อันตรายที่ถูกมองข้าม? ทำไมความปลอดภัยทางถนน-ต้องแลกด้วยคอนเทนต์เสี่ยง!

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ถอดบทเรียนความปลอดภัยทางถนน พื้นที่อันตรายที่คนไทยมักจะมองข้าม? เมื่อถนนถูกมองเป็นแค่พื้นที่ถ่ายคอนเทนต์ผลิตคลิปไวรัล-ใครบ้างที่ควรรับผิดชอบ!

แม้ความปลอดภัยทางถนน จะเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่อง แต่สังคมไทยยังคงวนเวียนอยู่กับการถอดบทเรียนจากหลายต่อหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะความปลอดภัยทางท้องถนน “ถูกมองข้าม”

กรณีล่าสุดที่เห็นได้ชัดเจนคงหนีไม่พ้นปรากฏการณ์ “เขาระเบิด” ที่มีการนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ขึ้นไปทดสอบสมรรถนะด้วยการขึ้นทางชัน จนกลายเป็นกระแสการเอารถไปพิชิตเขาระเบิด จนสุดท้ายต้องสั่งปิดพื้นที่ แต่กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกและคงไม่ใช่ครั้งสุดท้าย ที่ความปลอดภัยทางถนนถูกตั้งคำถามอีกครั้ง?

ธนะพงศ์ จินวงษ์ ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน

โดยกรณีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คือการทำคอนเทนต์ขับรถด้วยความเร็วสูงสุดบนถนน การปิดถนนจัดแข่งรถเถื่อน การซิ่งรถบนถนนท่ามกลางผู้ใช้รถใช้ถนนหนาแน่น หรือการขับรถด้วยความหวาดเสียว ตลอดจนการทำคอนเทนต์ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีขับรถยนต์บนถนนสาธารณะด้วยความภาคภูมิใจ

นอกจากคอนเทนต์บนถนนแล้วยังมีคอนเทนต์ริมถนนที่เกิดขึ้นด้วย อย่างกรณีจากกระแสไวรัล “ขอแตรสามช่า” ในช่วง 4 ปีก่อน ที่คนไปยืนริมถนนทำสัญลักษณ์ส่งสัญญาณมือให้กับคนขับรถบรรทุก เพื่อบีบแตรเป็นจังหวะสามช่า ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมเลียนแบบในกลุ่มเด็ก

คอนเทนต์บนถนน-ความปลอดภัยที่ถูกมองข้าม?

นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน เปิดเผยกับ “ทีมข่าวพีพีทีวี” ว่า การใช้พื้นที่ถนนมาสร้างเนื้อหาเพื่อออกสื่อหรือเรียกว่าทำคอนเทนต์นั้น ไม่เหมาะและเป็นความเสี่ยงทั้งกับตัวคนทำเองคอนเทนต์เอง คนใช้รถใช้ถนนคนอื่น รวมถึงคนที่มาติดตามแล้วไปทำเลียนแบบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่อันตราย และยังสะท้อนว่าสังคมไทยไม่ได้มองถนนในมิติของความเสี่ยงเท่าไหร่ แต่สังคมไทยกลับมองว่าถนนเป็นพื้นที่สาธารณะ เป็นพื้นที่ที่คนสามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ มาถ่ายรูป หรือรีวิวอะไรร่วมกันได้

“ตรงนี้ในมุมของคนทำงานเรื่องความปลอดภัยทางถนน ก็รับว่าเป็นโจทย์ให้เราคิดเหมือนกัน ว่าถ้าคนในสังคมยังมองพื้นที่ถนนว่าเป็นเรื่องชิล ๆ เป็นเรื่องของการทำกิจกรรมทั่ว ๆ ไปก็ได้ ไม่ต้องซีเรียสเรื่องความปลอดภัย ก็แสดงว่าเรายังทำงานกับตรงนี้ได้จำกัด หากยังต้องถามว่าถนนควรจะเป็นพื้นที่ความปลอดภัย พื้นที่เฉพาะที่ต้องมาซีเรียสกันเรื่องความปลอดภัย  เพราะมันคือเรื่องของชีวิต เราก็ยังสอบตก” นพ.ธนะพงศ์ กล่าว

เขาระเบิด เพจที่เกี่ยวกับคอนเทนต์เขาระเบิด
คอนเทนต์ขับรถขึ้นทางชันพิชิตเขาระเบิด

คอนเทนต์อันตราย ต้องมีใครความรับผิดชอบ!

