จากกรณีหนุ่มไรเดอร์ส่งอาหารถูกฟ้าผ่าขณะขี่รถจักรยานยนต์บนสะพานยกระดับรัชวิภา มุ่งหน้าแยกรัชโยธิน จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยฟ้าผ่าลงบริเวณหมวกกันน็อก ทำให้หมวกและลำคอมีรอยไหม้ ขณะที่สร้อยคอขาดออกจากกัน ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Jessada Denduangboripant” ระบุว่า “สร้อยคอ หมวกกันน็อก ฯลฯ ไม่ได้ล่อฟ้าผ่ามอเตอร์ไซค์”
“เมื่อกี้นักข่าวช่องวันโทรมาขอความเห็น เรื่องที่มีรถจักรยานยนต์ถูกฟ้าผ่า จนผู้ขับขี่บาดเจ็บสาหัส และก็คอมเมนต์กันไปต่าง ๆ นานา ว่าเป็นเพราะคนขับใส่สร้อยคอ เลยเป็นตัวล่อให้ฟ้าผ่า ... หรือแม้แต่หมวกกันน็อก โทรศัพท์มือถือ กล่องใส่ของท้ายรถ ฯลฯ ก็มีบางคอมเมนต์ที่ตั้งข้อสงสัย!?
ไม่ใช่หรอกครับ ไม่ได้มีวัตถุใดเป็นตัวล่อ หรือตัวดึงดูดให้ฟ้าผ่า เป็นเพียงแค่ความโชคร้ายที่รถอยู่ในจุดสูงเด่น (สะพานยกระดับ) และวิ่งมาตรงจุดที่ฟ้าบังเอิญผ่าลงมาพอดี (ไม่โดนคันนี้ ก็โดนรถคันอื่นที่วิ่งผ่านตรงนั้น)
ตามรายงานข่าวบอกว่า เหตุการณ์เกิดประมาณเวลา 15.41 น. ขณะที่มีชายคนหนึ่งขี่รถจักรยานยนต์บนสะพานยกระดับรัชวิภา เหนือถนนวิภาวดีรังสิต ทิศทางมุ่งหน้าแยกรัชโยธิน แล้วถูกฟ้าผ่าลงมา
ทำให้รถจักรยานยนต์เสียหลักล้ม ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส พบแผลที่คอ รอยไหม้ที่ใบหู และบริเวณศีรษะ สร้อยคอขาดทั้งเส้น (สร้อยสแตนเลส) ซึ่งต่อมาทางอาสาสมัครกู้ภัยได้เข้าให้การช่วยเหลือปฐมพยาบาล ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น
ซึ่งอย่างที่พูดไปแล้วข้างต้นว่า วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่อยู่กับคนขับมอเตอร์ไซค์คันนี้ ล้วนแล้วแต่ไม่ใช่สิ่งล่อให้ฟ้าผ่า (คือถ้าคิดว่าโลหะจะล่อฟ้าผ่า ตัวรถจักรยานยนต์ทั้งคันยังน่าสงสัยมากกว่า)
แต่เพราะความบังเอิญ อันเนื่องมาจากรถมอเตอร์ไซค์กำลังอยู่ในที่โล่งแจ้ง บนสะพานสูง ขณะฝนตก ซึ่งเป็นหนึ่งในบริเวณที่มีความเสี่ยงในการถูกฟ้าผ่า คือพื้นที่ ‘สูงเด่น’ ที่ประจุไฟฟ้าในอากาศจะเคลื่อนที่มาตามเส้นทางที่สั้นที่สุดลงสู่พื้นดิน และมักจะผ่านวัตถุที่อยู่ในจุดสูงเด่นที่สุดของบริเวณนั้น
ส่วนที่เห็นว่าเกิดรอยไหม้บนตัวผู้เคราะห์ร้าย เป็นรอยตามแนวเส้นสร้อยคอ แล้วทำให้คิดว่าสร้อยคอล่อฟ้าผ่านั้น จริง ๆ แล้วเกิดจากการที่โลหะของสร้อยคอได้รับกระแสไฟฟ้า มีการเหนี่ยวนำให้เกิดความร้อนสะสมขึ้น จนทำให้เกิดแผลไหม้รุนแรงให้เห็น
ไม่ต่างกับกรณีของโทรศัพท์มือถือไหม้เกรียมหรือระเบิดเมื่อถูกฟ้าผ่า ซึ่งก็เป็นผลจากกระแสไฟฟ้าของฟ้าผ่า ไม่ใช่ว่าโทรศัพท์จะล่อให้ฟ้าผ่าลงมา
จะเห็นได้ว่า การขับขี่มอเตอร์ไซค์ในระหว่างที่เกิดฝนฟ้าคะนองนั้น มีความเสี่ยงได้รับอันตรายกว่า ‘รถยนต์’ เป็นอันมาก เพราะเวลาที่รถยนต์ถูกฟ้าผ่า โครงโลหะของตัวถังรถยนต์จะทำตัวเหมือนเป็น ‘กรงฟาราเดย์ (Faraday Cage)’ ให้กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าวิ่งไปรอบตัวรถ และลงสู่พื้นดินในที่สุด โดยไม่เข้าไปหาผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารด้านใน แต่มอเตอร์ไซค์นั้นไม่มีโครงสร้างห่อหุ้ม ผู้ขับขี่จึงมีความเสี่ยงที่จะรับกระแสไฟจากฟ้าผ่าไปเต็ม ๆ
ดังนั้น ในช่วงฤดูฝนนี้ ผู้ที่ขับขี่รถจักรยานยนต์ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ไปบนที่สูงเด่น (ดังเช่นกรณีของสะพานต่างระดับ) หรือที่โล่งแจ้ง (เช่น ถนนที่อยู่โดดเดี่ยว หรือทุ่งนา)
ถ้าเป็นไปได้ ควรหยุดพักหาที่หลบฝนที่มั่นใจว่าปลอดภัย เช่น ภายในอาคารที่แข็งแรง หรือใต้โครงสร้างสะพาน อย่าไปจอดหลบใต้ต้นไม้หรือป้ายโฆษณา ซึ่งมักจะเสี่ยงถูกฟ้าผ่า หรืออาจหักโค่นทับได้
ส่วนการใช้โทรศัพท์มือถือนั้น อย่างที่เน้นแล้วว่าทั้งตัวเครื่องโทรศัพท์ หรือสัญญาณโทรศัพท์ ไม่ได้ล่อฟ้าผ่าอย่างที่เข้าใจผิดกัน แต่ก็มีความเสี่ยงอันตราย หากเกิดฟ้าผ่าใกล้ ๆ แล้วมีการเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าขึ้นในอากาศ จนทำให้โทรศัพท์มือถือเกิดการลัดวงจรหรือระเบิดขึ้น ก็จะเป็นอันตรายต่อใบหน้าขณะใช้งานได้ครับ”