“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 24 ธ.ค. 68

โดย PPTV Online

เผยแพร่

“เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา” วันที่ 24 ธ.ค. 68 เข้าสู่การปะทะวันที่ 17 จับตาการประชุม GBC จะนำไปสู่การหยุดยิงได้หรือไม่?

เกาะติดสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเข้าสู่วันที่ 17 แล้ว โดยสถานการณ์ที่น่าจับตามองในวันนี้คือ การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อหารือแนวทางการหยุดยิงและกลไกการตรวจสอบโดยผู้สังเกตการณ์อาเซียน หลังจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนเห็นพ้องว่า การหยุดยิงต้องเกิดจากการหารือของทหารทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่การประกาศฝ่ายเดียว

เกาะติดสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ช่างภาพพีพีทีวี
วิถีปืนใหญ่จากฝั่งไทย ยิงสนับสนุนไปยังเนิน 350 (แฟ้มภาพ)

ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนยันในเงื่อนไขสำคัญ 3 ประการที่จะนำไปสู่การลดระดับความตึงเครียด ได้แก่

  1. กัมพูชาต้องเป็นฝ่ายประกาศหยุดยิงก่อน
  2. การหยุดยิงต้องเกิดขึ้นจริง ต่อเนื่อง และสามารถตรวจสอบได้ในพื้นที่โดยฝ่ายทหาร
  3. กัมพูชาต้องร่วมมือกับไทยในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างจริงจัง

ซึ่งต้องจับตาดูว่า การประชุม GBC ครั้งนี้จะได้ข้อสรุปออกมาอย่างไร

กัมพูชาส่งหนังสือขอหยุดยิง ไทยย้ำต้องพิสูจน์ความจริงใจ

กองทัพบก เผย ตามที่กระทรวงการต่างประเทศได้แถลงจุดยืนต่อเงื่อนไขการหยุดยิง บริเวณพื้นที่ชายแดน โดยระบุให้ฝ่ายกัมพูชาต้องแสดงเจตจำนงผ่านการปฏิบัติ 3 ประการ ได้แก่ การประกาศหยุดยิงก่อน การยุติการใช้กำลังอย่างต่อเนื่อง และความร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรมนั้น

โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2568 กระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้มีหนังสืออย่างเป็นทางการถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของไทย เพื่อแสดงความประสงค์ในการเจรจาหยุดยิง ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญภายใต้กรอบเงื่อนไขที่ไทยกำหนด

ทั้งนี้ จากการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนสมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม ที่ผ่านมา นำไปสู่การจัดประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ตามข้อเสนอของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-27 ธันวาคม 2568 ณ จังหวัดจันทบุรี โดยฝ่ายไทยมี พลเอก ณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร และฝ่ายกัมพูชา มี Major General Nhem Boraden เป็นหัวหน้าคณะการประชุมฯ 

กัมพูชามาตามนัด! ร่วมประชุม GBC ระดับเลขาฯ ถกแก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา

เวลา 16.25 น. ฝ่ายกัมพูชาเดินทางผ่านด่านถาวรบ้านผักกาด อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ร่วมประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ระดับเลขานุการ โดยวันนี้ใช้ห้องประชุมชุดควบคุมทหารพรานนาวิกโยธินที่ 4 ที่อยู่ติดกับจุดผ่านแดนถาวร หารือถึงข้อตกลงเกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ทันทีที่ฝ่ายกัมพูชาเดินทางผ่านด่านถาวร ผู้แทนฝ่ายไทยและฝ่ายความมั่นคงได้รอรับ และนำทางไปที่ห้องประชุม โดยเจ้าหน้าที่อนุญาตให้สื่อมวลชนบันทึกภาพก่อนเริ่มประชุมเท่านั้น และเริ่มการประชุมทันที

