จากกรณีเหตุรถไฟพุ่งชนรถโดยสารประจำทาง บริเวณแยกมักกะสัน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 8 ราย และมีผู้บาดเจ็บกว่า 30 ราย ซึ่งล่าสุดสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลและตรวจ DNA ของญาติผู้เสียชีวิต จากเหตุรถไฟพุ่งชนรถเมล์ จนมีผู้เสียชีวิต 8 ราย โดยเบื้องต้นสามารถยืนยันอัตลักษณ์ได้แล้ว 6 ราย ประกอบด้วย
1.นายธนัฐพิพัฒน์ ฯ อายุ 22 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยศิลปากร
2.น.ส.วิภารักษ์ ฯ อายุ 25 ปี นิสิตเก่าสาขาสื่อสารมวลชน คณะมนุษย์ศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ปัจจุบันทำงานตำแหน่งกราฟฟิกบริษัทแห่งหนึ่งและมีอาชีพเสริมเปิดเพลงผับแห่งหนึ่ง ย่านบางนา
3.น.ส.เทียม ฯ อายุ 57 ปี อาชีพแม่บ้านที่บริษัทแห่งหนึ่ง ย่านประตูน้ำ
4.นางเอื้องฯ อายุ 66 ปี หรือป้าเอี้ยง อาชีพแม่บ้านที่บริษัทแห่งหนึ่ง ย่าน รพ.จุฬา
5.Ms.AYE AYE MYINT อายุ 36 ปี ชาวเมียนมา
6.นายฑีฆา ฯ อายุ 33 ปี อาชีพ พนักงานเอกชนบริษัทเอกชน
ทั้ง 6 รายพนักงานสอบสวนสน.มักกะสันได้ทำหนังสือให้ญาติที่มาสอบปากคำไปรับศพที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจเรียบร้อยทุกรายแล้ว คงเหลืออีก 2 รายที่อยู่ระหว่างพิสูจน์ทราบ
ส่วนความคืบหน้าทางคดี ล่าสุดที่ สน.มักกะสัน พันตำรวจเอก กัมพล รัตนประทีป รองผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยความคืบหน้าหลังประชุมคดีรถไฟชนรถเมล์ในช่วงเย็น เป็นเวลานานเกือบ 2 ชั่วโมง ว่า วันนี้ทางคณะพนักงานสอบสวนได้มีการสอบปากคำพยานที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปแล้ว 28 ปาก โดยเฉพาะการสอบปากคำผู้บาดเจ็บ 19 ราย ยังเหลืออีก 6 ราย ที่ยังอยู่ในอาการสาหัส ส่วนผู้เสียชีวิตทั้ง 8 ราย ตอนนี้ได้พิสูจน์ DNA แล้ว 7 ราย ยืนยันอัตลักษณ์บุคคลได้แล้ว 6 ราย อีก 1 รายทราบว่ามีพ่อจากจังหวัดเชียงใหม่ กำลังเปรียบเทียบ DNA ส่วนอีกหนึ่งรายยังไม่สามารถตามหาญาติได้
สำหรับประเด็นการสอบพนักงานรักษารถที่ดูแลตู้สินค้า ให้การอ้างว่า ตนนั่งอยู่ในแคปที่ 2 ซึ่งอยู่ด้านหลังของห้องควบคุม จึงไม่ทราบรายละเอียด มารู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เกิดอุบัติเหตุและเห็นเพลิงลุกไหม้ จึงรีบวิ่งลงจากรถทันที
ทั้งนี้จากการสอบปากคำ สารวัตรงานหัวรถจักรบางซื่อ หัวหน้าแผนกบริหารทางเทคนิค ด้านการลากเลื่อน และเจ้าหน้าที่กองเดินรถฝ่ายปฏิบัติงาน ซึ่งถือเป็นผู้บังคับบัญชาของคนขับรถไฟและช่างเครื่อง ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ซึ่งไม่สามารถเปิดเผยได้ โดยยืนยันว่าคนขับรถไฟมีประสบการณ์ ขับในเส้นทางนี้มาแล้ว 58 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2566 ส่วนช่างเครื่อง เพิ่งมาทำงาน เพียงแค่ 14 วัน และขึ้นขบวนรถคันดังกล่าวเป็นครั้งที่ 2 ในส่วนการสอบเจ้าหน้าที่อาณัติสัญญาณ ยืนยันว่าอุปกรณ์การให้สัญญาณไม่ได้ขัดข้องสามารถใช้งานได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามทางฝ่ายสืบสวนได้เข้าไปเก็บกล้อง 3 ซุ้ม โดยซุ้มที่อยู่ก่อนจุดเกิดเหตุพบว่าคนขับรถไฟและช่างเครื่อง ยังปฏิบัติงานอยู่ในห้องควบคุมตามปกติ ซึ่งการจำลองสถานการณ์ในวันพรุ่งนี้ฝ่ายสืบสวนจะดูเรื่องสัญญาณการโบกธงโดยสงวนสิทธิ์ที่จะให้ผู้สื่อข่าวขึ้นไปเฝ้าติดตาม เนื่องจากสถานที่มีความคับแคบ เกรงว่าจะได้รับอันตราย
โดยในวันนี้ทางกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้มีการจับผู้ฝ่าฝืนที่จอดรถในจุดห้ามหยุดในพื้นที่จุดตัดรางรถไฟแล้ว 32 ราย จ่ายค่าปรับแล้ว 5 ราย รายละ 500 บาท ส่วนอีก 27 ราย ยังไม่ได้มาจ่ายค่าปรับ อย่างไรก็ตามทางทีมงานฝ่ายสืบสวน ยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลัง ว่าก่อนเกิดเหตุมีรถคันใดบ้างที่ไปจอดคร่อมรางรถไฟ เพื่อพิสูจน์ทราบผู้ครอบครองรถ ก่อนจะเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาตาม พ.ร บ. จราจรทางบก ต่อไป