เกาะติดสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 28 ธ.ค. 68 เข้าสู่วันที่ 2 ของการบังคับใช้ข้อตกลงหยุดยิง จับตาความจริงใจของฝ่ายกัมพูชา หลังเมื่อวานนี้มีการลงนามแถลงการณ์ร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ที่จังหวัดจันทบุรี โดย พลเอก ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กับ พลเอก เตีย เซ็ยฮา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา
โดยในแถลงการณ์ร่วม ไทยเสนอสังเกตการณ์การหยุดยิง 72 ชั่วโมง หากกัมพูชาทำได้ จะปล่อย 18 เชลยศึกที่ถูกควบคุมตัวไว้
“เสนาธิการทหารบก“ เยี่ยมบำรุงขวัญแนวหน้า ปราสาทตาควาย–เนิน 350 ชื่นชมกำลังพลเสียสละรักษาแผ่นดิน
พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้เดินทางเข้าพื้นที่ชายแดนบริเวณปราสาทตาควาย และเนิน 350 เพื่อเยี่ยมบำรุงขวัญกำลังพลและมอบเครื่องบริโภคบริโภค ให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณชายแดน . ทั้งนี้เสนาธิการทหารบกได้กล่าวชื่นชม และกล่าวสดุดีแต่ความเสียสละของกำลังพลที่ดูแลพื้นแผ่นดินไทยและนำพื้นแผ่นดินไทยกลับคืนมา ตอนหนึ่งว่า "ผมขอยืมคำน้องๆ ทหารหาญในแนวหน้ามาใช้ ที่ๆ เราเหยียบ แผ่นดินที่เรายืน จะเป็นของลูกหลานเราตราบชั่วกัลปาวสาน"
“กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันสถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว ประชาชนสามารถเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา และที่พักอาศัยได้ตามปกติ
ประกาศสถานการณ์ จากเหตุการณ์การสู้รบที่ผ่านมาขณะนี้สถานการณ์ได้คลี่คลายลงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 แจ้งพี่น้องประชาชนสามารถเดินทางกลับสู่ภูมิลำเนา และที่พักอาศัยได้ตามปกติ โดยขอให้ใช้ความระมัดระวัง และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นสำคัญ ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ยังคงปฏิบัติภารกิจด้วยความมุ่งมั่นและเต็มกำลัง ในการปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงดูแลรักษาความปลอดภัย ในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องและไม่หยุดยั้ง
กัมพูชาโร่แจง หลังประชาชนเข้าใจว่าไทย-กัมพูชาหยุดยิงแค่ 3 วัน
ภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 ซึ่งได้มีการลงนามในแถลงการณ์ร่วมหยุดยิง มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธ.ค. เป็นต้นมา โดยจะมีการเฝ้าติดตามสถานการณ์ หากกัมพูชาสามารถหยุดยิงได้ 72 ชั่วโมง จะมีการปล่อยทหารกัมพูชา 18 นาย
ปรากฏว่า ทางฝั่งกัมพูชามีประชาชนเข้าใจผิดว่า ข้อตกลงหยุดยิงนี้จะมีผลบังคับใช้เพียง 72 ชั่วโมงเท่านั้น
ร้อนถึงกระทรวงสารสนเทศแหง่ราชอาณาจักรกัมพูชาต้องออกแถลงการณ์ชี้แจง
กระทรวงฯ ระบุว่า “บางคนเข้าใจผิดว่า การหยุดยิงที่กัมพูชาและไทยตกลงกันและมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธ.ค. 68 นั้นมีผลเพียง 72 ชั่วโมงหรือ 3 วันเท่านั้น ข้อความนี้ไม่ถูกต้องและทำให้เข้าใจผิด!