สำหรับฝ่ายไทย พลเอกณัฐพงษ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะเลขานุการ GBC เป็นประธานในการประชุม ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาส่ง พลตรีแญม โบราเดน รองหัวหน้าสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมกัมพูชา และคณะทำงานเข้าประชุมหารือกับฝ่ายไทย

กองทัพภาคที่ 1 พบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และระเบิดแสวงเครื่องในพื้นที่ บ.คลองแผง 

ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจาก กองกำลังบูรพา ภายหลังเข้ายึดที่หมาย บ.คลองแผง  อ.ตาพระยา ดำเนินการตรวจค้นและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่ฐานที่มั่นเดิมของฝ่ายกัมพูชา ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล และระเบิดแสวงเครื่อง ได้แก่ ระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 4 ชุด และทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น

“กองทัพบก” โต้กลับกัมพูชา ยืนยันกระสุนคลัสเตอร์ใช้เฉพาะเป้าหมายทหาร

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ชี้แจงกรณีกระทรวงสารสนเทศกัมพูชา ได้เผยแพร่ภาพวัตถุระเบิด และถ้อยแถลงของ นายลี ทุจ รองผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดกัมพูชา CMAA โดยกล่าวอ้างว่า ไทยมีการใช้กระสุนปืนใหญ่แบบกระสุนคลัสเตอร์ M-46  ในหลายประเด็นดังนี้

 “กัมพูชาอ้างว่า ระเบิดคลัสเตอร์ M-46 ที่กองทัพไทยใช้ มันไม่ใช่แค่เพียงอาวุธ แต่มันคือกับดักสำหรับพลเรือน ” ซึ่งระเบิดเหล่านี้ระเบิดง่ายมาก

กองทัพบกยืนยันว่า  ที่กัมพูชาอ้างว่าระเบิดคลัสเตอร์ M-46  แท้จริงแล้วเป็นกระสุนปืนใหญ่แบบทวิประสงค์ ที่ใช้ต่อเป้าหมายทางทหาร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายเท่านั้น โดยเมื่อกระสุนหลักกระทบเป้าหมาย กระสุนย่อยที่บรรจุอยู่ภายในจะทำการระเบิดต่อเนื่องในทันที ซึ่งกระสุนดังกล่าว ไม่ใช่ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (anti-personnel landmines) และมิได้มีลักษณะเป็นอาวุธดักทำร้ายพลเรือนแต่อย่างใด

“จากการที่กัมพูชากล่าวว่า ระเบิดเหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วแผ่นดิน ทั้งพื้นที่ทางการเกษตร ป่าไม้ และหมู่บ้านและมันจะยังคงอยู่ แม้สงครามสิ้นสุดลง โดยไม่สามารถมองเห็น สำหรับเด็กชาวกัมพูชา มันคือฆาตกรที่ปลอมตัวเป็นของเล่นหรือขยะธรรมดา”

โฆษกกองทัพบกกล่าวว่า กระสุนปืนใหญ่ดังกล่าว เมื่อกระสุนหลักกระทบเป้าหมายแล้ว กระสุนย่อยที่บรรจุอยู่ภายในจะระเบิดต่อเนื่องในทันที ไม่มีผลตกค้างในระยะยาวต่อพลเรือน การกล่าวอ้างในลักษณะดังกล่าวเป็นการกล่าวบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยมีเจตนามุ่งกล่าวหาและลดทอนความน่าเชื่อถือของฝ่ายไทย

จากกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาอ้างว่า นี่ไม่ใช่การป้องกัน นี่ไม่ใช่อุบัติเหตุ มันคือภัยคุกคามต่อแผ่นดินและชีวิตของประชาชนชาวกัมพูชา ซึ่งกัมพูชา รู้จักอาวุธเหล่านี้ดี เพราะเคยได้รับความเสียหายจากมันมาก่อน พลเรือนผู้บริสุทธิ์จะได้รับผลกระทบต่อไปอีกหลายปี การใช้กระสุนคลัสเตอร์ ไม่ใช่แค่การโจมตีในวันนี้ แต่มันคือการโจมตีอนาคตของกัมพูชา ดังนั้นโลกต้องตระหนักถึงเรื่องนี้และไม่ควรนิ่งเฉย

โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า การปฏิบัติการทางทหารของฝ่ายไทย เป็นไปตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด โดยยึดหลัก “ความจำเป็นทางทหาร” และ “ความได้สัดส่วน” ใช้อาวุธเพื่อโจมตีเฉพาะเป้าหมายทางทหารเท่านั้น ที่สำคัญโฆษกกองทัพบก ย้ำว่า อนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้กระสุนคลัสเตอร์ (Convention on Cluster Munitions – CCM) ซึ่งห้ามภาคีใช้งาน ผลิต หรือสะสมอาวุธชนิดนี้นั้น ไม่มีผลผูกพันเพราะทั้งประเทศไทยและกัมพูชา มิได้เป็นภาคีของอนุสัญญาฉบับดังกล่าว

กองทัพบกขอเรียกร้องให้ประชาคมโลก และองค์กรระหว่างประเทศพิจารณาข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน และตระหนักถึงพฤติกรรมการใช้อาวุธและการปฏิบัติทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ที่ยังคงมีการใช้ใช้อาวุธยิงสนับสนุน เช่น ระบบ BM-21 อาวุธปืน ทุ่นระเบิด PMN-2 รวมถึงการดัดแปลงลูกกระสุน และระเบิดแสวงเครื่องจำนวนมาก ยิงเข้ามาในดินแดนประเทศไทยอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของกำลังพลและประชาชนฝ่ายไทยมาโดยตลอด

ทั้งนี้ กองทัพบกยังคงยึดมั่นในการใช้กำลังอย่างรับผิดชอบ ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ  และพร้อมชี้แจงข้อเท็จจริงด้วยความโปร่งใส เพื่อปกป้องอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศอย่างถึงที่สุด

“หลวงตาสุจ” แจง คลิปขอสงบศึกกับไทยเป็นของปลอม

จากกรณีที่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา มีการเผยแพร่วิดีโอคลิปหลวงตาสุจ หรือ พระมหานรินธร ปสนังโน พระชื่อดังจากอีสานใต้ที่หนีไปอยู่กัมพูชา ได้สนทนาทางวิดีโอคอลกับพระในประเทศไทย โดยในคลิปหลวงตาสุจบอกว่า ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ขอให้ตนทำวิดีโอคลิปขอเจรจายุติการสู้รบกับไทย เนื่องจากทหารกัมพูชาหมดแรงสู้ เพราะขาดเสบียง โดยขณะนี้คลิปดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณา ยังไม่ได้นำออกเผยแพร่หรือส่งให้ฝ่ายไทยนั้น

ล่าสุดวันที่ 23 ธ.ค. 68 ฮุน เซน โพสต์วิดีโอคลิปหลวงตาสุจออกมาชี้แจงกรณีคลิปดังกล่าว พร้อมระข้อความบรรยายว่า “พระเดชพระคุณพระภิกษุ มหานรินธร หรือที่เรียกกันว่า “หลวงตาสุจ” ได้ออกแถลงชี้แจงเพื่ออธิบายข้อเท็จจริง กรณีมีการเผยแพร่วิดีโอปลอมแปลงที่อ้างว่าเป็นท่าน ซึ่งถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวางบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา”

สำหรับเนื้อหาคำชี้แจงในคลิปวิดีโอความยาวประมาณ 5 นาที หลวงตาสุจบรรยาย​ถึงความรัก​ความภักดี​ต่อแผ่นดินกัมพูชา​ ไม่เคยคิดร้ายใด ​ๆ​ ต่อแผ่นดินกัมพูชา หลวงตาสุจไม่มีทางหักหลังกัมพูชา หลวงตารักและถวายชีวิตให้กัมพูชาเท่านั้น ที่ผ่านมาล้วนโดนใส่ร้ายทั้งทางตรงทางอ้อม​ เพื่อให้คนเกลียดหลวงตา​ ทำให้หลวงตาอยู่​แผ่นดินนี้ไม่ได้

