ระวังกลลวงจากความเหงา “Romance scam รัก หลอก โอน ลงทุน”

โดย PPTV Online

เผยแพร่

กลลวงจากความเหงา “Romance scam รัก หลอก โอน ลงทุน” 2 ปี 5,000 กว่าคดี เสียหายรวมกว่า 1.6 พันล้านบาท 

14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ หลายคนใช้วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปิดใจ มีความรัก  รับใครสักคนเข้ามาในหัวใจ เพราะ“รัก” คือการยอมเปิดประตูหัวใจให้ใครบางคน แต่....คนที่มาเคาะประตูหัวใจของเรานั้น อาจแฝงมาในรูปของมิจฉาชีพ หลอกให้รัก หลอกให้โอนเงิน กว่าจะรู้ตัว ก็สายเกินไป เจ็บทั้งใจ สูญทั้งทรัพย์ซึ่ง การหลอกลวงด้วยความรัก ถูกเรียกว่า “Romance scam” 

อัชราภรณ์ อริยสุนทร นักวิจัยด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ในยุคดิจิทัลที่อินเตอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวัน

 

    วาเลนไทน์ ทีดีอาร์ไอ
    อัชราภรณ์ อริยสุนทร นักวิจัยด้านกฎหมายดิจิทัลและการกำกับดูแลโครงสร้างพื้นฐาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ)

    การพบเจอใครสักคนที่ถูกใจบนโลกออนไลน์ดูจะเกิดขึ้นได้ง่าย แต่ในทางตรงกันข้าม สิ่งนี้เปิดโอกาสให้มิจฉาชีพใช้ประโยชน์จากคำว่า ‘รัก’ เป็นเครื่องมือในการก่ออาชญากรรม

    ข้อมูลจาก Federal Trade Commission (FTC) พบว่า ในช่วงปี 2017 – 2020 ประชาชนสูญเงินกว่า 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการหลอกลวงด้วยความรัก หรือ “Romance scam” ซึ่งมากกว่าการฉ้อโกงประเภทอื่นๆ 

    และในปี 2023 ยังพบว่ามูลค่าความเสียหายของ Romance scam พุ่งสูงถึง 1.14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยเฉลี่ยความเสียหายอยู่ที่ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อคน ซึ่งนับเป็นมูลค่าที่สูงที่สุดเท่าที่เคยมีรายงานมาสำหรับกลโกงแอบอ้างตัวตน

    ส่วนในเมืองไทย กรณีของ “Romance scam” ก็มีแนวโน้มน่ากังวลเช่นกัน

    สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้เปิดเผยสถิติการแจ้งความคดีออนไลน์ระหว่างพ.ศ. 2565 – 2567 ของคดี Romance Scam ว่ามีจำนวนมากถึง 5,164 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 1.6 พันล้านบาท 

    และ Romance Scam สามารถสร้างมูลค่าความเสียหายทางการเงินต่อผู้เสียหายหนึ่งคนในจำนวนที่สูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับในกรณีของ Romance scam ที่มีการทำกันเป็นขบวนการระดับอาชญากรรมข้ามชาติ

    Romance scam คืออะไร

    Romance Scam คือ การที่มิจฉาชีพใช้เทคนิคจิตวิทยาสร้างความสัมพันธ์เชิงโรแมนติกกับเหยื่อให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเหยื่อมีความไว้ใจก็จะเริ่มสร้างสถานการณ์เพื่อหลอกให้เหยื่อโอนเงินหรือยกสิ่งมีค่าให้  โดยมักจะสัญญาว่าจะพัฒนาความสัมพันธ์ แต่เมื่อเหยื่อหลงเชื่อจนยอมโอนเงินหรือทรัพย์สินไปให้จนหมด มิจฉาชีพก็จะปิดกั้นการติดต่อกับเหยื่อทันที จนสุดท้ายเหยื่อก็จะไม่สามารถติดต่อหรือตามตัวมิจฉาชีพผู้นี้ได้อีก

    ความต่างของ Romance scam กับ scam ประเภทอื่น

    ส่วนความต่าง ของ Romance scam กับ scam ประเภทอื่น คือ เจตนาฉ้อโกงคือการ “หลอกลวง” ให้คน “หลงเชื่อ” เพื่อให้ได้ “ทรัพย์สิน” จากผู้ที่ถูกหลอก  ซึ่งในปลายทางเหยื่อจะมีความคาดหวังที่แน่ชัดว่าตนจะได้รับสิ่งใดกลับมา ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงเพื่อซื้อขายสินค้าที่เหยื่อย่อมคาดหวังว่าท้ายที่สุดแล้วตนจะได้รับสินค้า หรือการหลอกลวงให้ลงทุนที่เหยื่อคาดหวังจะได้ผลประโยชน์จากการลงทุน

