จากกรณีคลิปเสียงคดีสินบนทองคำ 246 บาท ซึง่ทนายความของ พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ หักพาล ยืนยันว่าถูกสร้างขึ้นด้วย AI ล่าสุดวันนี้ พลตำรวจโทไตรรงค์ ผิวพรรณ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีดังกล่าว ยืนยันหนักแน่นว่าคลิปเสียงที่นำมาแถลงข่าวเมื่อวันที่ 18 เมษายนที่ผ่านมา ผ่านกระบวนการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ตามมาตรฐานอย่างครบถ้วนเรียบร้อยแล้ว และถือเป็นพยานหลักฐานที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายทุกประการ
ส่วนประเด็นที่ทนายความตั้งคำถามว่าการแถลงข่าวเปิดเผยคลิปเสียงดังกล่าวได้รับมอบหมายจาก พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ หรือไม่ โฆษก ตร. ชี้แจงว่าในฐานะที่ตนเองได้รับการแต่งตั้งเป็นโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ย่อมมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในการชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่เป็นที่สนใจของสังคมและสื่อมวลชน ซึ่งหมายความว่า ผบ.ตร.ได้มอบหมายและอนุญาตให้ปฏิบัติหน้าที่นี้อยู่แล้ว
พลตำรวจโทไตรรงค์ยังชี้แจงถึงความคืบหน้าของคดีและสถานะของนายสามารถ คนรับซื้อทอง หลังมีข้อสงสัยว่าผู้ต้องหาหายตัวไป โดยระบุว่าคดีนี้เริ่มต้นจากการที่ พันตำรวจเอกภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท ที่นำพยานหลักฐานมาร้องทุกข์กล่าวโทษ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาคนแรกมีสถานะเป็นกรรมการองค์กรอิสระทำให้คดีอยู่ในอำนาจการพิจารณาของคณะไต่สวนอิสระที่ตั้งโดยประธานศาลฎีกา
ส่วนผู้ถูกกล่าวหาคนอื่นที่ไม่มีสถานะดังกล่าว คดีจะอยู่ในอำนาจของ ป.ป.ช. ซึ่งได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนสอบสวนบุคคล 5 คน รวมถึง พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์และนายสามารถ ซึ่งผลการสอบสวนได้สรุปสำนวนสั่งฟ้องผู้ต้องหา 4 คน และสั่งไม่ฟ้อง 1 คน คือนายสามารถ โดยสำนวนทั้งหมดได้ถูกส่งไปยังพนักงานอัยการแล้ว
โฆษก ตร.อธิบายเพิ่มเติมโดยเปรียบเทียบคดีนี้เหมือนกรณีเด็กและผู้ใหญ่ร่วมกันทำผิด ซึ่งต้องแยกสำนวนส่งฟ้องศาลตามสถานะบุคคล จึงยืนยันว่าตำรวจดำเนินการตามกรอบกฎหมายอย่างถูกต้อง ส่วนข้อโต้แย้งเรื่องอำนาจการสอบสวนฝ่ายผู้ต้องหาสามารถนำไปต่อสู้ในชั้นศาลได้
สำหรับประเด็นข้อสงสัยเรื่องความเกี่ยวข้องของ พันตำรวจเอกภาคภูมิและนายสามารถ โฆษก ตร. อธิบายว่าการพิจารณาความผิดต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก ซึ่งพันตำรวจเอกภาคภูมิเป็นผู้ริเริ่มนำหลักฐานมาแจ้งความดำเนินคดี ขณะที่นายสามารถซึ่งถูกซัดทอดว่าเป็นผู้นำทองคำมาให้ สามารถนำพยานหลักฐานมาชี้แจงจนพนักงานสอบสวน เชื่อได้ว่าไม่มีเจตนาร่วมกระทำผิดจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง
โฆษก ตร. ยังเปิดเผยข้อเท็จจริงสำคัญเกี่ยวกับที่มาของคลิปเสียงว่า นายสามารถเป็นผู้นำคลิปเสียงดังกล่าวมามอบให้พนักงานสอบสวนด้วยตนเอง ซึ่งหมายความว่านายสามารถเป็นผู้บันทึกเสียงการสนทนานั้นไว้
พร้อมทิ้งท้ายถึงข้อกล่าวหาเรื่องการใช้ AI ดัดแปลงเสียงว่าพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์มีกระบวนการตรวจสอบที่แน่ชัด ไม่สามารถอ้างอิงเพียงความเห็นส่วนตัวได้ และเชิญชวนให้สื่อมวลชนลองนำคลิปเสียงที่ทนายความสร้างจาก AI มาเปรียบเทียบกับคลิปเสียงของตำรวจเพื่อพิสูจน์ความแตกต่างด้วยตนเอง โดยย้ำว่าหากฝ่ายผู้ถูกกล่าวหามีข้อสงสัย สามารถนำไปต่อสู้ในชั้นศาลได้ตามกระบวนการยุติธรรม
ส่วนกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับคดีสินบนทองคำตามสื่อโซเชียลและบางส่วนที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มองว่าเป็นการเบี่ยงเบนหรือผิดจากข้อเท็จจริง ขอฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังในการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวหรือแสดงความคิดเห็นในเชิงที่อาจทำให้บุคคลหรือฝ่ายใดเสียหาย
ส่วนเพจเฟซบุ๊กหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลทางโซเชียลมีเดียที่เป็นการมุ่งโจมตีทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะมีการรวบรวมข้อมูลหลักฐานเก็บไว้เพื่อดำเนินการต่อไป