แนวโน้มที่น่าสนใจ มีการคาดการณ์ว่าสถานการณ์ระบาดโควิด-19 รอบนี้จะขยายวงกว้างมากกว่าเดิม โดยมีปัจจัยทั้งจากการพัฒนาของสายพันธุ์ของเชื้อไวรัส และสภาพอากาศเวลานี้ของไทย ที่เอื้อต่อการแพร่กระจาย
แบบจำลองสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา จะเห็นว่า ขณะนี้มวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมมาถึงประเทศไทยตอนบน เราจึงยังสัมผัสได้ถึงอากาศหนาวโดยเฉพาะในช่วงเช้ากันอยู่ แต่อีกประมาณ 1-2 วันข้างหน้านี้ มวลอากาศเย็นจะเริ่มถอยกลับขึ้นไป ทำให้อากาศอุ่นขึ้น และจังหวะนั้นบางวันอากาศจะเริ่มนิ่ง
ถามว่าลักษณะอากาศแบบนี้ส่งผลต่อการแพร่กระจายของโควิด-19 อย่างไร รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่าอุณหภูมิ หรือ อากาศเย็น จะส่งผลให้เชื้อไวรัสมีอายุยาวนานขึ้น ดูได้จากประเทศแถบยุโรป เมื่ออากาศเย็นลงการแพร่เชื้อก็จะมากขึ้น อีกประเด็นคือ ภาวะอากาศนิ่งๆ ไม่มีลมถ่ายเท ต้องระวัง เพราะเอื้อต่อการติดเชื้อผ่านละอองฝอย ถ้าคุยกัน 1 นาที จะมีละอองฝอยลอยออกมามากถึง 6000 ละอองฝอย และบางงานวิจัยพบว่าไวรัสสามารถแขวนลอยและแพร่ทางอากาศได้ การที่อากาศนิ่งจึงอันตราย
รศ.นพ.ธีระ ยังประเมินว่า การแพร่ระบาดระลอกใหม่ในไทยครั้งนี้ อาจจะรุนแรงมากกว่าเดิม เพราะหากดูจากสถิติการแพร่ระบาดรอบ2 จาก 75 ประเทศ พบว่า ร้อยละ90 เป็นเช่นนั้น ดูจากจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุดต่อวันจะเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่าตัว และต้องใช้ระยะเวลาในการควบคุมการระบาดนานขึ้นถึง 2 เท่า หากไทยเข้าสู่การแพร่ระบาดระลอก 2 อย่างเต็มตัว ก็อาจจะมีผู้ติดเชื้อต่อวันสูงถึงกว่า 900 คน และต้องใช้เวลาควบคุมสถานการณ์นานถึง 3 เดือน
แต่หากดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน รศ.นพ.ธีระ บอกว่า ไทยยังมีความหวัง เพราะมีเวลาอีกราว 4 สัปดาห์ ที่จะกู้วิกฤตครั้งนี้ ไม่ให้เข้าสู่การแพร่ระบาดระลอก 2 อย่างเต็มตัว
สาเหตุที่ทำให้การแพร่เชื้อโควิด-19 ระลอก 2 รุนแรงขึ้น มีอยู่หลายปัจจัย ตั้งแต่การตัดสินใจแก้ปัญหาช้า เช่น ล็อกดาวน์ช้า รวมถึงระบบตรวจคัดกรองเชิงรุกที่ไม่ทั่วถึง เพราะมีคนจำนวนมากที่ไม่แสดงอาการ ซึ่งการตรวจเฉพาะผู้ที่แสดงอาการ จะไม่ทันต่อการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว
ปัจจัยต่อมาคือสภาพอากาศที่ไม่ถ่ายเท เช่น การแพร่เชื้อจากตลาด และอีกปัจจัยสำคัญคือ การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัส ซึ่งปัจจุบันที่กระจายอยู่ทั่วโลกแทบจะไม่ใช่สายพันธุ์อู่ฮั่นแล้ว แต่เป็นสายพันธุ์ G ที่ระบาดจาก จ.สมุทรสาคร ในบ้านเราเช่นกัน
ซึ่งปัจจุบันตามข้อมูลพบว่าไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ไปแล้ว 8 สายพันธุ์ทั่วโลก แต่สายพันธุ์ G มีสัดส่วนมากที่สุดในการระบาดระลอกนี้ ลักษณะของมัน แม้ความรุนแรงของอาการจะไม่มากไปกว่าเดิม แต่ในแง่ของการแพร่กระจาย จะรวดแร็วกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิม 8-9 เท่าตัว
จากสถานการณ์นี้ รศ.นพ.ธีระ แนะนำว่า สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือตัดสินใจล็อกดาวน์โดยเร็ว แค่รายจังหวัดอาจจะไม่พอ อาจจะต้องล็อกดาวน์ในระดับภูมิภาค ส่วนประชาชนเอง ตั้งแต่วินาทีถึงควรต้องสวมหน้ากากอนามัยแบบ 100% เท่านั้น เพราะหากสถานการณ์รุนแรงตามที่คาด มีผู้ติดเชื้อจำนวนมากพร้อมๆกัน