นพ.ธนะพงศ์ บอกอีกว่า การจะแก้ปัญหานี้ คงจะต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน แต่สิ่งแรกที่เราต้องทำมากขึ้น คือทำอย่างไรถึงจะชี้ให้เห็นว่าการมาทำคอนเทนต์มาสร้างเนื้อหาเรื่องของความท้าทาย การเทสรถ หรือการแสดงเรื่องอะไรบนถนน มันจะเป็นเรื่องของความอันตราย ต้องเชื่อมโยงให้สังคมรับรู้ว่าไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ แต่เป็นเรื่องอันตราย

และอีกส่วนหนึ่งจะต้องทำควบคู่กัน โดยต้องทำให้สังคมเห็นว่าการมาทำพฤติกรรมนี้บนถนน จะต้องโยงไปถึงความรับผิดชอบด้วย เหมือนก่อนหน้านี้เคยมีกรณีที่ตำรวจจัดการกับอินฟลูเอนเซอร์สายบิ๊กไบค์ ที่ทำคอนเทนต์ขับรถด้วยความเร็วบนถนนสาธารณะ เข้าข่ายพฤติกรรมขับขี่ไม่นึกถึงความปลอดภัย ซึ่งตำรวจได้ดำเนินการแล้วถึงขั้นเสนอให้มีการริบรถเลย ดังนั้นเราต้องโยงการสร้างคอนเทนต์บนถนนที่อันตราย ไปสู่ความรับผิดชอบของเจ้าของรถ เพราะมันไม่ใช่เรื่องที่คุณจะมาขับขี่อันตรายหรือมาทำให้เกิดเนื้อหาอันตรายของสังคม

ดังนั้น จึงต้องโยนความรับผิดชอบไปถึงเจ้าของรถ และจะต้องโยงให้ให้เข้าข่ายขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา43 (8)  ซึ่งมีบรรทัดฐานว่า อัยการสามารถเสนอให้ศาลริบรถได้ ส่วนเจ้าของรถจะไปอุทธรณ์อะไรก็ว่าไป แต่อย่างน้อยให้คนรับรู้ว่าทำแบบนี้แล้วเข้าข่ายขับรถไม่ปลอดภัย และอาจจะโดนริบรถ ซึ่งก็จะทำให้คนที่คิดจะมาทำคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่ไม่ปลอดภัยบนถนน เขาจะคิดหนักมากขึ้น จะสามารถป้องปรามได้ในระดับนึง

เขาระเบิด เพจที่เกี่ยวกับคอนเทนต์เขาระเบิด
อุบัติเหตุคอนเทนต์ขับรถขึ้นทางชันพิชิตเขาระเบิด

นอกจากนั้นอีกอย่างหนึ่ง หากจะมองว่าไหน ๆ ถ้าจะมีคนมองความท้าทายหรือการแสดงพฤติกรรมที่มีความเสี่ยงร่วมด้วย เป็นเรื่องท้าทาย ถ้าคนเหล่านี้ต้องการแสดงออก เราก็ใช้สิ่งที่เขาอยากแสดงออกมากระทำในพื้นที่ที่มีการจัดการเลยได้ไหม ซึ่งกรณีนี้มีตัวอย่าง ในสหรัฐอเมริกา เขาเคยมีกิจกรรมเอารถที่อยากแสดงความท้าทายมาทำกิจกรรมของเมือง แต่จะมีการเน้นการจัดการเรื่องเซฟตี้(Safety) เข้าไป พูดง่าย ๆ คือเปิดโอกาสให้แสดงความท้าทายได้เลย แต่ขอให้มีเรื่องการจัดการเรื่องความปลอดภัย ทั้งนี้หากในสังคมไทยมีความต้องการแบบนี้เยอะ ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็น่าจะเข้ามาจัดการเรื่องนี้ได้ คืออาจจะไม่ได้ปิดกั้นทั้งหมด แต่ถ้ามาทำแล้วก็ขอให้มาทำภายใต้กติกา และการจัดการเรื่องความปลอดภัย คือถ้าเกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่ถึงกับเสียชีวิต ซึ่งประเด็นนี้ก็ไม่ถึงกับส่งเสริม แต่ก็ไม่ได้ปิดกั้น

ทั้งนี้ในส่วนความเห็นของตนมองว่าควรจะต้องทำตัวเลือกของการป้องปรามก่อน แต่ถ้าป้องปรามแล้ว แต่ก็ยอมปรามไม่ได้  ยังมีกลุ่มคนที่ยังอยากแสดงความท้าทาย เราก็อาจจะยอมรับว่ามาพบกันครึ่งทาง แต่ขอให้มีการจัดการเรื่องความปลอดภัย และทำในพื้นที่ปิดที่มีการจัดการเรื่องความปลอดภัย ไม่กระทบกับคนใช้รถใช้ถนนทั่วไป

ส่วนกรณีของ “เขาระเบิด” แม้จะยังไปไม่ถึงการดำเนินคดี แต่การที่กรมป่าไม้ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ สั่งปิดพื้นที่ไม่ให้มาทดสอบ อันนี้ก็เป็นอีกมาตรการหนึ่งที่เจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของถนนในพื้นที่สามารถมีบทบาทได้ นอกจากเรื่องการดำเนินการของตำรวจ

เขาระเบิด เพจที่เกี่ยวกับคอนเทนต์เขาระเบิด
ยอดวิวจากคอนเทนต์ขับรถขึ้นทางชันพิชิตเขาระเบิด

เมื่อคอนเทนต์คือรายได้ ใครจะต้องจัดการ!