กระทรวงฯ บอกว่า การหยุดยิงนี้มีจุดประสงค์เพื่อสันติภาพในระยะยาว ไม่ใช่เพียงช่วงเวลาจำกัด ทั้งสองฝ่ายต้องปฏิบัติตามและดำเนินการตามมาตรการที่ตกลงกันไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ตามข้อ 11 ของปฏิญญาร่วม หลังจากที่การหยุดยิง 72 ชั่วโมงได้รับการดำเนินการอย่างเต็มที่แล้ว ทหารกัมพูชา 18 นายที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้ของไทยจะได้รับการปล่อยตัวและส่งกลับไปยังกัมพูชา ตามเจตนารมณ์ของปฏิญญาร่วมว่าด้วยข้อตกลงสันติภาพที่กัมพูชาและไทยลงนามในกรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2568” กระทรวงฯ กล่าว
กระทรวงฯ ย้ำว่า “ดังนั้น โปรดอย่าเข้าใจผิดว่าการหยุดยิงนี้จะมีผลเพียง 3 วัน ในขณะเดียวกัน โปรดร่วมมือกับประชาชนในการดำเนินการตามมาตรการทั้งหมดอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เรามีการหยุดยิงถาวรและเป็นพื้นฐานสำหรับสันติภาพระหว่างสองประเทศ”
รมว.กลาโหม เผย “หยุดยิงแบบมีเงื่อนไข” ทดสอบความจริงใจ ไม่ใช่ถอยหรือยอมแพ้
เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. 2568 ภายหลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) ไทย–กัมพูชา สมัยพิเศษ ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 ธ.ค. พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ได้เปิดเผยถึงข้อตกลงการหยุดยิง และจุดยืนของประเทศไทย โดยย้ำว่า การหยุดยิงครั้งนี้ไม่ใช่การยอมจำนน แต่เป็นการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์เพื่อพิสูจน์ความจริงใจของอีกฝ่าย
รมว.กลาโหม ระบุว่า ไทยเห็นชอบ “การหยุดยิงแบบมีเงื่อนไข” เพื่อทดสอบว่าอีกฝ่ายสามารถยุติการใช้อาวุธและการคุกคามได้จริงหรือไม่ พร้อมย้ำว่า ความสงบต้องวัดจากพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่จริง ไม่ใช่จากคำประกาศหรือถ้อยแถลงฝ่ายเดียว
สำหรับกรอบการหยุดยิง ทั้งสองฝ่ายตกลงให้มีผลพร้อมกันตั้งแต่เวลา 12.00 น. ของวันที่ 27 ธ.ค.โดยกำหนดให้คงกำลังในที่ตั้งปัจจุบัน ห้ามเคลื่อนย้ายหรือเสริมกำลัง ห้ามโจมตี ยั่วยุ หรือคุกคามซึ่งกันและกัน และจะเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างน้อย 72 ชั่วโมง เพื่อยืนยันว่าการหยุดยิงเกิดขึ้นจริงและต่อเนื่อง
พล.อ.ณัฐพล ยังได้ย้ำว่า หากการหยุดยิงไม่เกิดขึ้นจริง หรือมีการละเมิดข้อตกลง ไทยยังคงมีสิทธิชอบธรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศในการป้องกันตนเอง โดยการใช้กำลังจะอยู่ภายใต้หลักความจำเป็น ความได้สัดส่วน และการคุ้มครองประชาชนเป็นสำคัญ
ในประเด็นความไว้วางใจ รมว.กลาโหม ระบุว่า การหยุดยิงครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการเชื่อใจ แต่เป็นเรื่องของการตรวจสอบความจริงใจ โดยไทยยึดหลักว่าการสิ้นสุดความเป็นปรปักษ์ต้องสะท้อนผ่านการกระทำ ไม่ใช่เพียงคำพูด
สำหรับประชาชนในพื้นที่ชายแดน การกลับเข้าที่อยู่อาศัยจะเกิดขึ้นได้เมื่อการหยุดยิงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์สงบ และได้รับการยืนยันด้านความปลอดภัยจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยรัฐจะดูแลและสนับสนุนการกลับเข้าพื้นที่อย่างรอบคอบเป็นขั้นตอน
