เมื่อวันที่ 26 เม.ย. 2564 ทีมข่าว PPTV ลงพื้นที่สำรวจจุดรอรถเมล์บริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ที่มายืนรอขึ้นรถ และผู้ที่สัญจรไปมา ใส่หน้ากากอนามัยกันทุกคน แต่บางส่วนพบว่าใส่หน้ากากอนามัยผิดวิธี เช่น ไม่ปิดจมูกและใส่ไว้ใต้คาง บางคนที่ไม่ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อทีมข่าวเข้าไปสอบถาม เพราะเหตุใดถึงไม่ใส่หน้ากากอนามัย ก็พบว่าเป็นคนไร้บ้าน ซึ่งเธอบอกว่ามีหน้ากากอนามัยติดตัวไว้ แต่ไม่ใส่ เพราะหายใจไม่สะดวก จึงใส่เป็นบางเวลาเท่านั้น และหลังจากถูกถามเธอได้นำหน้ากากอนามัยขึ้นมาใส่ทันที
ทีมข่าว PPTV ยังพบว่ามีประชาชนบางส่วนที่ใช้นั่งซ้อนท้ายวินรถจักรยานยนต์ โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย และพบว่าบางคนขับรถยนต์มาเพียงคนเดียว แต่เปิดกระจกรถตลอดเวลา ซึ่งน่าสนใจว่าลักษณะดังกล่าวเข้าข่ายมีความผิดหรือไม่
โดยก่อนหน้านี้ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 9 เคยโพสต์โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า ดึงหน้ากากไว้ใต้คาง ใส่หน้ากากปิดปาก แต่ไม่ปิดจมูก ถือว่าผิดกฎหมาย
ส่วนข้อถกเถียงเรื่องอำนาจหน้าที่เจ้าพนักงาน เมื่อพบผู้ฝ่าฝืนคำสั่งจังหวัด ว่าตำรวจมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้หรือไม่ เรื่องนี้นายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว ที่ปรึกษาเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และทนายความ สภาทนายความ เปิดเผยว่า ช่วงปลายปี 2563 ก่อนมีคำสั่งของกรมควบคุมโรค ที่ 1746/2563 ว่าด้วยการมอบหมายให้มีอำนาจเปรียบเทียบความผิดตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ ตามข้อ 3 ได้มอบมอบหมายให้พนักงานสอบสวน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหมายถึงตำรวจและเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เป็นผู้มีอำนาจเปรียบเทียบในเขตท้องที่ของตนเอง
ดังนั้นกรณีตำรวจ สภ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา เปรียบเทียบปรับประชาชนไม่สวมใส่หน้ากากอนามัย ตามที่กระแสสังคมออนไลน์ตั้งคำถาม สามารถทำได้ตามกฎหมาย
นายดำรงศักดิ์ กล่าวต่อว่า แม้ตำรวจจะมีอำนาจปรับตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ แต่ค่าปรับจำนวน 500 บาท ไม่ถูกต้อง เพราะระเบียบคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบ ข้อที่ 8 กรณีมีเหตุผลพิเศษที่จำเป็นต้องลดเงินค่าปรับแก่ผู้ถูกกล่าวหา จากอัตราในบัญชีท้ายระเบียบ ต้องลดเงินค่าปรับไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของจำนวน ซึ่งเกณฑ์การพิจารณาคือ ความเสียหายต่อสังคมโดยรวม อายุ ประวัติ ความประพฤติ สติปัญญา การศึกษาอบรม สุขภาพ อาชีพฯ
โดยโทษตามความผิดไม่ส่วมหน้ากากอนามัยนอกเคหสถานตามคำสั่งจังหวัด อยู่ในมาตรา 51 ของกฎหมายโรคติดต่อ ระบุว่าปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท แต่มีระดับการปรับคือ ความผิดครั้งแรกปรับ 6 พันบาท ครั้งที่ 2 ปรับ 12,000 บาท ครั้งที่ 3 เป็นต้นไป ปรับ 20,000 บาท แต่ถ้าเข้าเกณฑ์พิจารณาลดโทษ ค่าปรับจะหารสามแต่อยู่ที่ดุลยพินิจของพนักงานสอบสวน
อีกข้อกังวลหนึ่งของนายดำรงค์ศักดิ์ คือการตีความคำว่า เคหสถาน ตามภาษากฎหมายคือสถานที่พัก ที่ชายคา หรือพื้นที่ส่วนบุคคลที่แสดงอาณาเขตของผู้อาศัยชัดเจน กรณีนี้หากเป็นคอนโดมิเนียม หรืออาคารสูง กฎหมายจะไม่ครอบคลุมในพื้นที่ส่วนกลาง จึงอยากฝากถึงความรับผิดชอบทางสังคม และระเบียบต่าง ๆ ของสถานที่นั้น ๆ ให้เข้มงวด เพื่อให้ไทยพ้นวิกฤตการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสนี้ไปให้ได้