หลวงตาสุจยังขอร้องคนกัมพูชาอย่ามองหลวงตาในแง่ร้าย ส่วนคลิปที่เห็นว่าใส่ร้ายกัมพูชานั้น​โดนคนไทยตัดต่อใส่ร้ายทั้งสิ้น ยืนยันไม่เคยใส่ร้ายประเทศ​กัมพูชาเลยแม้แต่นิดเดียว ขอคนกัมพูชา​และเถรสมาคม​กัมพูชาโปรดเมตตา

กองทัพอากาศส่ง F-16 โจมตีคลังอาวุธกัมพูชา จ.พระตะบอง 

เพจ "Army Military Force" รายงานเมื่อเวลา 10.30 น. เครื่องบินรบขับไล่ F-16 ของกองทัพอากาศไทย ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศ ทิ้งระเบิดใส่เป้าหมายคลังอาวุธของกองทัพกัมพูชา ในพื้นที่บริเวณหลังภูเขาพนมซ็อมเปา อ.บานัน จ.พระตะบอง 

ทบ.ยืนยันไม่เคยกระทำอาชญากรรมสงคราม-สิ่งแวดล้อม

จากถ้อยแถลงของฝ่ายกัมพูชาที่เผยแพร่ผ่านสำนักข่าว Fresh News เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2568 ซึ่งมีการกล่าวหาฝ่ายไทยเกี่ยวกับสถานการณ์ตามชายแดน รวมถึงการอ้างว่าไทยกระทำอาชญากรรมสิ่งแวดล้อมนั้น

พลตรี วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ระบุว่า ถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นการกล่าวอ้างที่บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างร้ายแรง และสะท้อนความพยายามโยนความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นผู้ก่อขึ้นมาให้ฝ่ายไทยอย่างไม่เป็นธรรม

โฆษกกองทัพบกยืนยันว่า การปฏิบัติการของกองทัพไทยเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการเคารพกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ไม่เคยมีนโยบายหรือการกระทำใดที่มุ่งโจมตีพลเรือน บ่อนทำลายสันติภาพในภูมิภาค หรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติตามที่ถูกกล่าวหา

ทบ.ปฏิเสธข้อกล่าวหากัมพูชา ยืนยันไม่เคยกระทำอาชญากรรมสงคราม-สิ่งแวดล้อม ทีมโฆษกกองทัพบก
ทบ.ปฏิเสธข้อกล่าวหากัมพูชา ยืนยันไม่เคยกระทำอาชญากรรมสงคราม-สิ่งแวดล้อม

ยึดและควบคุมบ้านคลองแผง-บ้านหนองหญ้าแก้ว

กองทัพภาคที่ 1 รายงานการปฏิบัติการในพื้นที่ 3 แนวรบ พื้นที่ชายแดน จ.สระแก้ว ซึ่งมีลักษณะเป็นที่โล่ง ไม่มีฐานที่มั่นหรือกำบังที่มีความแข็งแรง ง่ายต่อการเป็นพื้นที่โจมตี อีกทั้งฝ่ายกัมพูชายังใช้พื้นที่ของพลเรือนเป็นที่ตั้งทางทหารในการโจมตีมายังฝ่ายเรา

พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา ฝ่ายเราสามารถยึดควบคุมพื้นที่ ดำเนินการสถาปนาที่มั่น ใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่ ซึ่งฝ่ายกัมพูชายังมีการต้านทานด้วยการยิงจากอาวุธยิงสนับสนุน โดยเฉพาะ BM- 21 มาอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง ฝ่ายเราสามารถยึดควบคุมพื้นที่ ดำเนินการสถาปนาที่มั่น และใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่ ซึ่งฝ่ายกัมพูชายังมีการต้านทานด้วยการยิงจากอาวุธยิงสนับสนุน โดยเฉพาะ BM- 21 มาอย่างต่อเนื่อง

พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง เนื่องจากฝ่ายกัมพูชา ได้เสริมความแข็งแรงของที่มั่น และโจมตีฝ่ายเราด้วยอาวุธปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิด และBM-21 มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งฝ่ายเราได้ปฏิบัติการด้วยความรอบคอบ และใช้อาวุธยิงตอบโต้เพื่อช่วงชิงและควบคุมพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จต่อไป

สำหรับปฏิบัติการต่อที่หมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชา ในพื้นที่ฝั่งปอยเปต ยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจน คือ การโจมตีที่มั่นทางทหาร คลังเก็บอาวุธกระสุน ที่ตั้งผลซุ่มยิง ที่ตั้งอาวุธวิถีโค้ง ตลอดจนระบบติดตั้งหรือสื่อสารต่างๆ ที่มุ่งเป้าโจมตีมายังฝ่ายเรา และให้สิ้นสภาพต่อการเป็นภัยคุกคาม โดยคำนึงถึงการตอบโต้ตามสัดส่วน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อพลเรือนที่ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ

กกล.บูรพา ภายหลังเข้ายึดที่หมาย บ.คลองแผง อ.ตาพระยา ดำเนินการตรวจค้นและเก็บกู้วัตถุระเบิดในพื้นที่ฐานที่มั่นเดิมของฝ่ายกัมพูชา ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลและระเบิดแสวงเครื่อง สภาพพร้อมใช้งาน ได้แก่ ระเบิดแสวงเครื่อง จำนวน 4 ชุด และทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN-2 จำนวน 2 ทุ่น

ยึดและควบคุมบ้านคลองแผง-บ้านหนองหญ้าแก้ว กองทัพภาคที่ 1
ยึดและควบคุมบ้านคลองแผง-บ้านหนองหญ้าแก้ว

สรุปสถานการณ์วันที่ 23 ธ.ค.

พื้นที่กองทัพภาคที่ 2

พื้นที่ช่องอานม้า ฝ่ายเราปฏิบัติการตามแผนเชิงรุก ดำเนินการกวาดล้าง ทำการสถาปนา และเสริมความมั่นคง ณ ที่หมาย

พื้นที่ซำแต – โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม – พนมประสิทธิโส – ช่องตาเฒ่า ฝ่ายกัมพูชา ใช้เครื่องยิงลูกระเบิด และปืนใหญ่ และจรวดBM 21 ยิงเข้าใส่แนวการวางกำลังของฝ่ายเรา ฝ่ายเราทำการยิงตอบโต้ และใช้ปืนใหญ่ยิงทำลายเป้าหมายได้หลายจุด

พื้นที่ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะเป็นระยะๆ ฝ่ายกัมพูชาใช้ปืนเล็กยาว เครื่องยิงลูกระเบิด ปืนไร้แรงสะท้อนถอยหลัง และปืนใหญ่ มาตกบริเวณป่ายาง บ้านซำเม็ง และบ้านภูมิซลอน อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ฝ่ายเราได้ใช้เครื่องยิงลูกระเบิด โดรนทิ้งระเบิด ปืนใหญ่ทำการยิงต่อต้านปืน และยิงตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงของฝ่ายกัมพูชา

พื้นที่ภูมะเขือ พลาญหินแปดก้อน ฝ่ายกัมพูชาได้ยิงจรวด จรวด BM 21 เข้ามาตกบริเวณยอดภูมะเขือ และบริเวณพลาญหินแปดก้อนหลายนัด ฝ่ายเราใช้ปืนใหญ่ทำการยิงต่อต้านปืน นอกจากนั้นยังตรวจพบโดรนขนาดใหญ่ บินจากด้านภูมะเขือไปผามออีแดง

