เมื่อวันที่ 23 ก.พ. 2569 ที่ บก.ปทส. อดีตแม่ชีพุทธ และ สีกามล อดีตลูกศิษย์ เข้าพบ พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส.เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับที่มาของสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจ จ.สระบุรี นานกว่า 2 ช.ม.
พล.ต.ต.เอนก เตาสุภาพ ผบก.ปทส. ระบุชัดเจนว่าพื้นที่กว่า 2,000 ไร่ มีปัญหาทางกฎหมาย 2 ส่วน โดยส่วนที่ 1. พื้นที่ราบ เป็นที่ดิน ส.ป.ก. ที่จัดสรรให้เกษตรกร แต่พบหลักฐานการ "ซื้อขาย" กันเป็นเงินหลักล้านบาท ซึ่งผิดกฎหมาย เพราะที่ดิน ส.ป.ก. ห้ามซื้อขาย เปลี่ยนมือได้เฉพาะทายาทโดยธรรมเท่านั้น
ส่วนที่ 2. พื้นที่บนเขา (ผาชนะใจ) เป็นที่ดินที่ ส.ป.ก. ยังไม่ได้จัดสรรให้ใคร แต่กลับถูกแผ้วถางทำลานธรรม ซึ่งถือเป็นการบุกรุกชัดเจนตั้งแต่ปี 2566 ส่วนการโต้แย้งข้อกฎหมาย ผบก.ปทส. ยืนยันว่าการอ้างกฎหมายใหม่เพื่อโอนสิทธิ์ให้คนอื่นที่ไม่ใช่ทายาทนั้น ทำไม่ได้ เป็นการเลี่ยงบาลี
ส่วนประเด็นการฉ้อโกงประชาชน (ส่งต่อให้กองปราบฯ) พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว มอบหมายให้ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เป็นเจ้าภาพหลัก เนื่องจากมีพฤติการณ์เข้าข่ายการโฆษณาชวนเชื่อผ่านโซเชียลมีเดียให้คนมาลงทุนหรือบริจาคมีผู้เสียหายทยอยเข้าแจ้งความว่าถูกหลอกให้ซื้อที่ดินและบ้านพัก
ขณะที่ข้อมูลจากผู้เสียหาย (อดีตลูกศิษย์) สีกามล (ผู้รับเหมา) ถูกหลอกให้สร้างบ้านน็อกดาวน์ 17 หลัง โดยให้ออกเงินสำรองไปก่อน พอสร้างเสร็จกลับถูกปฏิเสธการจ่ายเงินอ้างว่าผิดสเปกและถูกไล่ออกมา ทั้งนี้อดีตแม่ชีพุทธ ให้การว่าถูกหลอกให้ซื้อบ้านและที่ดิน 3 แสนบาท และมีการบริจาคเงินรวมแล้วเกือบ 5 ล้านบาท จนเงินเก็บหมดเกลี้ยงจึงถูกบีบให้ออกจากสำนัก
โดยคดีนี้ขยายผลจากการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติไปสู่คดีอาญาฐานฉ้อโกงประชาชน ซึ่งมีโทษหนักกว่าและเกี่ยวข้องกับการยึดทรัพย์สินด้วย