จากกรณีหวยอลเวงรอบใหม่ หลังจากป้าสายัณห์ ดอกไม้ หรือป้าขยัน ชาว อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย แจ้งความว่าตนเองได้ไปสั่งลอตเตอรี่จำนวน 3 ใบ ซึ่งหนึ่งในนั้นมีหมายเลข 173770 ซึ่งถูกรางวัลที่ 1 งวดวันที่ 1 มิ.ย.2569 อยู่ด้วย โดยมีการนำไปให้เพื่อนบ้านตรวจให้ก่อนจะฝากลอตเตอรี่ไว้กับเพื่อนบ้าน แต่พอกลับไปหาเพื่อนบ้านอีกครั้งแต่กลับบอกว่าลอตเตอรี่ที่ฝากไว้ไม่ถูกรางวัล ก่อนจะสารภาพว่าได้นำลอตเตอรี่ดังกล่าวเผาทำลายหลักฐานไปแล้วนั้น ทำให้มีการตั้งคำถามว่าแบบนี้เจ้าของลอตเตอรี่ตัวจริง จะยังได้รับเงินรางวัลหรือไม่
โดยกรณีดังกล่าว เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกา ที่เคยพิพากษาในคดีเกี่ยวกับลอตเตอรี่สูญหายไว้แล้วดังนี้
1.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 223/2497
โดยคดีดังกล่าว นายภัทร บูรณะบุตร เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องกระทรวงการคลัง ที่ 1 นายพลโทสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ประธานกรรมการสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ที่ 2 จำเลย
ซึ่งคดีนี้โจทก์ฟ้องอ้างว่า ถูกเลขสลากกินแบ่งรางวัลที่ 4 แล้วไปขอรับเงินรางวัลจากจำเลย ๆ ไม่ยอมจ่ายให้ จึงขอให้ศาลบังคับ โดยจำเลยต่อสู้คดีหลายประการ และว่าสลากกินแบ่งได้ระบุเงื่อนไขไว้ทุกฉบับว่า เงินรางวัลจะจ่ายแก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับ หากโจทก์เป็นเจ้าของสลากที่ถูกรางวัล โจทก์ก็เลินเล่อปล่อยให้สลากสูญหาย จึงไม่มีสิทธิที่จะรับรางวัล
ทั้งนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจ่ายเงินรางวัลแก่โจทก์ตามฟ้อง ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จนคดีไปถึงชั้นฎีกา ซึ่งศาลฎีกาพิพากษายืน โดยเห็นว่า ข้อกำหนดที่จำเลยโต้เถียงมาดังกล่าว มีไว้ก็เพื่อจะจ่ายเงินให้แก่เจ้าของสลากกินแบ่งอันแท้จริง โดยป้องกันผู้ทุจริตแอบอ้างมารับเงินรางวัล เมื่อคดีฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลแล้ว จำเลยจะอ้างความข้อนี้ไม่จ่ายเงินรางวัลแก่โจทก์ ไม่ได้
2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 464/2515
คดีระหว่าง จ่าเอกมาโนช เชาว์ฉลาด เป็นโจทก์ ฟ้องกระทรวงการคลัง โดยนายเสริม วินิจฉัยกุล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นจำเลยที่ 1 สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยจอมพลถนอม กิตติขจร ในฐานะประธานกรรมการ และสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็นจำเลยที่ 2 คดีนี้โจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 คงเหลือที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1
โดยฟ้องว่าเมื่อวันที่ 1 ก.พ. 2511 โจทก์ซื้อสลากกินแบ่งของรัฐบาลหมาย ข.หมายเลขสลาก 828723 หนึ่งฉบับ กำหนดออกรางวัลในวันที่ 10 ก.พ. 2511 แล้วโจทก์ฉีกสลากกินแบ่งส่วนล่างให้ภรรยาเก็บไว้ ส่วนบนโจทก์เก็บไว้เอง จากนั้นวันที่ 13 ก.พ. โจทก์ตรวจผลของการออกสลาก ปรากฏว่าสลากกินแบ่งดังกล่าวถูกรางวัลที่ 2 แต่สลากส่วนล่างที่มอบให้ภรรยาไว้นั้นหายไป โจทก์จึงนำสลากส่วนบนไปรับเงินรางวัลจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลและแจ้งให้ทราบถึงสลากส่วนล่างที่หาย และแจ้งความไว้แล้ว และเมื่อวันที่ 14 พ.ค. 2511 โจทก์ไปขอรับเงินรางวัลสำหรับสลากส่วนที่หายเจ้าหน้าที่ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลไม่จ่ายให้