พื้นที่คนา ฝ่ายเราดำเนินการสถาปนาความมั่นคง ดัดแปลงที่มั่นให้แข็งแรง และตรึงกำลังในพื้นที่

พื้นที่ตาควาย ฝ่ายเราดำเนินการพิสูจน์ทราบ กวาดล้าง สถาปนาความมั่นคง วางกำลังตรึงที่หมาย ฝ่ายกัมพูชายังคงยิงจรวด BM 21 เข้าใส่ฝ่ายเรา บริเวณเนิน 350 และตาควาย

พื้นที่กองทัพภาคที่ 1

พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา : ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการเสริมความแข็งแรงของที่มั่น และใช้อาวุธยิงสนับสนุนด้วยปืนใหญ่, อาวุธยิงเล็งตรง, ปืนเล็ก และใช้ BM 21 ยิงตอบโต้มายังฝ่ายเรา ซึ่งฝ่ายเราใช้อาวุธยิงสนับสนุน ทำการยิงตอบโต้ตามสถานการณ์เพื่อควบคุมพื้นที่

พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง : ฝ่ายกัมพูชาดำเนินการเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ซึ่งฝ่ายเราใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่ เตรียมสถาปนาแนวที่มั่นตั้งรับและตอบโต้ตามสถานการณ์

พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง : ฝ่ายกัมพูชาเสริมความแข็งแรงของที่มั่น ซึ่งฝ่ายเราใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่

โดย กกล.บูรพา ปฏิบัติการโจมตีต่อที่หมายทางทหารของฝ่ายกัมพูชาในพื้นที่ปอยเปต จำนวน 2 แห่ง โดยยิงทำลายอาคารที่ใช้เป็นฐานปฏิบัติการและเก็บอาวุธกระสุน ซึ่งไม่มีพลเรือนพักอาศัยอยู่ในอาคารแล้ว ได้แก่

1. อาคาร International center (call center) เดิมเป็นอาคารที่รวบรวมบุคคลข้ามแดน ก่อนจะแยกย้ายส่งไปทำงานสแกมเมอร์ ซึ่งฝ่ายกัมพูชาได้แปรสภาพเป็นฐานปฏิบัติการทางทหาร โดยอยู่ห่างจากจุดผ่านแดนถาวร บ้านหนองเอี่ยน ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ ประมาณ 2 กม.

2. อาคารฝั่งตรงข้ามวัดวังมน ต.ท่าข้าม อ.อรัญประเทศ เดิมเป็นอาคารในการจัดทำบัญชีม้าของกลุ่มสแกมเมอร์ และได้แปรสภาพเป็นที่เก็บอาวุธและกระสุนของฝ่ายกัมพูชา โดยมีการตรวจพบพลซุ่มยิงของฝ่ายกัมพูชาอีกด้วย

นอกจากนี้ได้รับรายงานกำลังพลเสียชีวิต คือ พลทหาร ธนพัฒน์ นันทะวงศ์ สังกัด กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ จากการปฏิบัติหน้าที่ปกป้องอธิปไตยของชาติในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา บ้านหนองจาน อ.โคกสูง

ตลอดจนพบความเสียหายจากฝ่ายกัมพูชาใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 และเครื่องยิงลูกระเบิดยิงใส่พื้นที่พลเรือน จ.สระแก้ว โดยในห้วง ตั้งแต่ 8 ธ.ค.68 - 23 ธ.ค.68 ส่งผลให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ จำนวน 7 ราย มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 14 หลังคาเรือน พื้นที่เกษตรได้รับความเสียหาย 5,893 ไร่ นอกจากนี้ ยังทำลายระบบสาธารณูปโภค อาทิ ถนน 7 จุด, เสาไฟฟ้าแรงสูง 3 จุด, กำเเพงปศุสัตว์ 1 จุด และกำเเพงโรงเรียน 1 จุด เป็นต้น

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