จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.5 บก.ป. นำกำลังเข้าตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยพึ่งพิงแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี หลังหญิงอายุ 63 ปี ผู้เสียหายออกมาร้องเรียนผ่านรายการ "โหนกระแส" โดยกล่าวหาว่าถูกลูกชายยึดกิจการแล้วจับแม่ส่งศูนย์ดูแลผู้สูงอายุฯ โดยมีการทำร้ายร่างกาย กักขังหน่วงเหนี่ยว ขณะที่สภาพภายในศูนย์ฯมีเตียงนอนที่มีโครงลูกกรงเหล็กครอบล็อกกุญแจคล้ายคอกขัง จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมนั้น
ล่าสุดหญิงอายุ 63 ปี ผู้เสียหายรายดังกล่าว เปิดเผยผ่านรายการโหนกระแสว่า คนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสถานที่ดังกล่าวเป็นผู้สูงอายุ บางคนมีอาการทางจิต โดยตนได้อยู่ในห้องลูกกรง หรือเรียกว่า “กรงหมา” ประมาณ 11 เดือน โดยในห้องไม่มีห้องน้ำ แต่ให้ขับถ่ายใส่ถังแทน นอกจากนั้นทุกครั้งที่น้องสาวหรือลูกสาวตนตามหา หรือให้ทนายติดต่อคนเพื่อตามหา ตนก็จะถูกลงโทษตนทุกครั้ง ทั้งถูกตีหรือให้อดข้าว
โดยหญิงอายุ 63 ปี บอกอีกว่า พอรู้ว่าญาติจะมารับตัว ตนได้ทำตำหนิไว้ในห้องที่ถูกขัง เพื่อให้เป็นหลักฐานเพราะคิดว่าเขาคงปฏิเสธ แต่ตนคิดว่าออกมาแล้วจะต้องแจ้งความดำเนินคดีแน่นอนจึงทำตำหนิไว้ ทั้งนี้หลังจากตนออกมาแล้วก็ได้เข้าแจ้งความกับกองปราบปรามฯ โดยเจตนาของตนอยากช่วยคนในนั้น เพราะเขาถูกทรมาน ก็เลยแจ้งความกับสถานที่ดังกล่าว และตรวจยืนยันกับโรงพยาบาลเพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้เป็นจิตเวช
ส่วนประเด็นกิจการ แม่บอกว่าอยากให้ลูกชายคืนกิจการ เพราะในช่วงกลางปี 2565 ลูกสะใภ้มาบอกว่าลูกชายของตนไม่ทำงาน ตนเลยบอกให้ลูกชายมาช่วยตนทำงานที่บริษัทของตนเพื่อให้เขาได้มีงานทำ เพื่อให้ใครมาว่าลูกของตนไม่ได้ พอลูกชายเข้ามาทำ และลูกสะใภ้เข้ามาเห็นในโรงงานก็บอกจะเข้ามาช่วยด้วย ซึ่งตอนแรกก็ตกลงกันว่าจะแบ่งกำไรกันคนละครึ่ง แต่ลูกสะใภ้บอกว่าขอเป็นการจ่ายค่าเช่าโรงงานแล้วให้แม่อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร โดยจะจ่ายให้เดือนละ 1 แสนบาท โดยตนยืนยันว่าโรงงานยังเป็นของตนและไม่ได้ปล่อยให้ลูกชายและลูกสะใภ้เซ้งตามที่อ้าง เพราะตนยังมีใบอนุญาตก่อสร้างโรงงานดังกล่าว และไม่มีทางที่จะให้เซ้งโดยให้จ่ายเดือนละ 1 แสนบาทอย่างแน่นอน เพราะโรงงานดังกล่าวตอนประกอบกิจการมีรายได้หลายล้านบาทต่อเดือน หากจะให้เซ้งจริงคงจะประมาณ 20 ล้านบาท และยืนยันว่าวันที่ให้ลูกชายเข้ามาช่วยโรงงานยังดำเนินกิจการอยู่
นอกจากนั้นยังพบอีกว่า การที่พื้นที่สร้างโรงงานมีการทำสัญญาเช่าใหม่ในปี 2569 เพราะลูกชายไปบอกเจ้าของที่ว่าแม่ให้ไปทำสัญญาใหม่เพราะสัญยาเก่าไม่ถูกต้อง และแม่ไปอยู่ต่างประเทศกับน้อง จึงมีการไปทำสัญญาเช่าใหม่ ซึ่งเจ้าของพื้นที่ชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวลูกชายของผู้เสียหายติดต่อเจ้าของที่ขอทำสัญญาเช่าโรงงานใหม่ อ้างแม่ไปอยู่ญี่ปุ่นกับน้องสาว และเจ้าของพื้นที่ยืนยันว่าต้องการยกเลิกสัญญาที่ทำขึ้นดังกล่าวดังกล่าว เพราะต้องการให้สิทธิเจ้าของสัญญาเดิม
ขณะที่ลูกสะใภ้ ชี้แจงว่า มีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ และดำเนินการมาเป็นปีที่ 5 แล้ว ซึ่งไม่เกี่ยวกับบริษัทเดิมของคุณแม่ ส่วนโรงงานก็เป็นพื้นที่เช่า ส่วนที่บอกว่าโรงงานมูลค่าพันล้านก็ไม่เป็นความจริง เพราะคิดว่าหลักสิบล้านบาทยังไม่ถึงเลย ส่วนช่วงเวลาที่คุณแม่ไปรักษาพอได้เห็นภาพสถานที่ดังกล่าวก็สะเทือนใจมาก ซึ่งตนเพิ่งมารู้ว่าสามีพาคุณแม่ไปที่แบบนั้น ซึ่งสามีก็ไม่เคยบอก และตนก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเรื่องภายในครอบครัวของสามี และเรื่องที่คุณแม่ถูกพาตัวไปในสถานที่แบบนั้นก็ต้องแยกออกจากเรื่องธุรกิจเพราะเป็นคนละเรื่อง อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายลูกสะใภ้ บอกว่าเรื่องโรงงานจะมีการเจรจากับคุณแม่อีกครั้งหนึ่ง ว่าจะคืนพื้นที่หรือตกลงเรื่องการเช่าพื้นที่อย่างไรต่อไป
