จับตาผลกระทบ Data Center! ผุดในไทยไร้กฎหมายคุมชัด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

จับตาผลกระทบ Data Center! ผุดในไทยไร้กฎหมายคุมชัด พบ 1 แห่ง ใช้ไฟเท่ากับบ้าน 8,000 หลัง

ก่อนหน้านี้ นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการผุดขึ้นมาของศูนย์ข้อมูล Data Center ในกรุงเทพมหานคร ที่ไร้การควบคุม โดยเปรียบเทียบว่า เป็นภัยเงียบ และบอกว่าเคยนำเรื่องเข้า กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้กรมโยธาธิการเร่งกำหนดนิยาม Data Center รวมถึงให้ กทม.เร่งกำกับ Data Center ผ่านร่างผังเมืองใหม่ที่กำลังจะแก้ไข แต่สุดท้าย ผ่านมา 2 ปี ก็ไร้ความคืบหน้า

สนธิ คชวัฒน์ รายการเข้มข่าวค่ำ
สนธิ คชวัฒน์

ที่น่าสนใจคือ นายศุภณัฐ ระบุว่า Data Center บางแห่งตุนน้ำมันดีเซลไว้สูงถึง 429,000 ลิตร ตัวอย่างเช่น ในซอยรามคำแหง 28 เขตบางกะปิ ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชน ที่แทบไม่รู้ได้เลยว่าอาจมีคลังน้ำมันขนาดย่อมตั้งอยู่ข้างบ้าน เพราะ Data Center นี้ ยังไม่ถือว่าเป็นคลังน้ำมัน ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะมีปริมาณต่ำกว่า 500,000 ลิตร

ทีมข่าว PPTVHD ลงพื้นที่ Data Center ภายในซอยรามคำแหง 28 เขตบางกะปิ ซึ่งศูนย์ Data Center ขออนุญาตก่อสร้างถูกต้อง โดยตั้งแต่ต้นซอยทีมข่าวสังเกตว่า ด้านซ้ายบริเวณกำแพงเขียนว่า “ซอยส่วนบุคคล” โดยในพื้นที่ดังกล่าว มีทั้งแคมป์คนงานก่อสร้าง,อาคารขนาดใหญ่ที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง  1 แห่ง และอาคารขนาดใหญ่สูง 7 ชั้น ซึ่งอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ส่วนด้านขวาเป็นลักษณะกำแพงกั้น เห็นเพียงด้านหลังของบ้านพัก ที่ตั้งอยู่ในซอยรามคำแหง 26 หากขับรถไปสุดซอย จะเป็นทางเข้าวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งมีรั้วกั้นชัดเจน

เมื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ รปภ. บริเวณอาคารสูง 7 ชั้น ไม่ขอให้สัมภาษณ์แต่ให้ข้อมูลว่า อาคารดังกล่าว คือ Data Center ซึ่งสร้างเสร็จมาหลายปี กำลังใช้งานอยู่ ส่วนอาคารที่กำลังก่อสร้างก็เป็นโครงการเดียวกัน ส่วนผู้ดูแลอพาร์ตเมนต์ใกล้อาคาร Data Center ซึ่งไม่ขอเปิดเผยตัวเช่นกัน ให้ข้อมูลว่า อาคารดังกล่าวเริ่มสร้างก่อนที่ โควิด-19 จะระบาด โดยใช้เวลาสร้าง 3 ปี โดยช่วงปี 2564 ทางวิศวกรไฟฟ้าของโครงการ เคยมาเช่าอพาร์ตเมนต์หลายคน และให้ข้อมูลว่า โครงการจะมี 5 ตึก แต่ไม่รู้ว่าแต่ละตึกแบ่งแยกการทำงานกันอย่างไร

