จากกรณีเมื่อวันที่ 11 พ.ค. 2569 เรือนจำพิเศษพัทยา มีการรับตัวนายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี (สัญชาติจีน) ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดี ในความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนและวัตถุระเบิด ควบคุมไว้ภายในเรือนจำฯ ก่อนที่ในวันเดียวกัน เวลา 17.30 น. เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้ส่งตัว นายหมิงเฉิน ซัน ออกไปรักษาพยาบาลฉุกเฉิน เนื่องจากเกิดอาการชักเกร็งและหมดสติ โดยเข้ารับการรักษาฉุกเฉินที่โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ
จากนั้นในเวลา 21.00 น. โรงพยาบาลพัทยาปัทมคุณ ได้ดำเนินการย้ายผู้ป่วยไปรับการรักษาต่อเนื่อง ณ หอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ชั้น 2 ตึกอุบัติเหตุ ในเบื้องต้น เรือนจำพิเศษพัทยาได้ตรวจหาสารเสพติดและสารพิษในร่างกาย แต่ไม่พบสารเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน (Methamphetamine) และกัญชา ซึ่งเจ้าหน้าที่พยาบาลประจำเรือนจำ ได้ดำเนินการจัดทำหนังสือราชการเพื่อขอรับเอกสารยืนยันผลการตรวจสารเสพติดอย่างเป็นทางการจากทางโรงพยาบาล
โดยทางโรงพยาบาลได้ส่งตัวอย่างส่งตรวจ ไปยังศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งแพทย์สันนิษฐานเบื้องต้นว่าผู้ต้องขังได้รับประทานยาประจำตัวเกินขนาด จึงได้ทำการใส่สายยางทางจมูกเพื่อล้างระบบทางเดินอาหาร โดยพบของเหลวสีฟ้าและได้ทำการฉีดยาต้านพิษ ส่งผลให้ผู้ต้องขังเริ่มขยับตัว มีปฏิกิริยาตอบสนองดีขึ้น และสามารถปฏิบัติตามคำสั่งทางการแพทย์ได้แต่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่วนการรับประทานอาหารยังคงต้องให้สารอาหารเหลวผ่านสายยางทางจมูก
ส่วนผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ (Lab) ผลตรวจสารเสพติด ผลการตรวจปัสสาวะ ไม่พบสารเสพติดทุกประเภท ทางโรงพยาบาลได้ส่งตัวอย่างเลือดไปตรวจวิเคราะห์โดยละเอียดทางห้องปฏิบัติการ เพื่อตรวจกลุ่มสาร alcohol, Benzodiazepine, ยาฆ่าแมลง คาดว่าจะทราบผลภายใน 5-15 วัน ตามที่มีการรายงานข่าวไปแล้วนั้น
ความคืบหน้าวันที่ 18 พ.ค. 2569 นายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยอาการล่าสุดโดยรวมว่า สำหรับการรักษาพยาบาล ทางผู้ต้องขังได้รับการประเมินอนุญาตให้ออกจากหอผู้ป่วยวิกฤต (ICU) เรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันนอนพักรักษาตัวเดี่ยว ๆ อยู่ที่วอร์ดผู้ป่วย (Ward) ซึ่งค่อนข้างมีความมั่นคงสูง ยังคงมีเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์เฝ้าตรวจตราผู้ต้องขังอย่างใกล้ชิด พร้อมกับกำลังสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางละมุง และหน่วยปฏิบัติการพิเศษ (นปพ.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ร่วมปฏิบัติภารกิจตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยโดยรอบพื้นที่โรงพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนการเยี่ยมของญาติ ยังไม่สามารถอนุญาตได้ เพราะผู้ต้องขังยังพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล
นายยุทธนา เผยอีกว่า สำหรับอาการล่าสุดดีขึ้น เริ่มรู้สึกตัว แข็งแรงขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ที่พบปัญหาว่าผู้ต้องขังยังทานอาหารไม่ได้นั้น แต่หลังจากนี้เชื่อว่าจะเริ่มทานอาหารได้เล็กน้อย ส่วนที่ผู้ต้องขังมีอาการชักเกร็งหมดสติในวันเกิดเหตุ ก็เชื่อว่ามาจากการทานยาประจำตัวเกินขนาด ในระหว่างก่อนที่จะถูกควบคุมตัวมาคุมขังยังเรือนจำฯ ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของการใช้สารเสพติด ทั้งนี้ ผู้ต้องขังเองก็มีประวัติแจ้งว่ารักษาอาการซึมเศร้าอีกด้วย แต่ก็เป็นเรื่องของทางแพทย์ที่จะให้การวินิจฉัยรักษาตามขั้นตอน ส่วนเรื่องผลตรวจเลือดต่าง ๆ อย่างเป็นทางการ จะเป็นในส่วนของแพทย์และเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของสำนวนคดีรับผิดชอบข้อมูล
ในเรื่องของความวิตกกังวล หรือความเครียดสูงผิดปกติของผู้ต้องขัง ระหว่างการนอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ตอนนี้ยังไม่น่าเป็นกังวลมากนัก อย่างไรก็ตาม หากจะต้องนอนพักรักษาตัวที่ รพ. นานเพียงใดนั้น ตามขั้นตอนแล้วก็เป็นดุลพินิจแพทย์ แต่ในทางปฏิบัติอีกมิติหนึ่ง ราชทัณฑ์และตำรวจมีหน้าที่ต้องจัดกำลังไปเฝ้าดูติดตาม จึงทำให้อาจมีช่องว่างหรือโอกาสความไม่ปลอดภัย การเสี่ยงหลบหนีได้ จึงต้องพิจารณาเรื่องนี้ประกอบกับทางการรักษาของแพทย์ไปด้วย ทำให้หากราชทัณฑ์จะต้องนำตัวผู้ต้องขังกลับเรือนจำฯ ก็ต้องดูความเห็นของแพทย์ ประกอบกับความปลอดภัยของผู้ต้องขังคู่ขนานกัน แต่ในตอนนี้ยังคงต้องนอนพักรักษาตัวที่ รพ.พัทยาปัทมคุณ ไปก่อน