ด้านลูกชาย ชี้แจงว่า เนื่องจากคุณแม่อารมณ์รุนแรง มีการทำร้ายร่างกายตนและน้องสาว จนเลือดตกยางออก เลยต้องเอาแม่ไปอยู่สถานที่นั้น โดยที่ศูนย์ดังกล่าวเขาบอกว่ามีหมอคอยดูแล ส่วนที่พาคุณแม่ไปไว้ในสถานที่ดังกล่าว คิดว่าจะพาไปรักษาแล้วแม่กลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ และตอนที่แม่อยู่ในนั้นตนก็เคยไปเยี่ยม แต่ก็ไม่ได้เจอคุณแม่ ซึ่งตนไม่รู้ว่าเป็นสถานที่แบบนี้เพราะรูปโปรโมทที่ทางศูนย์ฯส่งมาให้ดูไม่ใช่บรรยากาศแบบนี้ แต่เขาบอกเป็นศูนย์ดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้สูงอายุ ซึ่งก็เคยจะพาไปที่อื่นแต่แม่ไม่ยอมไป ส่วนที่ต้องส่งแม่ไปสถานที่นี้เพราะไม่อยากส่งแม่ไปโรงพยาบาลจิตเวช เพราะคิดว่าแม่จะอาการหนักขึ้น
ส่วนเรื่องที่น้องสาวอ้างว่าไม่เคยบอกว่าแม่อยู่ที่ไหนนั้น ตนเคยบอก แต่ช่วงแรกที่ตนไม่ได้บอกเพราะน้องสาวบอกว่าเขากลัวแม่มาก ซึ่งหลังจากพาแม่ไปตนก็ยังมีการพูดคุยกับน้องสาว
ด้านลูกสาวบอกว่า พี่ชายอ้างว่าจะพาแม่ไปหาหมอที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพ และในแชตที่คุยกับพี่ชายตนก็บอกเสมอว่าให้พาแม่ไปหาหมอ ไม่ได้บอกให้พาแม่ไปขัง ส่วนเรื่องตู้เซฟยอมรับว่าได้นำทรัพย์สินในเซฟออกไปขายบางส่วน เพราะพี่ชายบอกให้เอาไปขาย เพราะตอนที่พี่ชายเอาตัวคุณแม่ไปขัง ตนต้องเป็นคนรับผิดชอบค่าบ้านค่ารถเดือนละ 1 แสนบาท
ด้านนายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจ Survive – สายไหมต้องรอด บอกว่าสถานที่ดังกล่าว เหมือนคุกสำหรับผู้บริสุทธิ์ คือไม่ต้องทำผิดกฎหมายแต่ถูกจับส่งมาที่นี่ นอกจากนั้นตนยังได้พูดคุยกับคนที่เคยทำงานที่นี่ยอมรับว่าหนักมาก และคิดว่าผิดเต็มๆ เพราะแม้เจ้าของจะบอกว่าเป็นสถานที่ดูแลผู้สูงอายุ แต่กลับมีการใช้แทนตัวผู้สูงอายุว่าเป็นผู้ป่วยตลอดเวลา แถมมีการแจกยาให้ผู้สูงอายุทั้งที่ตามความจริงแล้วทำไม่ได้ ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นเขามองว่าทั้งลูกสาวและลูกชายพอกันทั้งคู่ เพราะวันแรกที่คุณแม่ถูกนำตัวไปเขารู้เห็นกันทั้งคู่ แต่ผ่านไป 6 เดือนพอเงินหมดถึงเริ่มตามหาคุณแม่
จากนั้น ดร.มนต์ชัย จงไกรรัตนกุล ทนายความชื่อดัง ชี้แจงว่า กรณีศูนย์ผู้สูงอายุดังกล่าวอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายสถานพยาบาล การมีแพทย์หรือรักษาผู้ป่วยจิตเวช ถือว่าผิดใบอนุญาต มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท นอกจากนั้นอาจจะมีความผิดตามกฎหมายอาญาในความผิดฐานเสรีภาพ ส่วนลูกถ้ามีส่วนร่วมรู้ว่าคุณแม่ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยว ถือว่ามีความผิดฐานเสรีภาพ ซึ่งมีโทษจำคุก 3 ปี นอกจากนั้นยังมีกรณีหน่วงเหนี่ยวกับขังและทำร้ายร่างกาย เกี่ยวกัยเจ้าหน้าที่ในรถที่พาคุณแม่นำส่ง รวมถึงเจ้าหน้าที่ในศูนย์ฯคนที่ทำร้ายคุณแม่ก็จะมีโทษเช่นกัน
อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายของรายการ ลูกชาย ได้ร้องไห้และเดินเข้ามาก้มกราบขอโทษแม่ พร้อมบอกว่าไม่เคยรู้ว่าศูนย์ฯที่พาไปอยู่ไม่รู้ว่าจะมีสภาพแบบนี้ ก่อนที่ลูกสะใภ้ และลูกสาวจะเข้ามากอดขอโทษแม่เช่นเดียวกัน