แต่หลังตึกแรกสร้างเสร็จ ปัญหาที่พบคือ มลภาวะเรื่องเสียง เพราะเครื่องปั่นไฟของอาคารเสียงดังมาก จนลูกบ้านที่พักฝั่งที่อยู่ติดกับ Data Center ย้ายออกเกือบหมด ซึ่งที่ผ่านมา เจ้าของโครงการ Data Center ไม่เคยทำ EIA หรือ ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนตนก็ไม่รู้มาก่อนว่า ในโครงการมีความเสี่ยงเรื่องเก็บน้ำมันหลายแสนลิตรไว้

ผู้ดูแลอพาร์ตเมนต์พาทีมข่าวไปดูจุดที่มีเสียงดังจากเครื่องปั่นไฟ ทีมข่าวสังเกตว่า บริเวณนั้นจะมีประตูเหล็กอยู่ ด้านหน้าประตูมีป้ายข้อความภาษาอังกฤษ ระบุว่า ท่อส่งน้ำมันเชื้อเพลิง และมีป้ายเตือนว่าบุคคลภายนอกห้ามเข้า รวมถึงคำเตือนว่าวัตถุไวไฟ

ด้านนายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ซึ่งบอกว่า ขณะนี้ไม่รู้ว่าในไทยมีกี่แห่ง แต่ที่เปิดเผยมาในกรุงเทพฯ มีประมาณ 31 แห่ง แต่แถบโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกน่าจะมีอีกจำนวนมาก เนื่องจากที่ทราบมีข้อมูลเงินลงทุนที่ BOI ให้ไปประมาณ 335,000 ล้านบาท ส่วนในกรุงเทพมหานคร พบว่ามีการขอไฟสำหรับทำ Data Center ไปแล้ว 149.9 เมกะวัตต์ ถึงปี2571 ซึ่งถือว่ามหาศาล ถ้าเทียบกับการใช้ไฟบ้านปกติอยู่แค่ 15 วัตต์ เทียบง่ายๆ Data Center หลังหนึ่ง เท่ากับใช้ไฟบ้าน ประมาณ 8,000 หลัง

นายสนธิ บอกว่า สิ่งที่ตัวเองกังวลคือในกรุงเทพมหานครมีอาคารสูงอยู่  ซึ่ง Data Center ทำงานด้วยความร้อนสูง ถ้าตั้งอยู่ใจกลางเมืองที่มีตึกหนาแน่น จะทำให้อุณหภูมิโดยรอบสูงขึ้น ประชาชนเสี่ยงเป็นโรคฮีทสโตรก หรือโรคลมแดดได้

นอกจากนี้ยังมีมลพิษทางเสียง เพราะต้องเปิดระบบหล่อเย็น ระบบพัดลมระบายอากาศขนาดใหญ่ 24 ชั่วโมง และทดสอบเครื่องปั่นไฟสำรอง จะมีเสียงดังตลอดเวลา 70-80 เดซิเบล จนอาจเกิดความเครียดสะสม นอนไม่หลับ นำไปสู่ความดันโลหิตสูง เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดได้ในระยะยาว

และยังมีเรื่องมลพิษทางอากาศ กรณีที่ไฟดับหรือช่วงทดสอบระบบ Data Center ก็จะใช้เครื่องปั่นไฟดีเซล ซึ่งปล่อยแก๊สไนโตรเจนไดออกไซด์ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และพวกฝุ่นละอองขนาดเล็กออกมา ผลกระทบคือ มีความเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจ ถุงลมโป่งพอง โรคหัวใจขาดเลือด หรือเพิ่มความเสี่ยงโรคมะเร็งได้ด้วย

ส่วนในแถบพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก น้ำค่อนข้างน้อย ซึ่ง Data Center ใช้น้ำมหาศาล บางวันใช้หลายล้านลิตรต่อวัน ในกระบวนการหล่อเย็น เพราะเซิร์ฟเวอร์ คอมพิวเตอร์ อุณหภูมิต้องประมาณ  -1.8 ถึง -18 องศาฯ บางแห่งต้องใช้ความเย็นสูง ก็ต้องมีการหล่อเย็น หล่อไฟฟ้า โดยน้ำในกระบวนการก็จะมีสารเคมีปนเปื้อนอยู่ หากเล็ดลอดสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ ก็อาจจะทำให้เพิ่มความเสี่ยงของคนเป็นโรคมะเร็งได้