ด้านมาตรการด้านมนุษยธรรม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้มีการเก็บกู้ทุ่นระเบิดผ่านกลไกความร่วมมือร่วม (JCTF) เพื่อให้พื้นที่มีความปลอดภัยก่อนจะเข้าสู่กระบวนการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในอนาคต โดยย้ำว่าต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และปลอดภัย
การติดตามและตรวจสอบการหยุดยิงจะมีกลไกหลายระดับ ทั้งผู้สังเกตการณ์ในระดับภูมิภาค เช่น อาเซียน และกลไกระดับพื้นที่อย่างสำนักงานประสานงานชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อยืนยันข้อเท็จจริงและลดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความตึงเครียดซ้ำ
รมว.กลาโหม ยืนยันว่า การหยุดยิงครั้งนี้ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีหรืออธิปไตยของไทย ทุกการตัดสินใจยึดความปลอดภัยของประชาชนและศักดิ์ศรีของชาติเป็นหลักสูงสุด
พร้อมกันนี้ รัฐบาลย้ำว่าจะดูแลทหารและประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ ทั้งด้านสิทธิ สวัสดิการ การเยียวยา รวมถึงการดูแลครอบครัวผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และการฟื้นฟูกำลังพลหลังการปฏิบัติภารกิจอย่างจริงจัง
TMAC ประณามกัมพูชา เหตุหลักฐานมัดทหารกัมพูชา วางทุ่น PMN-2 ไม่หยุด
เมื่อวันที่ 28 ธ.ค. พ.อ.ศิวะ หว่างอากาศ โฆษกศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (TMAC) กล่าวว่า ตามที่ได้เกิดเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 27 ธ.ค.68 เวลา 12.19 ขณะที่ ร้อย ร.112 พัน.ร.12 เข้าปฏิบัติภารกิจ บริเวณเขาสัตตะโสม ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ได้เกิดเหตุ พลทหาร นรินทร์ เงาไพร ตำแหน่ง พลยิง M203 ร้อย ร.112 พัน.ร.12 เหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล PMN – 2 อาการบาดเจ็บสาหัสขาขวาขาด ซึ่งเป็นการเกิดเหตุ รายที่ 10 ของทหารไทย
จากเหตุการณ์ดังกล่าว ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ยืนยันได้ว่า ฝ่ายกัมพูชา ยังคงมีการปฏิบัติในการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) ที่ไทยและกัมพูชาต่างเป็นรัฐภาคี อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง
รวมทั้งจากการเข้าตรวจค้นพิสูจน์ทราบพื้นที่ ฐานปฎิบัติการของทหารกัมพูชาก่อนละทิ้งฐานได้มีการตรวจพบหลักฐานหลายรายการเช่น สมุดบันทึกการวาง ทุ่นระเบิดที่ระบุพิกัด GPS ในหลายพื้นที่อีกทั้งยังพบบันทึกรายการแจกจ่ายทุ่นระเบิด PMN - 2 อีกจำนวนมากซึ่งฝ่ายกัมพูชา ไม่ควรใช้วาทะกรรมใดๆ ในการโต้แย้ง หรือ ปฏิเสธ การวางทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ต่อประชาคมโลกได้อีกต่อไป
นอกจากนี้ จากเหตุการณ์ที่ทหารไทยประสบเหตุรวมทั้งจำนวนทุ่นระเบิดตรวจพบและยึดได้แสดงให้เห็นว่าในทุกบริเวณที่มีการประทะยังคงมีการปนเปื้อนของทุ่นระเบิดอีกเป็นจำนวนมาก
“ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติขอประณามการกระทำดังกล่าวของ กัมพูชาว่าเป็นการกระทำที่บ่งบอกถึงการจงใจละเมิดในทุกข้อตกลงและแสดงถึงความไม่จริงใจในการร่วมกันแก้ปัญหาให้เกิดความสงบสุขในภูมิภาคซึ่งปัจจุบันอยู่ในห้วงที่ทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชากำลังมุ่งดำเนินการ เพื่อจัดทำถ้อยแถลงร่วมกันในการยุติการสู้รบเพื่อคืนความสงบสุขให้กับประชาชนซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีที่ฝ่ายกัมพูชาจะได้แสดงออกถึงความจริงใจและเปิดเผยทุกข้อมูลที่จะนำไป สู่กระบวนการแห่งการสร้างสันติภาพในภูมิภาคต่อไปอย่างยั่งยืน” พ.อ.ศิวะ กล่าว
สหรัฐฯ แถลงยินดี ไทย-กัมพูชาประกาศข้อตกลงหยุดยิง
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์แสดงความยินดี
รูบิโอระบุว่า “สหรัฐอเมริกายินดีที่กัมพูชาและประเทศไทยประกาศข้อตกลงหยุดยิง ซึ่งหยุดความเป็นปรปักษ์บริเวณชายแดนของทั้งสองประเทศ หลังการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป”
รูบิโอเสริมว่า “เราเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยปฏิบัติตามข้อผูกพันนี้โดยทันที และปฏิบัติตามเงื่อนไขในข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์อย่างครบถ้วน”
“โรม” จับตา 72 ชม. หยุดยิงไทย-กัมพูชา แนะสานสัมพันธ์เวียดนาม เปิดปฏิบัติการทลายรังฝั่งบาเวต
เมื่อเวลา 07.30 น. นายรังสิมันต์ โรม อดีตสส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชาที่มีกำหนดเวลาหยุดยิง 72 ชั่วโมง ว่า มีหลายอย่างที่ต้องเตรียมแผนหรือมองไปข้างหน้า เช่น เรื่องการสะสมอาวุธยุทธโธปกรณ์
รวมถึงเรื่องเวทีต่างประเทศ กัมพูชามีการวางแผนมากน้อยแค่ไหน ตนเชื่อว่าหลายเหตุการณ์ต่อจากนี้กัมพูชาจะรวบรวมพยานหลักฐานต่าง ๆ ในฝั่งเขา ซึ่งไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหน เอาไปใช้ในการกดดันประเทศไทยในเวทีต่างประเทศ เพราะเขารู้ว่าหากกดดันประเทศไทยผ่านทวิภาคี จะทำอะไรไม่ได้มาก
สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อม ในช่วง 72 ชั่วโมง สิ่งที่เราต้องคำนึงมี 2 อย่าง ส่วนแรกในเรื่องของสแกมเมอร์ หากไม่อยากให้กัมพูชากับไปสะสมอาวุธ เพื่อทำร้ายคนไทยหรือรุกล้ำอำนาจอธิปไตยของประเทศไทย ตนคิดว่าการทำลายเส้นทางหล่อเลี้ยงอาวุธสงครามของกัมพูชาเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น
และส่วนที่ 2 คือต้องมีการดำเนินการทางการทูตเชิงรุก เช่น ประเทศที่ 3 ที่จะส่งอาวุธมายังกัมพูชา ประเทศเหล่านั้นจำเป็นต้องรู้ว่าการทำแบบนี้เป็นการทำร้ายหัวใจคนไทย คิดว่าการต่างประเทศจำเป็นต้องเปิดปฏิบัติการเชิงรุก ประเทศต่างๆจำเป็นต้องรู้ว่าไม่ควรมีอาวุธในการรังแกรุกรานประเทศไทย
เมื่อถามว่า จะเป็นการเพลี่ยงพล้ำหรือไม่เพราะช่วงนี้เป็นช่วงการหาเสียงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทยภูมิใจ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ ตนคิดว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยก็น่าจะมีเวลาเยอะเพราะไม่ได้ไปดีเบตอยู่แล้ว ดังนั้น เรื่องเวลาไม่ใช่สารัตถะ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีออนไลน์ที่สามารถประสานงานกับต่างประเทศได้
เมื่อถามว่าจากการติดตามมารังสแกมเมอร์ ชายแดนไทยกัมพูชา จะย้ายฐานไปที่ไหนหรือไม่ นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ส่วนที่เราทุบทำลายไป ที่ฝั่งปอยเปตเหยื่อส่วนใหญ่เป็นอินโดนีเซีย เหยื่อชาวไทยมีบ้างแต่ไม่เยอะ ฝั่งที่สำคัญคือฝั่งบาเวต ซึ่งติดกับประเทศเวียดนาม ดังนั้นหากเราอยากทำลายรังสแกมเมอร์จริง ต้องเปิดปฏิบัติการสัมพันธ์ทางการทูตกับเวียดนาม
สรุปสถานการณ์วันที่ 27 ธ.ค.
