญาเจนีวา–กฎหมายมนุษยธรรมสากล

กองทัพภาคที่ 2 เปิดเผยข้อมูลสถานการณ์การสู้รบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ตลอดระยะเวลา 13 วันที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค. โดยระบุว่า พบพฤติกรรมการปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายกัมพูชาที่เข้าข่ายละเมิดอนุสัญญาเจนีวา และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Law: IHL) อย่างชัดเจนหลายประการ

จากการตรวจสอบคลิปวิดีโอและภาพถ่ายการปฏิบัติการ พบว่าฝ่ายกัมพูชามีการใช้โบราณสถานเป็นที่ตั้งทางทหาร รวมถึงมีการนำผู้หญิงและเด็กเข้าไปอยู่ในพื้นที่การรบ นอกจากนี้ ยังพบการครอบครองและวางทุ่นระเบิด ตลอดจนการประกอบเครื่องกระสุนและวัตถุระเบิดภายในพื้นที่ดังกล่าว

กองทัพภาคที่ 2 ระบุว่า การกระทำที่เข้าข่ายละเมิดอนุสัญญาเจนีวาและกฎหมาย IHL ประกอบด้วย

  • การใช้โบราณสถานเป็นฐานที่ตั้งทางการทหาร
  • การใช้พลเรือนมีส่วนร่วมในการยิง การประกอบเครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดภายในที่ตั้งทางทหารซึ่งอยู่ในโบราณสถาน โดยเฉพาะบริเวณปราสาทตาควาย
  • การนำพลเรือนเข้าไปอยู่ในพื้นที่การสู้รบโดยไม่แยกแยะ และใช้พลเรือนสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารทั้งทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็นการยิงปืนกล การบรรจุวัตถุระเบิด การประกอบเครื่องกระสุน รวมถึงการจัดเตรียมอาหารให้ทหารในพื้นที่การรบ

สำหรับอนุสัญญาเจนีวา เป็นกฎหมายระหว่างประเทศที่กำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติในช่วงสงคราม เพื่อคุ้มครองบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบ หรือไม่สามารถสู้รบได้ เช่น พลเรือน ผู้บาดเจ็บ ทหารที่ยอมจำนน เชลยศึก และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ โดยมีเป้าหมายหลักในการลดความทุกข์ทรมานของมนุษย์ ปกป้องชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และจำกัดวิธีการใช้กำลังในการทำสงคราม

ขณะที่กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ หรือ IHL เป็นกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมกว้างกว่าอนุสัญญาเจนีวา โดยรวมทั้งกฎหมายเจนีวา ซึ่งเน้นการคุ้มครองบุคคล และกฎหมายเฮก ซึ่งควบคุมวิธีการใช้กำลังและอาวุธในสงคราม หลักสำคัญของ IHL ได้แก่ การแยกแยะเป้าหมายทางทหารออกจากพลเรือน การใช้กำลังตามหลักสัดส่วน ความจำเป็นทางทหาร และการหลีกเลี่ยงความทุกข์ทรมานเกินจำเป็น

กองทัพภาคที่ 2 ย้ำว่า จากหลักฐานที่ปรากฏ การปฏิบัติการของกองทัพกัมพูชาถือเป็นการละเมิดทั้งอนุสัญญาเจนีวาและกฎหมาย IHL ในทุกข้อกล่าวหา ซึ่งขัดต่อหลักมนุษยธรรมสากลที่กำหนดไว้ว่า “แม้ในภาวะสงคราม ก็ยังต้องยึดหลักมนุษยธรรม”

กองทัพบกประณามกัมพูชาโจมตีชุมชนพลเรือน ใช้กำลังไม่เลือกเป้าหมาย

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า กองทัพบกขอประณามการกระทำของฝ่ายกัมพูชา ที่ใช้กำลังทางทหารและอาวุธโจมตีเข้ามาในพื้นที่ในพื้นที่ชุมชนและบ้านเรือนประชาชนใกล้แนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นพื้นที่พลเรือนและมิใช่พื้นที่ทางทหาร การกระทำดังกล่าวถือเป็นการละเมิดหลักการคุ้มครองพลเรือนตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศและบรรทัดฐานตามหลักสากลอย่างร้ายแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนคนไทยผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก

การใช้กำลังในลักษณะดังกล่าว ได้สร้างความสูญเสียและความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ชายแดนอย่างกว้างขวาง ทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน และความเป็นอยู่ของประชาชน ทำให้ต้องดำรงชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัวและความไม่มั่นคง อันเป็นผลจากการใช้กำลังที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านมนุษยธรรมและความปลอดภัยของพลเรือน

สถานการณ์ความไม่สงบและการใช้กำลังทางทหารบริเวณแนวชายแดน ซึ่งยังคงมีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชนไทยเป็นวงกว้าง มีประชาชนได้รับผลกระทบรวมประมาณ 400,000 ราย จากสถานการณ์ดังกล่าว พบว่ามีประชาชนเสียชีวิตรวม 23 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิตจากกรณีอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ตกในพื้นที่บ้านเรือนของประชาชนโดยตรง จำนวน 1 ราย และผู้เสียชีวิตจากผลกระทบทางอ้อมของเหตุการณ์ จำนวน 22 ราย นอกจากนี้ ยังมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีดังกล่าวอีก 6 ราย ซึ่งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดล้วนเป็นประชาชนผู้บริสุทธิ์ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสู้รบแต่อย่างใด

นอกจากความสูญเสียต่อชีวิตของประชาชนแล้ว การกระทำดังกล่าวยังสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือน โดยมีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายไม่น้อยกว่า 30 หลัง พื้นที่ทำการเกษตรซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของประชาชนได้รับความเสียหายในหลายพื้นที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากไม่สามารถประกอบอาชีพหรือดำรงชีวิตได้ตามปกติ

นอกจากนี้ พบว่ามีโรงพยาบาลได้รับผลกระทบ 20 แห่ง และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ได้รับผลกระทบ 201 แห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลพนมดงรักที่ได้รับผลกระทบจากอาวุธจรวดหลายลำกล้อง BM-21 โดยตรง ขณะเดียวกัน ความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้สถานศึกษาหลายแห่งในพื้นที่ชายแดนต้องหยุดการเรียนการสอน เด็กและเยาวชนไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้ตามปกติ ขาดโอกาสทางการศึกษา และต้องใช้ชีวิตท่ามกลางความหวาดกลัว ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและต่อเนื่องต่อคุณภาพชีวิตและความมั่นคงในการดำรงชีพของประชาชนในระยะยาว

โฆษกกองทัพบกระบุว่าการมุ่งเป้าโจมตีของฝ่ายกัมพูชาเป็นการใช้กำลังในลักษณะไม่เลือกเป้าหมายซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายและผลกระทบต่อชีวิตประชาชนเพิ่มมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ประชาชนคนไทยไม่ควรต้องตกเป็นเป้าหมายหรือได้รับผลกระทบจากการกระทำทางทหารในลักษณะดังกล่าวกองทัพบกขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุติการกระทำที่ก่อให้เกิดความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ในทันทีพร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด

Bottom-election Bottom-election

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