ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในที่ประชุม วาระกระทู้ถามสด โดยนายปิยรัฐ จงเทพ สส.พรรคประชาชน เรื่องกรณีจับกุมนายหมิงเฉิน ซัน ชาวจีน ครอบครองอาวุธสงคราม ถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่ได้มอบหมายให้ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาตอบกระทู้แทน
โดยนายปิยรัฐ กล่าวว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคมที่ผ่านมา มีการจับกุมชาวต่างชาติที่ชื่อว่านายหมิงเฉิน ซัน ซึ่งการจับกุมดังกล่าวพบอาวุธสงครามจำนวนมาก เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดจากการทำงานเชิงรุกของเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง แต่เกิดจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่รู้ว่าที่ไหนมาช่วยเหลือ เกิดฝนตกหนัก รถที่บรรทุกอาวุธเหล่านี้ประสบอุบัติเหตุ กระทั่งนายตำรวจจราจรพบพิรุธเข้าและขยายผลจับกุม
"เหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรเกิดจากอุบัติเหตุ ไม่ควรไปฝากไว้กับผีสางเทวดาที่ไหน สำหรับชีวิตของคนไทย เรื่องนี้พอเกิดขึ้น แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ต่างออกมาถามออกมาตอบคนละทิศคนละทาง หน่วยงานข่าวกรองก็ตอบไปทางตำรวจ ก็ตอบไปทาง จึงไม่รู้ว่าตกลงแล้วใครต้องเป็นคนตอบเรื่องนี้" นายปิยรัฐ กล่าว
นายปิยรัฐ จึงตั้งคำถามว่า รัฐบาลยอมรับหรือไม่ว่ากรณีนี้เป็นความล้มเหลวของการข่าวหรือข้อมูลการข่าวของรัฐบาล ของหน่วยงานรัฐที่บกพร่อง สะท้อนถึงความล้มเหลวเชิงระบบของหน่วยงานความมั่นคง แล้วรัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการรับมือกับภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่นี้
ด้าน นายเจเศรษฐ ถอนหายใจเสียงดังก่อนตอบคำถามว่า ตนก็เพิ่งได้ทราบข้อมูล และเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นได้ทำการย้อนรอยผู้ต้องหารายนี้ พบว่ามีการเข้าออกประเทศหลายประเทศ หลายทวีป ซึ่งได้มีการสอบถามไปยังประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น ถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับการก่อการร้ายหรือวางแผนจะก่อเหตุร้ายแรงของผู้ต้องหารายนี้ แต่ก็ไม่พบข้อมูล
ซึ่งทางการข่าว หากจะมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเข้ามาเพื่อจะก่อการร้ายในประเทศใดประเทศหนึ่ง หากตรวจสอบย้อนรอยไปแล้ว จะต้องมีเบื้องหลัง มีประวัติข้อมูลบ่งชี้ หรือมีองค์กรใดองค์กรหนึ่งอุดหนุนหลัง ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบผู้ต้องหารายนี้ไม่พบข้อมูลเหล่านี้ ถ้าหากถามว่าล้มเหลวในเรื่องนี้หรือไม่ ตนขอตอบว่าไม่ใช่ล้มเหลว แต่อาจจะมีช่องว่างหนึ่งที่ยังไม่ได้บูรณาการอย่างเต็มที่ แต่วันนี้รัฐบาลได้กำชับอุดรอยต่อระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ให้น้อยที่สุด กรณีอย่างนี้เกิดขึ้นมาได้
"จากข้อมูลบ่งชี้ว่า ถ้าเขามีความต้องการหรือเจตนาก่อเหตุร้ายแรง ต้องมีที่มาที่ไปชัดเจน มีการติดต่อ เราทำการค้นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่จับต้องได้ หรือจากบุคคลใกล้ชิด หน่วยงานพยายามขุดคุ้ยทุกอย่าง และตรวจล่องลอยที่มาที่ไป แต่วันนี้ยังไม่มีการเชื่อมโยงข้อมูลไปถึงจุดอื่น" นายเจเศรษฐ กล่าว
นายปิยรัฐ ถามต่อว่า เมื่อรัฐมนตรีบอกว่ามีข้อมูลอยู่บ้าง และข้อมูลก่อนหน้านั้นไม่พบว่าเป็นอาชญากรหรือบุคคลที่ต้องติดตาม แต่ปัจจุบันประเทศไทยมีชาวต่างชาติเข้าออกประเทศจำนวนมาก แต่ที่ผ่านมามีการตั้งข้อสังเกตอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะบุคคลที่เดินทางเข้าออกบ่อยครั้ง และไม่ได้มีอาชีพเป็นหลักแหล่ง อยู่บ้านหรู มีเงินหมุนเวียนในบัญชีหลายสิบล้าน เรื่องแบบนี้รัฐบาลก็ควรเพ่งเล็งได้ โดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่ ประเทศของเรามีหน่วยงานความมั่นคงที่ดูแลเรื่องการข่าวไม่น้อยกว่า 7 หน่วยงาน เกินครึ่งขึ้นตรงกับนายกรัฐมนตรี
ซึ่งก่อนหน้านี้ ต้นเดือนมกราคม 2561 พร้อมยกตัวอย่างการก่อเหตุอาชญากรรมร้ายแรง ยิงผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชา จนเสียชีวิต ผู้ก่อเหตุคือจ่าเอ็ม ที่ศาลพิพากษาจำคุกไปแล้ว และมีการหลบหนีไปโผล่ที่กัมพูชา สุดท้ายมีการประสานงานส่งตัวกลับมาดำเนินคดีที่ประเทศไทย
ส่วนกรณีล่าสุด นายหมิงเฉิน ซัน ก็มีการออกหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ทหารเรือ จึงถามว่าหากหน่วยงานของรัฐไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่สามารถที่จะจัดหาอาวุธเหล่านี้ได้ใช่หรือไม่ รัฐมนตรีจะมีการขยายผลสอบหาข้อเท็จจริงถึงแรงจูงใจ รวมถึงผู้จ้างวานที่อยู่เบื้องหลังได้หรือไม่ เพราะกรณีก่อนหน้านี้ไม่เคยสาวถึงผู้อยู่เบื้องหลังได้เลย และตัดตอนจบเฉพาะคนที่จับได้เท่านั้น มาตรการแบบนี้จะขยายผลและจัดการกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ปล่อยให้มีการนำพาอาวุธหรือกระจายอาวุธสงครามเหล่านี้ไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ในประเทศได้อย่างไร
นายเจเศรษฐ กล่าวตอบว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เตรียมนำคดีนี้เข้าสู่การเป็นคดีพิเศษ ที่สามารถดึงทุกหน่วยงานเข้ามาบูรณาการร่วมกันในการทำงาน วันนี้ฝ่ายปกครองได้ทำการไล่ไปถึงต้นตอ และพรุ่งนี้จะมีการออกหมายจับเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องก็มีการดำเนินคดี
นอกจากนี้ยังตรวจสอบไปจนถึงวัฏจักรการใช้ชีวิต ว่าไปพัวพันกับต่างชาติได้อย่างไร และมีบุคคลใดบ้างระหว่างทางที่ทำให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องขอเวลาในการพิสูจน์ในแต่ละขั้นตอน หากเรื่องนี้มีเบื้องหลัง ถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่มีใครที่จะแบกรับหรือตัดตอนไปได้ หากมีเบื้องหลัง นอกจากผู้ต้องหารายนี้ ก็ต้องเปิดเผยและนำไปสู่กระบวนการทางกฎหมายให้สิ้นสุด