กระทรวงสาธารณสุข ภายใต้รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องทำงานหนัก และ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงในวันต่อวัน เรื่องการนำเข้าวัคซีนโควิด-19 หลังมีปัญหาอียูห้ามส่งออก ทำให้ บริษัท แอตราเซเนกา ไม่สามารถส่งวัคซีนแบบเร่งด่วน 50,000 โดส มาให้ไทยได้เร็วตามข้อตกลง ขณะที่วัคซีนจากบริษัทซิโนแวค ของจีน ที่ดูว่าจะเป็นอีก 1 ความหวัง ก็พบปัญหาว่า ซิโนแวคไม่ได้ขอขึ้นทะเบียนวัคซีนในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศต้นทาง และไทยก็มีมาตรฐานว่า จะซื้อวัคซีนเฉพาะที่มีการขึ้นทะเบียนในประเทศต้นทางก่อน ทำให้ต้องดูติดตามว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด
เมื่อมีโรคระบาดสิ่งที่ต้องตามมา คือ ยารักษา และ วัคซีน ซึ่งประเทศใด สามารถดำเนินการได้ก่อน ก็ถือว่ามีอำนาจในการต่อรองกับประเทศอื่น ๆ นายกษิต ภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุ กับทีมข่าว PPTV ว่า นอกเหนือจาก แพทย์ที่ต้องคอยรับมือกับการแพร่ระบาด คือ การจัดการของรัฐบาล ที่ต้องใช้ความสามารถในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยให้การทูตของประเทศไทย เข้าไปพูดคุยกับตัวแทนแต่ละประเทศมหาอำนาจ เพื่อเจรจาต่อรอง เรื่องการนำเข้า ยารักษา และวัคซีน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ อาจจะดูเหมือนว่า แบบแผน ของรัฐบาลขณะนี้ ออกจะดูล่าช้า
นายกฯ ยืนยัน ทำทุกวิถีทางให้ไทยได้วัคซีน โควิด-19 ตามแผน
แม้ว่าที่ผ่านมา รัฐบาลจะระบุว่า กำหนดการส่งมอบวัคซีนโควิด-19 หลายประเทศทั่วโลกเกิดความล่าช้า เนื่องจากการผลิตไม่เป็นตามแผน พร้อมกับย้ำว่า อย่าฝากความหวังไว้ที่วัคซีนเพียงอย่างเดียวแต่ก็ยังต้องตั้งคำถามต่อว่า หากแผนการผลิตกลับมาเป็นไปตามเดิมแล้ว ประเทศไทยจะเร่งดำเนินการเพื่อให้ได้วัคซีนมาโดยเร็ว หรือต้องรอให้เป็นไปตามระบบราชการ ที่ ล่าช้า
ในช่วงแรกที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในโลกที่สามารถถอดรหัสพันธุกรรมได้ หากในมุมมองของการแพทย์ การที่แอสตราเซเนกา เลือกที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตวัคซีน นั่นอาจหมายความว่า บริษัท เล็งเห็นถึงความสามารถทางการแพทย์ของไทย และจะสามารถต่อยอดได้ต่อไปในอนาคต แต่หากไม่ได้วัคซีนโควิด-19 จากทั้ง แอตราเซเนกา และ ซิโนแวค รัฐบาลไทย จะดำเนินการต่อไปอย่างไร เพื่อให้คนไทย ได้รับวัคซีนโดยเร็วที่สุด