จึงขอให้ศาลพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ใช้เงินรางวัลพร้อมด้วยดอกเบี้ย 20,083 บาทให้โจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7 ครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 20,000 บาท ตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะใช้เงินเสร็จ และเสียค่าฤชาธรรมเนียม ค่าทนายความแทนโจทก์
ขณะที่จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ไม่ใช่เจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาลหมายเลข 828723 หมาย ข.ส่วนล่างดังฟ้อง ทั้งไม่มีหลักฐานอื่นใดแสดงว่าเป็นเจ้าของ จำเลยได้กำหนดเงื่อนไขไว้หลังสลากทุกฉบับโดยชัดแจ้งว่า "เงินรางวัลจะจ่ายให้แก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับ" จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ตามข้อผูกพันที่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้
ทั้งนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินสองหมื่นบาทให้โจทก์พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความให้เป็นพับไปทั้งสองฝ่าย ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์
แต่เมื่อคดีถึงชั้นฎีกา ศาลฎีกาเชื่อว่าสลากกินแบ่งฉบับดังกล่าวนี้ ส่วนล่างเป็นของโจทก์และได้หายไปจริงดังฟ้องที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าได้กำหนดเงื่อนไขไว้หลังสลากทุกฉบับโดยชัดแจ้งว่า "เงินรางวัลจะจ่ายให้แก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับ" เงื่อนไขดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวเป็นเพียงเพื่อให้จำเลยที่ 1 มีหลักฐานในการที่จะจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกรางวัล ไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะไม่จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ถูกรางวัลที่สลากหาย และการที่จำเลยที่ 1 จัดให้มีการออกสลากกินแบ่งนั้น มีวัตถุประสงค์อยู่อย่างหนึ่งว่า จะแบ่งเงินที่ได้จากการขายสลากให้แก่ผู้ถูกสลากตามจำนวนที่กำหนดไว้จำนวนเงินที่กำหนดนี้ ถือได้ว่าเป็นสัญญาอันมีผลผูกพันระหว่างผู้จัดการออกสลากกินแบ่งกับผู้ถูกรางวัล
ฉะนั้น เมื่อโจทก์มีหลักฐานเชื่อได้ว่าโจทก์ถูกรางวัลแต่สลากหาย ก็เป็นหลักฐานเพียงพอที่จำเลยที่ 1 ควรต้องจ่ายเงินรางวัลให้โจทก์ ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้หนึ่งพันสองร้อยบาทถ้วน
3.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2578/2530
คดีดังกล่าวเป็นคดรระหว่าง นาย วุ่น อัคร กิ่ง โจทก์ ฟ้อง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลย กรณีข้อกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 368 พ.ร.บ.จัดตั้งสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 เงื่อนไขการรับรางวัลที่ได้ระบุไว้ด้านหลังสลากกินแบ่งทุกฉบับว่าเงินรางวัลจะจ่ายแก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับ เป็นข้อกำหนดที่มี ไว้เพื่อจะจ่ายเงินให้เจ้าของสลากกินแบ่งที่แท้จริงป้องกันผู้ทุจริตแอบอ้างมารับเงินรางวัล เพื่อให้มีหลักฐานในการที่จะจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกรางวัลเท่านั้น ไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะไม่จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ถูกรางวัลที่สลากหายไป เมื่อโจทก์เป็นเจ้าของสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัล โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับรางวัลสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลจะอ้างข้อกำหนดนี้เพื่อไม่จ่ายเงินรางวัลให้แก่โจทก์หาได้ไม่