พื้นที่กองทัพภาคที่ 2
กำลังพลเหยียบทุ่นระเบิดและถูกยิงในพื้นที่สัตตะโสม เมื่อเวลา 11.46 น. พัน.ร.12 ได้ปฏิบัติการทางทหารเพื่อเข้ากวาดล้างคูติดต่อภายในฐานของฝ่ายกัมพูชา ที่อยู่บริเวณทิศตะวันตกเขาสัตตะโสม
โดยระหว่างการกวาดล้าง พลฯ นรินทร์ เงาไพร ได้เหยียบทุ่นระเบิดที่ทหารกัมพูชาวางไว้ได้รับบาดเจ็บสาหัส บริเวณขาข้างซ้าย นอกจากนั้นมีกำลังพลถูกยิง จำนวน 2 นาย ได้แก่ จ.ส.อ.สิระศิก จิตบุญ ถูกยิงที่ฝ่ามือข้างซ้ายกับแขนข้างขวา และ ส.อ.สุขสันต์ โนนโพธิ์ ถูกยิงที่ต้นแขนด้านหลังข้างขวา ภายหลังเกิดเหตุหน่วยได้ปฐมพยาบาล และนำส่งต่อโรงพยาบาลใกล้เคียง
พื้นที่กองทัพภาคที่ 1
กกล.บูรพา ปฏิบัติภารกิจปกป้องอธิปไตยในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา เข้าสู่วันที่ 20 ดำเนินการใน 3 พื้นที่ ได้แก่ พื้นที่บ้านคลองแผง อ.ตาพระยา, พื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง และ พื้นที่บ้านหนองจาน อ.โคกสูง
โดยในช่วงเช้า ฝ่ายกัมพูชาใช้อาวุธยิงสนับสนุนด้วยปืนใหญ่ เครื่องยิงลูกระเบิดมายังฝ่ายเรา ซึ่งฝ่ายเราใช้อาวุธยิงสนับสนุนเพื่อควบคุมพื้นที่ อยู่ระหว่างดำเนินการดัดแปลงที่มั่นตั้งรับ พร้อมตอบโต้ตามสถานการณ์และดำรงความมุ่งหมายรักษาที่มั่น
ภายหลังจากการลงนามในถ้อยแถลงร่วม Joint Statement ของคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย - กัมพูชา (GBC) วาระพิเศษ ครั้งที่ 3 ณ พื้นที่จังหวัดจันทบุรี โดยกำหนดให้ทั้งสองฝ่ายหยุดยิงในเวลา 12.00 น. เป็นต้นไป ซึ่ง ศปก.ทภ.1 ได้รับรายงานจาก กกล.บูรพา ว่าทั้ง 3 พื้นที่แนวรบ ได้หยุดปฏิบัติการทางทหารต่อฝ่ายตรงข้าม ตามแนวทาง Joint Statement อย่างเคร่งครัด แต่ยังคงดำรงความมุ่งหมายในการรักษาที่มั่น ทั้งนี้ ไม่มีรายงานการยิงหรือตอบโต้มาจากฝ่ายกัมพูชาเช่นกัน