เมื่อความปลอดภัยทางถนนถูกมองข้าม หลายครั้งจะเห็นได้ว่าคลิปไวรัล เรียกยอดวิว เกิดขึ้นบนพื้นที่ถนนหรือทางสาธารณะ ซึ่งคอนเทนต์เหล่านี้นอกจากตอบสนองกับความท้าทายของคนบางกลุ่ม ยังต่อยอดไปถึงพฤติกรรมเลียนแบบที่เกิดขึ้นตามมา และสิ่งที่จะมองข้ามไม่ได้คือ “รายได้” ที่เกิดขึ้นจากยอดวิวของคอนเทนต์เหล่านี้บนแพลตฟอร์ออนไลน์ ที่หลายคอนเทนต์มียอดวิวทะลุหลัก 1 ล้านจึงถึงหลัก 10 ล้านวิวได้ในเวลาไม่นาน

เมื่อคอนเทนต์ที่น่าตื่นเต้นเร้าใจทำได้ง่ายบนท้องถนน อีกทั้งยังมีเรื่องยอดวิวและรายได้ที่เกิดขึ้นมาเป็นเงาตามตัวหลายคลิปกลายเป็นไวรัลหรือมียอดผู้ชมจำนวนมาก สุดท้ายแล้วจะกลายเป็นช่องทางหารายได้ของคนบางกลุ่ม ที่ต้องแลกมาด้วยความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่อื่นอีกหรือไม่?

ซึ่งเรื่องนี้ นพ.ธนะพงศ์ บอกว่า ถ้ามองในเชิงระบบ หากเราเห็นความเสี่ยงของการทำคอนเทนต์ลักษณะนี้ ที่เสี่ยงจะมีอันตรายต่อสาธารณะ น่าจะถูกโยงความรับผิดชอบนี้ไปแพลตฟอร์มออนไลน์ด้วย คำถามสำคัญคือคอนเทนต์แบบนี้มันควรแชร์ได้หรือไม่  จริง ๆ แล้ว อัลกอริทึม (Algorithm)ไม่ควรอนุญาตให้คอนเทนต์เหล่านี้มันถูกแชร์ ซึ่งควรเป็นเหมือนกรณีคนกำลังจะฆ่าตัวตาย หรือคนถืออาวุธไปก่อเหตุ

ทั้งนี้การทำคอนเทนต์บางอย่าง จริง ๆ แล้วมันควรจะถูกหยุดด้วยแพลตฟอร์มผู้เผยแพร่ ซึ่งแพลตฟอร์มควรจะต้อง recheck ต้องไม่อนุญาตให้แชร์คอนเทนต์แบบนี้ได้ เพราะถ้าคอนเทนต์มันออกมาสู่สาธารณะแล้ว ก็จะเกิดพฤติกรรมเลียนแบบ ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตราย

“ดังนั้นเรื่องแบบนี้ในบ้านเรา นอกจากจะโยงความรับผิดชอบไปที่เจ้าของรถแล้ว อาจจะต้องโยงความรับผิดชอบมาสู่แพลตฟอร์มด้วย”

ถนน ช่างภาพพีพีทีวี
ความปลอดภัยทางถนน

ความปลอดภัยทางถนน...ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง

นพ.ธนะพงศ์ ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า ปรากฏการณ์การเลียนแบบคอนเทนต์ในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ สิ่งหนึ่งที่น่าจะเอามาช่วยกันคิด ก็สะท้อนว่าเรื่องแบบนี้สังคมไทยเรายังมีโจทย์ที่ต้องไปเสริมการเรียนรู้ให้สังคมไทย ที่ควรจะมองการทำคอนเทนต์ที่มันอันตรายที่มันเสี่ยงแล้วทำอย่างไรสังคมจะฉุกคิด และเกิดการตั้งคำถาม ไม่ใช่คล้อยตามกันไปในทิศทางเดียว คือเรื่องแบบนี้ต้องทำให้เกิดการฉุกคิดของสังคมและเกิดการตั้งคำถามว่าคอนเทนต์แบบนี้ไม่ควรเป็นคอนเทนต์ที่เลียนแบบ แต่เป็นเรื่องที่อันตราย และต้องมาหาวิธีการลดความอันตรายของเรื่องราวแบบนี้ลง

และนอกจากนั้นทำให้สังคมเกิดการรับรู้แล้ว ก็ต้องโยงความรับผิดชอบไปยังส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของถนนที่จะต้องเข้ามาจัดการกับพื้นที่เสี่ยง หรือเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายก็จะต้องเชื่อมโยงความรับผิดชอบนี้กับเจ้าของรถ รวมไปถึงเจ้าของแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ดี ที่ไม่ควรปล่อยให้คอนเทนต์แบบนี้มาแชร์กันได้ ซึ่งสังคมไทยต้องมองปรากฏการณ์เหล่านี้มาเชื่อมโยงความรับผิดชอบ

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