ซึ่งคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า สลากกินแบ่งของโจทก์ถูกรางวัลที่ 4 แต่สลากฉบับนี้หายไป โจทก์นำภาพถ่ายสลากที่สูญหายพร้อมทั้งหลักฐานการแจ้งความไปขอรับรางวัลจากจำเลย แต่จำเลยไม่ยอมจ่ายให้ขอให้บังคับให้จำเลยจ่ายเงินรางวัล 20,000 บาท และดอกเบี้ย
ขณะที่จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่ใช่ผู้ถูกรางวัล เพราะโจทก์ไม่นำสลากกินแบ่งฉบับที่ถูกรางวัลมาขอรับรางวัล และสลากกินแบ่งทุกฉบับมีเงื่อนไขที่ระบุไว้ด้านหลังสลากว่า เงินรางวัลจะจ่ายแก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับเท่านั้น ขอให้ยกฟ้อง
ทั้งนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยใช้เงินให้แก่โจทก์ 20,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ย ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จนคดีมาถึงชั้นฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายว่าจำเลยได้ระบุเงื่อนไขการรับรางวัลไว้ที่ด้านหลังสลากกินแบ่งทุกฉบับว่าเงินรางวัลจะจ่ายแก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับ เงื่อนไขการรับเงินรางวัลดังกล่าวถือได้ว่าเป็นสัญญาข้อหนึ่งซึ่งโจทก์จำเลยต้องปฏิบัติตาม โจทก์มาขอรับเงินรางวัลโดยไม่ถือสลากที่ถูกรางวัลมาแสดงต่อจำเลยถือได้ว่าโจทก์ผิดสัญญาไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขในการรับเงินรางวัลดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีหน้าที่ต้องจ่ายเงินรางวัลแก่โจทก์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลฎีกาต้องถือตามว่าโจทก์เป็นเจ้าของสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลตามฟ้อง เมื่อเป็นดังนี้ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ข้อกำหนดดังกล่าวที่จำเลยเรียกว่าเงื่อนไขนั้นเป็นข้อกำหนดที่มีไว้เพื่อจำเลยจะจ่ายเงินให้เจ้าของสลากกินแบ่งที่แท้จริง โดยป้องกันผู้ทุจริตแอบอ้างมารับเงินรางวัล เพื่อให้จำเลยมีหลักฐานในการที่จะจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกรางวัลเท่านั้น ไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะไม่จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ถูกรางวัลที่สลากหายไป เมื่อคดีฟังได้ว่าโจทก์เป็นเจ้าของสลากกินแบ่งที่ถูกรางวัลตามฟ้อง โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินรางวัลจากจำเลย จำเลยจะอ้างข้อกำหนดนี้เพื่อไม่จ่ายเงินรางวัลให้แก่โจทก์หาได้ไม่
ปัญหาเช่นนี้ศาลฎีกาได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วในคำพิพากษาฎีกาที่ 222/2497 ระหว่างนายภัทร บูรณะบุตร โจทก์ กระทรวงการคลังกับพวก จำเลยคำพิพากษาฎีกาที่ 468/2515 ระหว่าง จ่าเอกมาโนช เชาว์ฉลาดโจทก์ กระทรวงการคลัง กับพวก จำเลย และคำพิพากษาฎีกาที่3409/2525 ระหว่างนางสมหมาย ปอดีเสมอ โจทก์ สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลย ศาลล่างทั้งสองพิพากษาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นฎีกา 500 บาทแทนโจทก์
4.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3409/2529
