นายอลงกรณ์ พลบุตร หรือเจ้าของฉายา “มิสเตอร์เอทานอล” ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิสถาบันพลังงานทางเลือกแห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กถึงสถานการณ์พลังงานในปัจจุบัน โดยระบุว่า เมืองไทยมีบ่อน้ำมันและแหล่งแก๊สทุกจังหวัด หมายถึง เราปลูกพืชพลังงานแปรรูปเป็นน้ำมันได้ นั่นคือการเกิดขึ้นของ “เอทานอล” หรือแอลกอฮอล์ที่แปรรูปมาจากอ้อย และมันสำปะหลัง
ในทุกวันนี้มีน้ำมันแก๊สโซฮอลล์จำหน่ายทุกปั๊ม รถทุกยี่ห้อ ยอมรับเป็นเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับไบโอดีเซล ที่แปรรูปมาจากน้ำมันปาล์ม ปัจจุบันเทคโนโลยีและอุตสาหกรรมพัฒนาก้าวหน้ามากขึ้น สามารถต่อยอดน้ำมันเชื้อเพลิงเอทานอล และไบโอดีเซลไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงยิ่งขึ้น รวมทั้งไบโอแก๊ส ไบโอมีเทน ไบโอแมส และไฮโดรเจน นี่คือโอกาสยิ่งใหญ่ในวิกฤตครั้งนี้
นายอลงกรณ์ มองว่า แนวทางเดียวที่จะก้าวพ้นวิกฤตพลังงาน และปลดแอก การพึ่งพาน้ำมันและแก๊สจากภายนอกประเทศคือ การยืนบนศักยภาพของตัวเอง ด้วยการเดินหน้าเมกะโปรเจกต์พลังงานชีวภาพอย่างจริงจังต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันและแก๊ส แต่คือโอกาสในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ และเศรษฐกิจแห่งอนาคต
สำหรับประเด็นที่ว่า เมืองไทยมีบ่อน้ำมันและแหล่งแก๊สทุกจังหวัด ตนพูดเสมอว่า เราเป็นประเทศที่มีโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานชีวภาพที่แข็งแกร่ง แต่ยังใช้ศักยภาพไม่เต็มที่ เราต้องปลดล็อกขีดจำกัดเหล่านี้ทันที
1.เปลี่ยนพืชเกษตรเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ อย่างเอทานอล รัฐบาลควรประกาศเป็นการถาวร ให้ใช้น้ำมัน E20,E85 เป็นน้ำมันพื้นฐานในช่วงแรก และ E100 ภายใน 3 ปี พร้อมส่งเสริมการลงทุน ขยาย และสร้างโรงงานเอทานอลให้ได้วันละ 20 ล้านลิตรเท่ากับ 2 ใน 3 ของปริมาณความต้องการใช้เบนซินในปัจจุบัน พร้อมขยายพื้นที่ เพิ่มผลผลิตต่อไร่ของอ้อย และมันสำปะหลังให้เพียงพอต่อเป้าหมายใหม่ และควรเริ่มนโยบายแยกพื้นที่การปลูกพืชพลังงานกับพืชอาหารด้วยโมเดลฟาร์มขนาดใหญ่
ส่วนไบโอดีเซล รัฐบาลควรประกาศใช้ B7 และ B10 เป็นน้ำมันหลักในภาคขนส่งทางบก และเพิ่มการผลิตเป็น 14 ล้านลิตรภายใน 3 ปี เท่ากับ 20% ของการใช้ดีเซลในแต่ละวัน รวมทั้งการใช้ B100 สำหรับฟาร์มแมชชีน และรถโดยสาร ตลอดจนรถบรรทุก ตั้งแต่ขนาด 1 ตัน จนถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่
2.อุตสาหกรรมชีวภาพ ได้แก่
2.1 โรงกลั่นชีวภาพ ที่เป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนจาก “น้ำมันพืชและไบโอดีเซล” ไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง การแปรรูปปาล์มน้ำมัน และของเสียจากโรงงาน เช่น ทะลายเปล่า และน้ำเสียให้เป็นพลังงานและเคมีภัณฑ์
2.2 เคมีภัณฑ์ชีวภาพ ผลิตภัณฑ์ที่ไทยมีศักยภาพและเริ่มผลิตแล้ว เช่น
- พลาสติกชีวภาพ เรามีการผลิตพลาสติกจากอ้อยและมันสำปะหลัง แต่ก็มีการวิจัยนำน้ำมันปาล์มมาทำโพลิเมอร์ชีวภาพบางชนิด
- สารลดแรงตึงผิว ใช้ในผงซักฟอก แชมพู และสบู่
- น้ำมันหล่อลื่นชีวภาพ สำหรับเครื่องจักร จาระบี และน้ำมันไฮดรอลิก ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- สกัดสารคุณค่าสูงจากน้ำมันปาล์มดิบ เช่น วิตามิน และสารชีวภัณฑ์ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมยาและอาหารเสริม
รัฐบาลควรเร่งส่งเสริมการลงทุนเป็นเมกะโปรเจกต์ ต่อยอดไบโอโพลิส ในระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) และควรขยายไปภาคใต้ ภาคเหนือ ภาคอีสาน เป็นต้น
3.พลังงานไบโอแก๊ส ไบโอแมส ทุกจังหวัด ยุทธศาสตร์ที่ยั่งยืนที่สุดคือการสร้าง “ความมั่นคงพลังงานระดับชุมชน” เพื่อลดการพึ่งพาโครงข่ายสายส่งกลาง อาทิ
- ชีวมวล (ไบโอแมส) ประเทศไทยมีวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมหาศาล โดยเฉพาะฟางข้าว 20 ล้านตันต่อปี และแกลบ 5 ล้านตันต่อปี รวมถึงใบและยอดอ้อย ที่มีศักยภาพเชิงความร้อนสูงถึง 3,870 กิโลแคลอรีต่อกิโลกรัม ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลสะสมแล้ว 3,380 เมกะวัตต์ (MW) และต้องเร่งขยาย เพื่อลดภาระการใช้ก๊าซ LNG นำเข้า
- แก๊สชีวภาพ (ไบโอแก๊ส) และไฮโดรเจน เรามีศักยภาพจากน้ำเสียโรงงานอุตสาหกรรมเกษตรและมูลสัตว์ โดยรัฐบาลควรส่งเสริมโครงการ “1 หมู่บ้าน 1 โรงก๊าซชีวภาพ 1 โรงปุ๋ยชุมชน” เพื่อเปลี่ยนของเสียเป็นพลังงาน และลดต้นทุนเกษตรกรทุกจังหวัด
นอกจากนี้ ควรส่งเสริมการลงทุนในการผลิตแก๊สชีวภาพ (ไบโอแก๊ส) และการปรับปรุงคุณภาพ เพื่อผลิตเป็นไบโอมีเทนอัด เป็นทางเลือกเชื้อเพลิงขนส่ง โดยมีเป้าหมายการผลิตในแผนพลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือก (AEDP) 4,800 ตันต่อวันภายในปี 2579 และมีเป้าหมายรวมในการผลิตพลังงานชีวภาพสูงถึง 5,570 เมกะวัตต์ภายในปี 2579
ยิ่งกว่านั้นยังสามารถเพิ่มสัดส่วนการผสมไฮโดรเจน ที่ผลิตจากน้ำในระบบท่อก๊าซธรรมชาติ ในโรงไฟฟ้าสูงถึง 25% จนถึง 75% ในช่วงปี 2041-2050 ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ไม่น้อยกว่า 42% จากระดับในปี 2023
นอกจากนี้ ยังมีการคาดการณ์ว่า ตลาดไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำในประเทศ จะมีมูลค่าสูงถึง 82,000 ล้านบาท ภายในปี 2050 ซึ่งตอกย้ำถึงความสำคัญเชิงเศรษฐกิจ ของพลังงานทางเลือกนี้ ต่ออนาคตของประเทศ
อย่างไรก็ตาม วิกฤตพลังงานจากสงครามในปี 2569 คือ สัญญาณเตือนครั้งสุดท้ายที่ประเทศไทย ต้องเร่งปรับโครงสร้างสู่พลังงานชีวภาพ เพื่อให้เงินทุกบาทที่เคยจ่ายค่าน้ำมัน - ค่าแก๊สจากต่างประเทศ กลับมาไหลเข้ากระเป๋าเกษตรกรไทย ระบบเศรษฐกิจไทยและสร้าง “พลังงานที่ไม่มีวันขาดแคลน” เพื่อเกษตรมั่งคั่ง พลังงานยั่งยืน ประเทศมั่นคงอย่างแท้จริง