ผู้สื่อข่าวสอบถามขั้นตอน และกระบวนการตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัยกับสำนักงาน ปปง. สำหรับบัญชีมูลนิธิ ซึ่งเปิดรับหรือเรี่ยไรบริจาค กรณีหากเป็นการนำเงินไปใช้โดยไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ หรือส่อเข้าข่ายเป็นการฟอกเงิน
โดยสำนักงาน ปปง. เปิดเผยว่า ปกติแล้วในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นบัญชีธนาคารของบุคคลธรรมดา นิติบุคคล มูลนิธิ หรือสมาคม สำนักงาน ปปง. จะดำเนินการเข้าไปตรวจสอบด้วยอำนาจกฎหมายของ ปปง. ได้ก็ต่อเมื่อ
ปรากฏเป็นความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 ซึ่งต้องเป็นการตรวจสอบโดยเป็นคดีอาญา
โดยพนักงานสอบสวนตำรวจ,ดีเอสไอ หรือหน่วยงานอื่นที่มีการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะกรณีปรากฏผู้เสียหายอย่างชัดเจนแล้ว และผู้เสียหายได้เข้าร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่ว่าผู้เสียหายรายนั้นจะเป็นผู้ที่ร่วมบริจาคเงินเข้าไปยังบัญชีมูลนิธิ หรือเป็นในส่วนของประธานกรรมการมูลนิธิเอง ซึ่งก็ต้องดูว่ารายละเอียดพฤติการณ์ความเสียหายเป็นอย่างไร
ยกตัวอย่าง หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ได้มีการบริจาคเงินเข้าไปยังบัญชีมูลนิธิดังกล่าว แล้วพบว่ามูลนิธิฯ ไม่ได้มีการนำเงินไปใช้อย่างถูกต้องตามวัตถุประสงค์ที่มีการเรี่ยไรเปิดรับบริจาค หรือมีการนำเงินไปใช้ในทางส่วนตัวไม่เกี่ยวข้องกับโครงการที่เปิดรับบริจาค เช่นนี้ก็จะมีความผิดฐานเป็นการยักยอกทรัพย์ การฉ้อโกง การนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ซึ่งนำไปสู่การขยายดูความผิดในเรื่องของการฟอกเงินได้
หรือถ้าหากเป็นเจ้าของบัญชีมูลนิธิเอง แล้วได้มีการทำธุรกรรมโอนเงินออกจากบัญชีมูลนิธิไปยังบุคคลอื่น นิติบุคคลอื่น เพื่อทำกิจกรรมใดตามข้อตกลงวัตถุประสงค์ของการรับบริจาค แต่ท้ายสุดไม่ได้มีการดำเนินการตามข้อตกลง เช่นนี้เจ้าของบัญชีมูลนิธิก็จะกลายเป็นผู้เสียหายที่สามารถร้องทุกข์กล่าวโทษไปยังบุคคลที่ฉ้อโกงตนเองได้เช่นเดียวกัน
สำนักงาน ปปง. เผยอีกว่า หากเป็นในกรณีการสืบสวนของพนักงานสอบสวนตำรวจ ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนหาข้อเท็จจริงและแสวงหาพยานหลักฐาน ทางพนักงานสอบสวนตำรวจก็สามารถสอบถามมายัง ปปง. หรือสถาบันการเงิน ธนาคารได้ เพื่อขอให้ตรวจสอบธุรกรรมของบัญชีมูลนิธิฯ หรือบัญชีธนาคารของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีนิติสัมพันธ์ได้เช่นเดียวกัน เพราะอย่างไรแล้วในการทำธุรกรรมภายในบัญชีธนาคาร ก็มักจะเป็นการรับ-โอน-จ่าย ที่ทำให้เห็นความเชื่อมโยงของบัญชีต้นทางและปลายทาง และนอกจากนี้ หากพนักงานสอบสวนตำรวจจะดูในเรื่องของความถูกต้องในการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิ พนักงานสอบสวนตำรวจก็จะต้องมีการสอบถามไปยังกรมการปกครอง ซึ่งรับผิดชอบในเรื่องการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิโดยตรง และสามารถใช้ดูได้ว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิ มีไว้เพื่อทำกิจกรรมใด สอดคล้องหรือไม่กับการเปิดรับเรี่ยไรเงินบริจาค และเงินบริจาคในการทำโครงการแต่ละครั้ง เป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส มีผลสัมฤทธิ์จริงตามนั้นหรือไม่
ไม่ได้เป็นการนำเงินไปใช้ในทางส่วนตัวใช่หรือไม่ หรือมีการโอนเงินไปยังบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ซึ่งเมื่อพนักงานสอบสวนตำรวจได้รับข้อมูลครบถ้วนแล้ว และมีเหตุสงสัยในธุรกรรมใด พนักงานสอบสวนก็สามารถเชิญบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบถามได้ว่าเป็นการทำธุรกรรมเกี่ยวกับเรื่องใดบ้าง ซึ่งถ้าหากท้ายสุดแล้วการสอบถ้อยคำไม่สามารถรับฟังได้ พนักงานสอบสวนก็จะดำเนินการพิจารณาจากพยานหลักฐานและถ้อยคำให้การของพยานทั้งหมด เพื่อแจ้งข้อกล่าวหาดำเนินคดี