ขณะเดียวกัน ก็มีความกังวลเรื่องของอุบัติเหตุไม่คาดคิด เนื่องจากบางแห่งกักตุนน้ำมันดีเซลไว้ปริมาณมาก เพื่อใช้กับเครื่องปั่นไฟป้องกันปัญหาไฟดับ ซึ่ง Data Center มีความเสี่ยงต่อการเกิดไฟไหม้ ยิ่งใช้ไฟฟ้าเยอะ ก็อาจจะเกิดไฟฟ้าช็อร์ต อุปกรณ์ขัดข้อง หากเกิดถังน้ำมันระเบิดหรือไฟไหม้ขึ้นมา ชุมชนบริเวณนั้นลำบากแน่นอน

นายสนธิ บอกว่า Data Center ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม EIA แค่ขออนุญาตสร้างอาคารกับหน่วยงานท้องถิ่น คล้ายๆ เป็นโกดังสินค้า สิ่งที่ต้องแก้ไขคือ รัฐบาลควรต้องออกกฎหมาย สำหรับ Data Center ขนาดใหญ่ โดยกระทรวงทรัพยากรฯ จะต้องประกาศว่า ใครตั้ง Data Center ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ต้องขออนุญาต โดยรับฟังความเห็นของประชาชนก่อนว่าจะเห็นด้วยหรือไม่ จากนั้นต้องมีมาตรการป้องกันลดผลกระทบ ตรวจสอบในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนด้วย

โดย Data Center ควรตั้งอยู่ในพื้นที่สีม่วง กระทรวงอุตสาหกรรมจะต้องไปออกกฎหมายว่า ต้องห่างจากชุมชนเท่าไหร่ ประกอบกับดูผังเมืองด้วย ส่วนกรณีที่อนุมัติไปแล้วก็ต้องออกระเบียบเพิ่มเติม เรื่องมาตรการใช้น้ำ ใช้ไฟ ใช้ไฟฟ้า พลังงานสะอาด น้ำที่ใช้หล่อเย็น ต้องเป็นระบบปิดห้ามปล่อยสู่ชุมชน ต้องไม่มีเสียงดังรบกวน หรือมลภาวะอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า ปัจจุบันมี Data Center เปิดในไทยแล้ว 42 แห่ง อยู่ระหว่างยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 36 โครงการ มูลค่า 7.28 แสนล้านบาท แต่ได้ระบุถึงปัจจัยที่ควรคำนึงหากจะลงทุนในเรื่องกติกาการกำกับดูแลว่า ไม่มีหน่วยงานหลักดูแลโครงการในภาพรวม และกฎหมายยังไม่ครอบคลุมลักษณะเฉพาะของ Data Center

ขณะที่ในต่างประเทศ มีรายงานว่า หลายประเทศกำลังเผชิญปัญหาจากการขยายตัวของ Data Center เช่นที่ ไอร์แลนด์ ซึ่งทำให้มีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มสูง จนเกิดคำถามว่าจะหาไฟจากที่ใดมารองรับ โดยไม่กระทบประชาชนและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน มีการประเมินว่าภายในปี 2573  Data Center ทั่วยุโรปอาจใช้ไฟฟ้าในปริมาณเทียบเท่ากับบ้านเรือน 33 ล้านหลัง เรื่องนี้จึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของทั้งทวีปยุโรปเช่นกัน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

ขณะนี้ มีรายการกำลังถ่ายทอดสด คุณสนใจหรือไม่?

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

EXCLUSIVE Talk คุยข้ามช็อต

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