    แต่  Romance scam กลับต่างออกไป เพราะเหยื่อที่ถูกหลอกด้วยความรักส่วนมากมักจะให้ไปเพราะความผูกพันโดยไม่ได้คาดหวังผลลัพธ์ที่แน่ชัดกลับมา การจะพิสูจน์ ‘ความคาดหวัง’ ของเหยื่อจึงทำได้ยากยิ่ง ความไม่ชัดเจนนี้ส่งผลให้ลักษณะของการ ‘หลอกให้รักแล้วโอนเงิน’ กับ ‘ให้โดยเสน่หา’ นั้นมีความคล้ายคลึงกันมากเสียจนยากที่จะนิยามความแตกต่างอย่างประจักษ์

    ทำให้ผลทางกฎหมายกลับต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะการให้โดยเสน่หาไม่มีความผิดตามกฎหมาย หากรูปคดีไม่ชัดเจนมากพอว่าเป็นการฉ้อโกง เช่น มีการทำกันเป็นขบวนการ ก็จะยิ่งพิสูจน์ได้ยากขึ้น จึงเป็นปัญหาในเชิงปฏิบัติสำหรับผู้บังคับใช้กฎหมายที่จะต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวังเพื่อให้ความเป็นธรรมอย่างแท้จริง

    นอกจากนี้ ในปัจจุบันความซับซ้อนของ Romance scam กลับเป็นจุดเริ่มต้นของจากการฉ้อโกงรูปแบบใหม่ คือ ‘รักหลอกลงทุน’ (Hybrid Scam) ซึ่งผสมผสานการหลอกให้รักแล้วค่อยหว่านล้อมให้ลงทุนที่สามารถสร้างมูลค่าความเสียหายได้เป็นจำนวนมากกว่าการหลอกให้โอนเงินทั่วไป ผู้เสียหายบางคนถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว และที่ร้ายแรงกว่านั้นอาจถึงขั้นตัดสินใจจบชีวิตลง

    สถานการณ์ Romance Scam ในประเทศไทย และความท้าทายที่กำลังเผชิญ

    ในอดีตเคยเกิดกรณีเหยื่อรู้จักชายชาวต่างชาติผ่านเว็บไซต์หาคู่ ก่อนถูกสร้างความเชื่อใจนานกว่า 2 ปี และอ้างจะสร้างครอบครัวพร้อมกับชวนลงทุนธุรกิจในต่างประเทศ ส่งผลให้เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินรวม 42 ครั้ง มูลค่ารวมกันกว่า 21 ล้านบาท  และเคยเกิดกรณีการลวงรักครั้งใหญ่ที่เหยื่อซึ่งมีตำแหน่งสูง รับผิดชอบและมีสิทธิเข้าถึงการเงินของบริษัท ถูกมิจฉาชีพ Romance Scam หลอกลวงว่ามีความต้องการจะมาลงหลักปักฐานด้วยกัน แต่ได้รับเงินมรดกมูลค่ามหาศาลและต้องการจะโอนเงินมาที่เมืองไทย ซึ่งเหยื่อจะต้องโอนเงินมาให้ก่อน ส่งผลให้เหยื่อตัดสินใจยักยอกเงินบริษัทกว่า 6,000 ล้านบาทเพื่อโอนไปยังมิจฉาชีพ  จนท้ายที่สุดเหยื่อถูกดำเนินคดีฐานลักทรัพย์นายจ้างพร้อมทั้งจำคุกอีก 20 ปี

    แม้สถิติคดี Romance Scam รวมถึงมูลค่าความเสียหายจะสูงอย่างมีนัยยะสำคัญ ทว่าในบรรดาจำนวนคดีเหล่านี้อาจไม่สะท้อนถึงเหตุที่เกิดขึ้นจริง สาเหตุสำคัญมาจากการที่ผู้เสียหายส่วนมากไม่ยอมแจ้งความดำเนินคดีซึ่งอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ทั้งความอับอายเมื่อรู้ว่าตนตกเป็นเหยื่อ รวมไปถึงเชื่อว่าการแจ้งความคงไม่เกิดประโยชน์เพราะไม่สามารถดำเนินคดีกับอาชญากรได้  ดังนั้น สถานการณ์รวมไปถึงยอดความเสียหายจริงที่เกิดขึ้นจึงอาจมีมากกว่าตัวเลขที่สถิติแสดง

