นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความ ได้รับมอบหมายจาก พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ยื่นหนังสือร้องคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน และองค์ระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชน กรณีการแถลงข่าวของ พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ และพวกเปิดคลิปเสียงชี้นำสังคม กระบวนการยุติธรรม เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเป็นการประจาน และทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมีนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเป็นผู้รับหนังสือ
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า วันนี้ตนได้รับการมอบหมายจาก พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล ให้มายื่นหนังสือร้องเรียนการถูกละเมิดสิทธิมนุษยชน และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อ 2 หน่วยงาน คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ (OHCHR) เกี่ยวกับกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้มอบหมายให้ทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวในวันที่ 18 เมษายน 2569
ซึ่งทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทราบดีว่าพนักงานสอบสวน บก.ปปป. ได้ส่งสำนวนคดีนี้ทั้งหมด ไปยังอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน 2569 ก่อนแล้ว
ถ้าจะมอบในเรื่องที่หนึ่งอำนาจหน้าที่ไม่ได้อยู่ที่ท่านในขณะนั้น สองในขบวนการอีกท่านอยู่ที่คณะผู้ไต่สวนอิสระซึ่งดำเนินการไปแล้ว ยังไม่ได้มีการวินิจฉัยเรื่องกรอบอำนาจตามที่เราเคยเสนอ ในเรื่องนี้ควรจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญในการดำเนินคดีกับกรรมการ ป.ป.ช. และคนที่เกี่ยวข้องตามที่ถูกกล่าวหาซึ่งบัญญัติไว้นามรัฐธรรมนูญของ ป.ป.ช. มาตรา 45 วรรค 2 ต้องไปในคราวเดียวกัน
ที่สำคัญคือ การมาแถลงข่าวโดยการเปิดคลิปเสียงซึ่งอ้างว่าเป็นเสียงการสนทนาระหว่าง พลตำรวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ บิ๊กโจ๊ก กับนายสามารถ หรือเอ็ดเวิร์ด ซึ่งทนายที่มีชื่อไม่ใช่ตนเอง ส่วนนี้เราเองมองว่า หนึ่งไม่มีอำนาจ สองเป็นการดำเนินคดีซ้ำ ในการที่มาดำเนินการเหล่านั้นควรจะต้องมีการพิสูจน์พยานหลักฐานในชั้นศาลไม่ใช่พิสูจน์ที่หน้าจอทีวี
เพราะฉะนั้น การพิพากษาต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นบรรทัดฐานสังคมไม่ใช่ว่าพอมีประเด็นก็มาเปิดโต๊ะแถลงข่าวแล้วสรุป การสรุปนั้นเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนของผู้ถูกกล่าวหาหรือไม่ เป็นลักษณะของการประจาน เหยียดหยาม ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์และขัดต่อรัฐธรรมนูญ ในการสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีการพิสูจน์และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเรื่องนี้ยังไม่ได้การพิสูจน์แต่กลับมาชี้นำสังคม
ทั้งนี้ การแถลงข่าวการให้สัมภาษณ์ การเผยแพร่ภาพต่อสื่อมวลชนและการจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ พ.ศ. 2556 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 2 พ.ศ.2566 ข้อ 1.2.2. ระบุว่า "ห้ามให้ข่าว แถลงข่าว และให้สัมภาษณ์ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือจะเกิดความเสียหายทั้งชื่อเสียงหรือผลประโยชน์แก่ผู้อื่น และเรื่องที่อาจส่งผลกระทบหรือเสียหายต่อคดี" การกระทำดังกล่าวของทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนต่อระเบียบของตนเองหรือไม่
วันนี้จึงมายื่นหนังสือร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและการกระทำของทีมโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์หรือไม่ เพียงใด
และหากพบการกระทำใด ๆ อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนและไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็ให้ดำเนินการทางกฎหมายกับหน่วยงานหรือบุคคลที่ฝ่าฝืนดังกล่าวเพื่อเป็นบรรทัดฐานของสังคมต่อไป
ด้านนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ระบุว่า หลังจากนี้จะมีการนำเรื่องเข้าพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามหน้าที่ในเรื่องของการมีกาีแถลงที่มีการละเมิดสิทธิ์ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหายังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ หลังจากนี้จะมีการนำเรื่องเข้าคณะกรรมการกลั่นกรองเพื่อดูว่าจะเข้าหลักเกณใด
- เป็นการละเมิดสิทธิ์หรือไม่
- การประสานการคุ้มครอง
- หากไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ กสม. ก็จะให้การช่วยเหลือทางอื่น ทั้งนี้ห่กเป็นเรื่องที่อยู่ในการพิจารณาของศาล ก็จะตัดอำนาจของทาง กสม. ไป
ส่วนกรอบระยะเวลาหากไม่มีความซับซ้อนก็จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน เมื่อพิจารณาแล้วหากพบมีการละเมิดสิทธิตามที่ผู้ร้องมายื่น ตามอำนาจ กสม. ให้มีข้อเสนอแนะเพื่อแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตามหลักมนุษยชน ซึ่งทาง กสม. เองไม่มีการกำหนดโทษใด ๆ หากผู้ร้องต้องการดำเนินคดีอาญาหรืออื่น ๆ ทางผู้ร้องต้องดำเนินการเอง