นายเศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. เปิดเผยว่า จากกรณีมีการเผยแพร่ข้อมูลและข้อร้องเรียนให้ตรวจสอบการถือครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน บริเวณ “ฐานเจ้าป่าแคมป์” หมู่ 12 ตำบลลำนางรอง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยอ้างว่าอาจมีผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานรัฐบางราย เข้าไปครอบครองโดยผิดกฎหมายหรือไม่นั้น
ล่าสุด ได้สั่งการให้ ส.ป.ก.บุรีรัมย์ ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันที พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้ถูกร้องเรียนจะดำรงตำแหน่งใด ทั้งนี้จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่าพื้นที่ดังกล่าวตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินจริง ในโครงการป่าดงใหญ่ โซน E แต่ยังไม่เคยมีการสำรวจรังวัดและจัดที่ดินให้บุคคลใดมาก่อน
ส่วนกรณีผู้ถือครองที่ดิน จากการตรวจสอบพบว่า มีการถือครองมาตั้งแต่ปี 2553 ก่อนปลูกสร้างบ้านพักอาศัย 1 หลัง รวมทั้งปลูกไม้ผลและขุดคลองเลี้ยงปลา ต่อมาได้สละการถือครองให้บุตรสาวดูแลและทำประโยชน์ และเมื่อวันที่ 6 ส.ค.ที่ผ่านมา มีบุคคลยื่นคำขอรับการจัดที่ดินต่อ ส.ป.ก.บุรีรัมย์จริง แต่ไม่ใช่บุคคลที่มีชื่อปรากฏตามข่าว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบคุณสมบัติ รวมถึงความเชื่อมโยงกับบุคคลที่ปรากฏชื่อตามข่าวอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้นายเศรษฐเกียรติ ยังกล่าวว่า ได้กำชับผู้ตรวจราชการและสำนักที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบพื้นที่เพิ่มเติม พร้อมยืนยันหลักการทำงานว่า หากตรวจสอบพบว่าบุคคลดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติ ก็จะไม่มีสิทธิได้รับการจัดที่ดินตามกฎหมายปฏิรูปที่ดินโดย ส.ป.ก.จะยึดหลักนิติธรรมเป็นสำคัญ และเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาในทุกขั้นตอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า ที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินทุกแปลงจะถูกจัดสรรอย่างเป็นธรรมให้แก่เกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามกฎหมายเท่านั้น
ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน แต่เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ได้สั่งการให้นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแล ส.ป.ก. เข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อให้เกิดความกระจ่างต่อสังคม
พร้อมยืนยันว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย โดยผู้ที่จะได้รับการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก. จะต้องเป็นเกษตรกรที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์และระเบียบของ ส.ป.ก. เท่านั้น