เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อุปกรณ์ที่มักประชาชนมักเสียเงินซื้อ เวลาที่พบว่า ค่าฝุ่นสูงกว่ามาตรฐาน มีทั้ง หน้ากากอนามัยแบบที่ใช้ทางการแพทย์ หน้ากากผ้า หน้ากาก N95 รวมถึง เครื่องกรองอากาศ ยังไม่นับรวมอุปกรณ์เสริมต่าง ๆ เช่น สายคล้องหน้ากากอนามัย ที่ปัจจุบันกำลังเป็นที่นิยมสูง ซึ่งหากลองคำนวณค่าใช้จ่ายที่ประชาชนต้องค่าจากปัญหาฝุ่นละออง พบว่า เป็นเงินจำนวนมาก เช่น ประชาชนทั้งประเทศสวมหน้ากากอนามัย 1 เดือน จะเสียเงินเท่าไหร่ หากคำนวณว่า ประชาชน 1 คน สวม เฉลี่ย หน้ากาก 1 ชิ้น ใช้งาน 2 วัน เท่ากับว่า ประชาชน 1 คน ใช้หน้ากากอนามัย 15 ชิ้น ต่อ 1 เดือน คิดเป็นเงิน 30 บาท หมายความว่า ประชากรในประเทศไทย 60 ล้านคน ต่อ 1 เดือน จะสูญเสียเงินค่าหน้ากากอนามัย 1,800 ล้านบาท ยังไม่รวมค่าอุปกรณ์ป้องกันตัวอื่น ๆ
ล่าสุดทีมข่าว PPTV พูดคุยกับรองศาสตราจารย์ วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยเรื่องฝุ่นซึ่งทำวิจัยเรื่องมูลค่าความเสียหาย ที่เกิดจากมลพิษทางอากาศ โดยใช้ค่าฝุ่น PM10 ในการตีมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้น
รองศาสตราจารย์ วิษณุ เปิดเผยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา คนไทยเสียเงินค่าอุปกรณ์ป้องกันฝุ่นเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปี 2560 คนไทยเสียต้นทุนค่าฝุ่น 1.79 ล้านล้านบาท ปี 2561 เสียต้นทุน 2.06 ล้านล้านบาท และปี 2562 เสียต้นทุน 2.26 ล้านล้านบาท คิดเป็น 12 % ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) หรือหมายความว่า ทุกการใช้จ่าย 100 บาท ประชาชนเสียเงินซื้อสินค้าป้องกันตัวเองจากฝุ่นละออง 12 บาท ซึ่งมูลค่าความเสียหายเหล่านี้ ไม่เคยถูกหยิบยกมาพูดถึง
ทั้งนี้ ในงานวิจัยที่จัดทำขึ้น แยกคำนวณมูลค่าความเสียหายที่คนกรุงเทพฯเสียเงินซื้ออุปกรณ์ป้องกันตัวเองจากฝุ่น พบว่า ปี 2562 คนกรุงเทพ เสียเงินไป 5 แสนล้านบาท ขณะที่ปี 2561 เสียเงินเพียง 4 แสนล้าน สะท้อนว่า ต้องใช้เงินเพิ่มมากขึ้นเพื่อป้องกันตัวเองต่อฝุ่น เพราะสถานการณ์ฝุ่นรุนแรงมากขึ้น ส่วนในปี 2563 ยังไม่ได้สรุปตัวเลขที่ชัดเจน แต่หากดูจากสถานการณ์ฝุ่นรวมถึงสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดอยู่ น่าจะสามารถคาดเดาได้ว่า ประชาชนเสียเงินค่าอุปกรณ์ในการป้องกันตัวเองด้านสุขภาพเพิ่มสูงมากขึ้น