    ปัญหาที่ตามมาคือคดี Romance scam จำเป็นต้องมีผู้เสียหายที่ได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อตำรวจภายใต้กรอบเวลาที่กำหนด  ตำรวจจึงจะมีอำนาจทำการสืบสวนคดีได้ แต่เมื่อผู้เสียหายส่วนมากเลือกที่จะไม่แจ้งความ นอกจากจะส่งผลให้ตำรวจขาดฐานข้อมูลในการติดตามตัวคนร้ายแล้ว ผู้เสียหายยังเสียสิทธิในการดำเนินคดีกับคนร้ายตามกฎหมาย ทำให้อาชญากรบางคนยังคงลอยนวลอยู่ในสังคม และอาจก่อคดีต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีการบันทึกประวัติอาชญากรรม

    สำหรับในประเทศไทย มีจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอท.) ให้เป็นกลไกหลักในการรับแจ้งคดีอาชญากรรมทางเทคโนโลยีผ่านระบบรับแจ้งความออนไลน์ และทำการรวบรวมข้อมูล ตรวจสอบวิเคราะห์ความเชื่อมโยงและลักษณะคดี เพื่อส่งเรื่องไปยังสถานีตำรวจหรือหน่วยงานที่มีอำนาจให้ทำการดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป รวมถึงการบังคับใช้พระราชกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ.2566 ซึ่งมีกลไกการระงับธุรกรรมต้องสงสัยไว้เป็นการชั่วคราวได้ทันที หากได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่าได้มีการทำธุรกรรมกับบัญชีที่เข้าข่ายเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

      Way forward ภาครัฐควรทำอย่างไรต่อ

      Romance scam เป็นจุดเริ่มต้นของการฉ้อโกงที่สามารถนำไปสู่อาชญากรรมข้ามชาติ ดังนั้นรัฐจึงควรมีการพัฒนากลไกและมาตรการต่างๆ เพื่อจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจดำเนินการดังนี้

      1. รัฐควรผลักดันระบบฐานข้อมูลบัญชีต้องสงสัย ที่สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความเสี่ยงระหว่างธนาคาร หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ เนื่องจาก Romance scam เป็นการฉ้อโกงที่มีลักษณะเฉพาะ เช่น การโอนเงินไปยังบุคคลที่เพิ่งรู้จักทางออนไลน์ในระยะเวลาสั้น ๆ การโอนข้ามประเทศ หรือการโอนไปยังบัญชีที่มีประวัติรับเงินจากหลายบุคคลจำนวนมากในช่วงเวลาสั้น ดังนั้น รัฐจึงควรร่วมกับธนาคารในการกำหนดให้ธุรกรรมที่เข้าลักษณะดังกล่าวต้องมีระบบเตือนและยืนยันซ้ำ (enhanced confirmation) เพื่อเพิ่มโอกาสที่ผู้โอนจะทบทวนก่อนทำธุรกรรม
      2. ปรับปรุงแนวปฏิบัติในการรับแจ้งเหตุให้เอื้อต่อผู้เสียหาย เนื่องจาก Romance scam มีลักษณะพิเศษคือเหยื่อจำนวนมากรู้สึกอับอายหรือรู้สึกว่าตนเอง “สมัครใจให้เงิน” จึงลังเลที่จะดำเนินคดี แนวปฏิบัติของเจ้าหน้าที่จึงควรมุ่งเน้นการแยกแยะให้ชัดเจนระหว่าง “การให้โดยเสน่หา” กับ “การให้ภายใต้การหลอกลวงอย่างเป็นระบบ” พร้อมกำหนดคู่มือการสอบสวนที่พิจารณาลักษณะและรูปแบบของการกระทำ นอกจากเพียงคำให้การผิวเผิน
      3. รัฐควรใช้มาตรการเชิงป้องกันอย่างตรงจุดสำหรับการสื่อสารสาธารณะ ซึ่งควรหลีกเลี่ยงถ้อยคำที่ทำให้เหยื่อรู้สึกผิด และควรรมุ่งให้ข้อมูลเชิงรูปธรรม เช่น ตัวอย่างวิธีการหลอกลวงแบบ Hybrid Scam หรือหรือ “รักหลอกลงทุน” ซึ่งกำลังเพิ่มขึ้น มากกว่าการรณรงค์ทั่วไปที่ไม่ได้อธิบายกลไกการฉ้อโกงอย่างชัดเจน

      วิดีโอยอดนิยม

      ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

      ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

      THAI FIGHT LEAGUE

      THAI FIGHT LEAGUE

      PPTVHD36

      เพิ่ม PPTVHD36
      ลงในหน้าจอหลักของคุณ