กรณีเหตุรถเก๋งพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี โดยมี นายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน เป็นคนขับ และมีหญิงชาวไต้หวันนั่งมาด้วย เจ้าหน้าที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุจนพบอาวุธปืนพร้อมแม็กกาซีนภายในรถ นำไปสู่การขยายผลตรวจค้นบ้านพักหรูในซอยห้วยใหญ่ ก่อนค้นรังลับเจอระเบิด C4 และปืน M16 เพียบ
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบประวัติการเดินทางพบว่า นายหมิงเฉิน เข้าประเทศไทยครั้งแรกในปี 2020 ด้วยวีซานักท่องเที่ยว และเดินทางเข้าประเทศครั้งล่าสุดเมื่อ 27 ม.ค. 69 ด้วยวีซ่ารีเอนทรี เชื่อมโยงกับวีซาระยะยาวที่พำนักได้ 5 ปี
ที่น่าสนใจคือ นายหมิงเฉินถือพาสปอร์ต 2 สัญชาติ จีนและกัมพูชา และมีบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) โดยมีชื่ออยู่ใน กทม. ซึ่งย้ายมาจาก อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อปลายปี 2566 หลังเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพิ่ม ทางเจ้าหน้าที่กรมการปกครองก็ได้ลงพื้นที่
ชุดปฏิบัติการสืบสวนได้ทำการสืบสวนและตรวจสอบจากระบบทะเบียนราษฎร กรมการปกครอง รายการของนายหมิงเฉิน ซัน สัญชาติจีน พบว่าเกิดที่มณฑลเฮย์หลงเจียง ประเทศจีน โดยได้จดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงสัญชาติไทย ที่สำนักทะเบียนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2565
ในบันทึกระบุว่าไม่เคยอยู่กินกันมาก่อนและฝ่ายชายไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ ใช้ล่ามผู้หญิงเป็นผู้แปลภาษา ต่อมาบุคคลรายดังกล่าวได้เพิ่มชื่อเข้าทะเบียนบ้านบุคคลที่อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทยชั่วคราว (ทร.13) ในเขตคลองสามวา กทม. และทำ “บัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย” ครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2565
จากนั้น นายหมิงเฉิน ซัน ได้ย้ายเข้าทะเบียนไปที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และขอทำบัตรใหม่ในครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565
ต่อมานายหมิงเฉิน ซัน ได้ย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าว เมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2566 และย้ายเข้าบ้านหลังเดิม ณ เขตคลองสามวา กทม. และขอทำบัตรครั้งที่ 3 กรณีบัตรชำรุด เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2566
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านหลังที่นายหมิงเฉิน ซัน ย้ายเข้า ณ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 โดยมีลูกของเจ้าบ้านเป็นผู้ดำเนินการให้ ซึ่งวันดังกล่าวมีเจ้าหน้าที่ของอำเภอเชียงดาวขอให้รับนายหมิงเฉิน ซัน เข้าบ้าน หลังจากดำเนินการย้ายเข้าบ้านแล้วเสร็จ นายหมิงเฉิน ซัน ได้มอบเงินจำนวน 2,000 บาท ตอบแทนเป็นค่าดำเนินการ
ข้อสังเกตในมูลเหตุจูงใจที่นายหมิงเฉิน ซัน ย้ายเข้าบ้าน ณ อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ น่าเชื่อว่าอาจย้ายเข้ามาเพื่อจะสวมสิทธิชนกลุ่มน้อย ทำบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน ในลักษณะเดียวกันกับที่มีการจับกุมบุคคลสัญชาติจีนไปในปฏิบัติการสลายหมอกเชียงดาว เมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2569 อย่างมีนัยสำคัญ
เมื่อตรวจสอบ พบว่าปลัดอำเภอที่ทำรายการบัตรประจำตัวดังกล่าว เคยเชื่อมโยงกับกรณีทุจริตในคดีสวมบัตรประจำตัวประชาชนให้กับบุคคลสัญชาติจีนที่ถูกกลุ่มคนร้ายลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ มีการทำร้ายร่างกาย และตัดนิ้วมือ ซึ่งถูกตำรวจดำเนินคดีไปแล้วในช่วงเดือนธันวาคม 2565
สรุปผลการตรวจสอบในเบื้องต้นเชื่อว่า การย้ายเข้าทะเบียนบ้าน ณ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ของนายหมิงเฉิน ซัน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2565 เข้าข่ายเป็นความผิดทางอาญาฐานแจ้งข้อความอันเท็จแก่เจ้าพนักงานเข้าสู่ฐานระบบทะเบียนราษฎร ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร พ.ศ. 2563 ม.50 ประกอบมาตรา 137 และมาตรา 267 แห่งประมวลกฎหมายอาญา รวมทั้ง มีความผิดตามมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
ขณะที่นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า หลังรับทราบคดีนี้ก็ได้ส่งการให้ทางทีมงานปกครองเร่งตรวจสอบโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ที่อำเภอเชียงดาวเขาเข้ามาแล้ว ต้องดูว่าเจ้าบ้านเองนั้นมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเป็นผู้ติดต่อกันกี่คนจะขยายผลไปถึงบุคคลใดเพิ่มอีกและมีการทำลักษณะนี้มานานแค่ไหนและทำมากี่คนแล้ว
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ผู้ต้องหาเข้ามาใชแลขที่บ้านในการทำบัตรสีชมพูแล้วเราต้องดูว่าเจ้าของบ้านมีส่วนเกี่ยวข้องกันหรือไม่ หรือถ้าหากไม่มีหรือชี้แจ้งไม่ได้ทางเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไปทั้งเจ้าบ้านทั้งคนนำมานั้นต้องมีการขยายผลต่อไปด้วยทีผ่านมาได้มีการดำเนินตามกฎหมายไปแล้ว 7 ราย เจ้าหน้าที่รัฐก็ได้มีการไล่ออกจากราชการไปแล้ว
นอกจากนี้ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ได้มีการสั่งการไปยังทุกอำเภอและลงดาบว่าในเคสกรณีการสวมบัตรทั้งบัตรประชาชนและบัตรคนบนพื้นที่สูงอย่าให้เกิดขึ้นในจังหวัดเชียงใหม่เด็ดขาด โดยเฉพาะอำเภอที่อยู่ตามแนวชายแดน
โดยให้ทุกอำเภอได้รายงานการขอสัญชาติการลงทะเบียนบัตรในกระบวนการต่างๆเข้ามาให้ทางจังหวัดรับทราบด้วยเพื่อที่จะทราบว่าอันไหนที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติเราก็จะได้สั่งการชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจลงพื้นที่ตรวจสอบทันที