คดีที่ นางสมหมาย ปอดีเสมอ เป็นโจทย์ ยื่นฟ้อง สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล จำเลย ตามข้อกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา 361, 362, 854 การที่จำเลยกำหนดเงื่อนไขไว้ในสลากกินแบ่งทุกฉบับว่า เงินรางวัลจะจ่ายให้แก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับนั้น เงื่อนไขดังกล่าวแม้จำเลยจะกำหนดขึ้นโดยอาศัยอำนาจที่มีอยู่ตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล พ.ศ.2517 ก็ตาม แต่เป็นเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นเพียงเพื่อให้จำเลยมีหลักฐานในการที่จะจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกรางวัลเท่านั้น ไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะไม่จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ถูกรางวัลที่สลากหายหรือถูกไฟไหม้ และเห็นว่า การที่จำเลยจัดให้มีการออกสลากกินแบ่ง ก็โดยมีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งว่า จะแบ่งเงินที่ได้จากการขายสลากให้แก่ผู้ถูกสลากตามจำนวนที่กำหนดไว้ ถือได้ว่า เป็นสัญญาอันมีผลผูกพันระหว่างผู้จัดการออกสลากกินแบ่งกับผู้ถูกรางวัล ดังนั้นเมื่อโจทก์มีหลักฐานเชื่อได้ว่าโจทก์ถูกรางวัล แต่สลากถูกไฟไหม้โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินรางวัลจากจำเลย
โดยคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของสลากกินแบ่งรัฐบาลหมายเลข 7866655 หมวดอักษร ก. ประจำงวดวันที่ 16 กรกฎาคม 2525 ปรากฏว่าสลากหมายเลข 7866655 ของโจทก์ถูกรางวัลที่ 3 แต่โจทก์ไม่สามารถนำสลากกินแบ่งฉบับที่ถูกรางวัลดังกล่าวไปขอรับเงินรางวัลจากจำเลยได้ เพราะบุตรสาวโจทก์ได้เอาสลากกินแบ่งของโจทก์ไปเผาไฟโดยเข้าใจผิด โจทก์จึงไปแจ้งความร้องทุกข์ไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาโจทก์ไปขอรับเงินรางวัลจากจำเลย
จำเลยไม่ยอมจ่ายเงินรางวัลให้ ขอให้จำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย 50,937 บาท ให้โจทก์ และดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในต้นเงิน 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยจำเลยให้การว่า จำเลยได้ระบุเงื่อนไขในการจำหน่ายและการรับเงินรางวัลได้ชัดแจ้งที่ใบสลากกินแบ่งทุกใบว่าเงินรางวัลจะจ่ายให้กับผู้ถือสลากฉบับที่ ถูกรางวัลมาขอรับเท่านั้น โจทก์ไม่มีสลากมาขอรับเงินรางวัล จึงไม่มีสิทธิได้รับเงินรางวัล จำเลยไม่ได้ผิดนัดผิดสัญญาจ่ายเงินรางวัลให้แก่โจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ย ขอให้ยกฟ้อง
ทั้งนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 50,000 บาท โดยหักค่าอากรไว้ตามระเบียบ ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น จนคดีมาถึงชั้นฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า สลากส่วนที่พิพาทเป็นของโจทก์ซื้อมาจากนางใบ และนางสาวขวัญผกา บุตรสาวโจทก์ได้นำไปเผาไฟจริง ทั้งยังไม่มีผู้ใดนำสลากส่วนที่พิพาทมาขอรับรางวัลจากจำเลยจนบัดนี้ แล้ววินิจฉัยว่า การที่จำเลยกำหนดเงื่อนไขไว้ในสลากกินแบ่งทุกฉบับว่า เงินรางวัลจะจ่ายให้แก่ผู้ถือสลากฉบับที่ถูกรางวัลนำมาขอรับนั้น เงื่อนไขดังกล่าวแม้จำเลยจะกำหนดขึ้นโดยอาศัยอำนาจที่มีอยู่ตามพระราชบัญญัติสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลพ.ศ.2517 ก็ตาม แต่เป็นเงื่อนไขที่กำหนดขึ้นเพียงเพื่อให้จำเลยมีหลักฐานในการที่จะจ่ายเงินให้แก่ผู้ถูกรางวัลเท่านั้น ไม่ใช่ข้อกำหนดที่จะไม่จ่ายเงินรางวัลแก่ผู้ถูกรางวัลที่สลากหายหรือถูกไฟไหม้ ดังเช่นกรณีนี้
และศาลฎีกาเห็นว่าการที่จำเลยจัดให้มีการออกสลากกินแบ่งก็โดยมีวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งว่า จะแบ่งเงินที่ได้จากการขายสลากให้แก่ผู้ถูกสลากตามจำนวนที่กำหนดไว้ จำนวนเงินที่กำหนดนี้ถือได้ว่าเป็นสัญญาอันมีผลผูกพันระหว่างผู้จัดการออกสลากกินแบ่งกับผู้ถูกรางวัล ดังนั้นเมื่อโจทก์มีหลักฐานเชื่อได้ว่าโจทก์ถูกรางวัล แต่สลากถูกไฟไหม้ดังวินิจฉัยข้างต้น โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินรางวัลจากจำเลย