จากกรณีกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ออกหมายจับ “เบน สมิธ” และภรรยาฐาน “ร่วมกันฉ้อโกง, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบ และได้ร่วมกันฟอกเงิน” นั้น
ทีมข่าวสอบถามไปยัง พันตำรวจโทอาธิรัตน์ ทิพเจริญ สารวัตร กองกำกับการ 3 กองบังคับการปราบปราม ระบุว่า จากการสอบปากคำพยานเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง บอกว่า รู้จักกับ เบน สมิธ ช่วงปี 2559 ซึ่งได้ทำธุรกิจหุ้นพลังงานร่วมกัน
เบน สมิธ ได้ชักชวนให้ร่วมลงทุนและใช้งานให้ทำอะไรบางอย่าง และบอกอีกว่าต้องไปประสานงานกับใคร ซึ่งคำให้การสอดคล้องกับหลักฐานที่ตำรวจพบ
นอกจากนี้ยังพบเส้นทางการเงินบางส่วนของพยานทั้ง 6 คน โอนไปให้ผู้ต้องหา แต่อ้างว่าเป็นการทำธุรกิจจึงต้องโอนเงินให้กัน แต่ตำรวจไม่ได้ปักใจเชื่อ
และพฤติการณ์ของ เบน สมิธ ส่วนใหญ่จะใช้บัญชีของภรรยาเป็นคนทำธุกรรมทั้งหมด ทั้งการโอนเงิน หรือการทำสัญญาต่าง ๆ รวมถึงการครอบครองทรัพย์สินในประเทศไทย แต่การไปเจรจากับผู้ใหญ่ หรือการไปคุยกับกลุ่มผู้เสียหาย ภรรยาไม่เคยไปสักครั้ง
ส่วนพยานทั้ง 6 คน ที่เชิญมาให้ข้อมูลเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 69 ให้การเป็นประโยชน์ต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งยังไม่พบความเชื่อมโยงให้เปลี่ยนสถานะเป็นผู้ต้องหา จึงยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาพยานทั้ง 6 คน ซึ่งหลังจากนี้หากให้การเป็นประโยชน์ตำรวจจะกันตัวไว้เป็นพยาน แต่หากพบความเชื่อมโยงกับผู้ต้องหาหรือเครือข่ายก็จะเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหา หากไม่มาก็จะออกหมายเรียกและหมายจับต่อไป
ส่วน เบน สมิธ และ ภรรยา ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปตั้งแต่ช่วงปี 2568 เมื่อครั้งมีการดำเนินคดีกับเครือข่าย ยิม เลี๊ยก, เฉินจื้อ และก๊กอาน โดยขณะนั้นมีข้อมูลว่า เบน สมิธ หลบหนีไปที่ประเทศกัมพูชา แต่ล่าสุดมีข้อมูลว่า เบน สมิธ หลบหนีไปอยู่ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือดูไบ ในช่วงก่อนเกิดสงครามตะวันออกกลาง
สำหรับทรัพย์สินที่ตรวจยึดมาได้เป็นคนละส่วนที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจยึดมาก่อนหน้านี้ ซึ่งทรัพย์สินส่วนนั้นได้มาช่วงหลังก่อเหตุ แต่ก็มีทรัพย์สินบางอย่างที่เกี่ยวพันกับคดีหลอกลงทุนหุ้นพลังงานที่มีความเสียหายประมาณ 1 พันล้านบาท
และขณะนี้ได้ประสานตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล ขอออกหมายแดงเพื่อติดตามตัว เบน สมิธ ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการ