อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง ให้สัมภาษณ์ในรายการเปิดโต๊ะข่าว PPTV วิเคราะห์สัญญาณการปะทะรอบ 3 ระหว่างไทย-กัมพูชา จากการที่ “แก้ว เรมี” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกัมพูชา แสดงความคิดเห็นคล้ายกับเป็นการแทรกแซง ชี้นำการเมืองไทย ในช่วงที่จะมีการเลือกตั้งใหญ่ ซึ่งเชื่อว่า เป็นคำสั่งจาก ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา เนื่องจากตัวของรัฐมนตรี ไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเอง และไม่มีสิทธิพูดอะไรอยู่แล้ว จึงเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสคริปต์
อาจารย์ทรงฤทธิ์ บอกว่า หลังจากเจรจาหยุดยิง จีน ได้เข้ามาเป็นกาวใจให้ และสิ่งแรกที่ ฮุน เซน ออกมาพูดเลย คือ ต้องเปิดด่าน ซึ่งเขาพูดอย่างนี้มาหลายครั้ง เรียกว่าทุกครั้งที่มีการเจรจา แต่เราไม่ตอบสนอง ประกอบกับมันทอดเวลา ความขัดแย้ง ต่อเนื่องยาวนาน นับตั้งแต่ปิดชายแดน เดือนกรกฎาคม จนกัมพูชาบอบช้ำทางเศรษฐกิจการค้า ผนวกกับ โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขึ้นภาษีเป็น 19% ถ้ายังยืดเยื้อแบบนี้ เขาก็แย่
ซึ่งสิ่งที่นายรังสิมันต์ โรม รองหัวหน้าพรรคประชาชน คิดว่า ฮุน เซน แกล้งปั่นให้คนหันไปเชียร์อนุทิน จริงๆแล้วไม่ใช่ แต่การทำเช่นนี้ ฮุน เซน น่าจะต้องการให้คนเลือกพรรคสีแดง สีส้มจริงๆ เพราะน่าจะเจรจากันได้ง่ายกว่า เพราะไม่มีนโยบายแข็งกร้าว ฮุน เซน จึงจำเป็นต้องเชียร์ให้เลือกพรรคที่ไม่ใช่นายอนุทิน
“แล้วใครเป็นคนถล่มเขามากที่สุด ในห้วงที่ผ่านมา จริงไหมครับ แล้วรอบแรกยังมีคนมาดึงไว้ แล้วรอบแรกยังมีกำหนดเส้นตายให้อีกต่างหาก แต่พอรอบที่สองไม่มีเดดไลน์ ไม่มีเส้นแดง เส้นอะไรแล้ว ก็ถล่มไปเรื่อย แล้วยิ่งไปยกการตัดสินใจให้แม่ทัพ มันเป็นไปได้ไหมล่ะ ในเมื่อ แก้ว เรมี บอกว่า ถ้าเลือกภูมิใจไทย สงครามรอบ 3 เกิดแน่นอน ก็แสดงว่า เขาไม่ชอบจริงๆ ที่เขาบอกให้ไปเลือกพรรคนั้นพรรคนี้ ถ้าเป็นพรรคอีกขั้วเราก็เห็นอยู่แล้ว ว่าพูดมาเสมอ ถ้าฉันเป็นรัฐบาลจะไม่มีวิกฤตชายแดนอย่างนี้ ส่วนพรรคสีแดง ก็อังเคิลมาแล้วรอบหนึ่ง คือมันก็พอคุยกันได้ใช่ไหม แต่ในรอบที่ 2 คือมันคุยไม่ได้แล้ว ผนวกกับว่าการเมืองไทยในประเทศ มันมีความเป็นเอกภาพสูงมากตอนนี้”
ส่วนกรณีหลายคนมองว่า โดยหลักการแล้ว เป็นมารยาทที่ต่างชาติไม่ควรแทรกแซง ชี้นำการเมืองประเทศเพื่อนบ้าน อาจารย์ทรงฤทธิ์ ก็มองว่า ฮุน เซน ไม่เคยมีกติกาข้อนี้ อยู่แล้ว ดูจากเวลาเขาคุยโวโอ้อวด เขาจะคุยเสมอนะ ว่า เขารู้จักนายกรัฐมนตรีไทย ทุกคน รู้ไส้รู้พุงนักการเมืองไทยทุกระดับแต่เหมือนครั้งนี้ ฮุน เซน อ่านเกมการเมืองไทยผิด
นอกจากนี้ ฮุน เซน ยังสร้างพล็อตเรื่องใหม่ขึ้นมา เรียกร้องความเป็นเอกภาพภายในชาติ ด้วยการปราบแสกมเมอร์ ในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ปราบสแกมเมอร์โชว์ จับผู้ต้องสงสัยได้ เกือบ 5,000 คน แต่ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ในตัวเลข 5,000 คน มี 62 เชื้อชาติ อาจารย์บอก "ก็ลองนึกดูว่า มันจะหลอกได้ทั่วโลกขนาดไหน"
“พล็อตใหม่ที่เขาเขียนขึ้นมา เห็นกันหรือยัง เรียกร้องความเป็นเอกภาพภายในชาติ ร่วมใจกันปราบแสกมเมอร์ มีแคมเปญนี้ด้วยนะ ในกัมพูชา แคมเปญใหม่เลย เรียกร้องความเป็นเอกภาพในชาติ ร่วมใจปราบแสกมเมอร์ ในห้วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ก็ปราบโชว์เยอะอยู่นะ เห็นสถิติกระทรวงมหาดไทย เห็นว่าใน 10 วันก่อนหน้านี้ ได้ไปปราบแสกมเมอร์ 118 พื้นที่ จับผู้ต้องสงสัยได้ เกือบ 5,000 คน แต่ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ในตัวเลข 5,000 คน มี 62 เชื้อชาติ ก็ลองนึกดูว่า มันจะหลอกได้ทั่วโลกขนาดไหน”
อาจารย์ทรงฤทธิ์ มองว่า ฮุน เซน จวนตัวถึงขั้นต้องส่ง เฉิน จื้อ กลับจีน ทั้งที่ลึกๆ ไม่อยากส่งกลับ เพราะ เฉิน จื้อ เป็นลูกบุญธรรม มีชื่อกัมพูชา ว่า "เฉิน หม่าจื้อ" แต่คิดว่า ฮุน เซน คงได้ตกลงกับ เฉิน จื้อ แล้ว และเชื่อว่าเฉิน จื้อ จะไม่มีการเปิดปากบอกอะไรจีน เพราะหาก เฉิน จื้อ หักหลัง ทางครอบครัวของเฉิน จื้อ ก็อาจจะไม่ปลอดภัย ฮุน เซน จึงส่งกลับไปเพื่อเอาใจจีน และฟอกขาวตัวเอง พร้อมกับพยายามกันตัวเองออก ด้วยการ ผุดแคมเปญ เรียกร้องความเป็นเอกภาพปราบแสกมเมอร์