ในกรณีที่พบเป็นการกระทำความผิดที่เข้าข่ายตามกฎหมายประมวลอาญา ไม่ว่าจะเป็นการยักยอกทรัพย์ ลักทรัพย์ ฉ้อโกง ฯลฯ และจากนั้นพนักงานสอบสวนก็จะได้จัดส่งรายการเกี่ยวกับทรัพย์สินต้องสงสัย เลขที่บัญชีธนาคาร ที่เชื่อว่าอาจได้มาจากการกระทำความผิด หรือรายการเลขที่บัญชีธนาคารของบุคคลที่สงสัยมาให้ทาง ปปง. ช่วยดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไป เพื่อเข้าสู่กระบวนการมาตรการการดำเนินการกับทรัพย์สิน เช่น การยึดและอายัดทรัพย์สินไว้ชั่วคราว และเจ้าของทรัพย์สินหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินก็จะต้องเข้ามาชี้แจงกับ ปปง. ถึงความสุจริตถึงการได้มา หรือครอบครองทรัพย์สินรายการนั้น ๆ
สำนักงาน ปปง. เผยต่อว่า สำหรับการรายงานการทำธุรกรรม ปกติแล้วหากเป็นการถอนเงินสดออกจากบัญชีธนาคารเกิน 2 ล้านบาท หรือ มีการทำธุรกรรมสงสัย ทางธนาคารก็ต้องมีการทำรายงานธุรกรรมไว้ และโดยรวมแล้วในทุกธุรกรรมที่มีเงินเข้ามาเกี่ยวข้องในหลักล้านบาท ทางธนาคารจะมีการทำรายงานธุรกรรมมายัง ปปง. ทุกครั้ง ฉะนั้น สิ่งสำคัญคือต้องปรากฏมูลฐานความผิดให้ชัดเจนก่อน เพื่อที่ ปปง. จะได้ดำเนินการตรวจสอบเชิงลึกต่อไปได้ แต่ในตอนนี้ยังไม่สามารถไปสรุปได้ทันทีว่าบัญชีมูลนิธิดังกล่าวมีการกระทำความผิดฐานฉ้อโกง หรือมีบุคคลใดยักยอกทรัพย์หรือไม่ เพราะจะต้องให้พนักงานสอบสวนได้ดำเนินการตรวจสอบให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้เสร็จสิ้น ว่าท้ายสุดแล้วปรากฏพฤติการณ์ที่เป็นคดีความผิดมูลฐานตามกฎหมายของ ปปง. หรือไม่
สำนักงาน ปปง. ปิดท้ายว่า ส่วนกรณีที่สังคมมีการตั้งข้อสังเกตถึงการทำธุรกรรมจำนวนเงิน 45 ล้านบาท ที่ถูกโอนออกจากบัญชีมูลนิธิฯ ไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างรายหนึ่ง ก่อนถูกโอนวนกลับไปยังผู้เกี่ยวข้องใกล้ชิดกับประธานกรรมการมูลนิธิฯ นั้น อันดับแรกจะต้องดูวัตถุประสงค์ของการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิก่อน ว่ามีการระบุวัตถุประสงค์อย่างไรบ้าง จะทำกิจกรรมโครงการเกี่ยวกับอะไรบ้าง ซึ่งมันจะทำให้ดูต่อไปยังในส่วนของเงินที่มีการเปิดรับบริจาคหรือเรี่ยไรเข้ามาภายในบัญชีมูลนิธิได้
เพราะผู้บริจาคก็มีทั้งในส่วนของประชาชนธรรมดาทั่วไป หรือนิติบุคคล แล้วจะดูต่อไปว่าเงินที่ได้รับบริจาคมานั้น ได้มีการนำไปใช้ทำกิจกรรมอะไรบ้าง มีหลักฐานผลสัมฤทธิ์ของการทำกิจกรรมหรือโครงการนั้น จากการดำเนินงานของมูลนิธิไปใช้หรือไม่ ยิ่งกรณีที่ระบุว่าเป็นการโอนเงินไปเพื่อก่อสร้าง ก็ต้องดูว่าโครงการก่อสร้างนั้น สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิหรือไม่ เช่น มีการระบุหรือไม่ว่าเป็นโครงการก่อสร้างที่สร้างมาเพื่อรองรับคนยากไร้ ไม่มีที่อยู่อาศัย ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนี้ มันจึงจะสอดคล้องกับการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ แต่ถ้าหากเป็นการก่อสร้างเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่นที่ไม่สอดคล้องกับการจัดตั้งมูลนิธิ หรือเป็นการสร้างวิลล่า ก็ต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเป็นการสร้างวิลล่าเพื่อการใด
ทั้งนี้ ระหว่างที่ปรากฏความเสียหายเกิดขึ้น ก็ต้องมีในส่วนของผู้เสียหายที่ควรจะไปร้องทุกข์กล่าวโทษ และส่งมอบพยานหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวนตำรวจ หรือ ดีเอสไอ เพื่อให้เกิดกระบวนการรับเรื่องข้อมูลและเอกสารพยานหลักฐานต่าง ๆ และหากท้ายสุดปรากฏมูลฐานความผิดในคดีอาญาจริง ตามกฎหมายของ ปปง. พนักงานสอบสวนตำรวจ หรือ ดีเอสไอ ก็จะได้มีการส่งข้อมูลทางคดีให้สำนักงาน ปปง. ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะถ้ามีพฤติการณ์เข้าข่ายเป็นการยักยอกทรัพย์ และมีลักษณะจะเป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์สิน ก็จะขยายไปดูในเรื่องของการฟอกเงินได้เช่นเดียวกัน