การคัดกรองและลำเลียงผู้ติดเชื้อโควิดเข้าสู่ระบบการรักษา ที่เห็นชัดเจนว่าเป็นปัญหาใหญ่ ตอนนี้ คือ การจำแนกสีของผู้ป่วย และการส่งต่อผู้ป่วยไปรักษา ไม่ทันถ่วงที เช่น คัดกรองไปแล้วว่า ผู้ป่วย A มีอาการรุนแรงมากน้อยแค่ไหน อยู่ในสีใด แต่สุดท้ายไม่ถูกส่งไปรักษาตามระบบ ทำให้อาการโควิด-19 รุนแรงเพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยคนนี้ให้ข้อมูลกับทีมข่าวผ่านวิดีโอคอล ขณะที่เธอกักตัวอยู่ที่บ้านพักย่านตลิ่งชัน
ชายวัย 45 รอคิวตรวจโควิด ป่วยดับสลดคาคอนโดฯ ยังไม่ได้เก็บศพ
ระหว่างให้ข้อมูลทีมข่าวสังเกตอาการพบว่า เธอพูดติดขัด บางช่วงพูดไม่เต็มประโยค เพราะเหนื่อยง่าย เธอ บอกว่าแค่พูดคุยก็ทำให้เหนื่อยแล้ว หายใจลำบาก ซึ่งอาการแบบนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 3 วัน
ผู้ป่วยคนนี้กักตัวที่บ้านครบ 10 วัน หลังจากไปตรวจพบเชื้อเมื่อวันที่ 17 เมษายน เจ้าหน้าที่แจ้งว่า อาการของเธออยู่เป็น “รหัสเขียว” คือ ไม่แสดงอาการ หลังจากนั้นวันที่ 20 เมษายน เธอเริ่มมีอาการเจ็บหน้าอก และเริ่มมีอาการอื่นๆตามมา เช่น หอบเหนื่อย และ ไอ
ถัดจากนั้น 25 เมษายน เจ้าหน้าที่โทรมาประเมินอาการอีกครั้ง ก่อนระบุว่า เธอมีอาการอยู่ในกลุ่ม “รหัสเหลือง” คือ เริ่มแสดงอาการ แต่เจ้าหน้าที่บอกว่า ยังไม่มีเตียงขอให้ผู้ป่วยรอก่อน
จนล่าสุด เธอบอกว่า อาการของเธอหนักมากขึ้นกว่าวันที่เจ้าหน้าที่โทรศัพท์มา เช่น เหนื่อยมากขึ้น หายใจลำบากมากขึ้น นอกจากนี้ยังบอกอีกว่า ตลอดช่วงนอนรอเตียงรักษา 10 วัน มีหลายหน่วยงาน โทรศัพท์ไปสอบถามอาการ และ ระบุว่าจะช่วยหาเตียงให้ แต่สุดท้ายเงียบหายไป
ส่วนสาเหตุที่เธอไม่ได้เตียงรักษา ตั้งแต่ต้น เธอบอกว่า วันที่ไปตรวจหาเชื้อ เธอเลือกไปที่ สถานพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดนนทบุรี หลังตรวจพบว่า ติดเชื้อโควิด-19 เจ้าหน้าที่แจ้งว่า หาเตียงให้ไม่ได้ เพราะ เธอเป็นคนตลิ่งชัน กทม. แต่พื้นที่ที่ไปตรวจ คือนนทบุรี ข้ามเขตกัน จากนั้น เธอจึงกลับไปกักตัวที่บ้าน และ พยายามโทรศัพท์หาเตียงเองผ่านเบอร์สายด่วนต่างๆ
ถัดจากนั้น 7 วัน มีเจ้าหน้าที่โทรมาแจ้งว่า จะส่งรถมารับไปกักตัวที่ Hospitel แต่ ระหว่างที่พูดคุยดทรศัพท์กันอยู่ “สายโทรศัพท์หลุดไป” และไม่มีการติดต่อกลับมาอีก ทำให้จนถึงตอนนี้เธอยังอยู่ที่บ้าน และ ยังไม่ได้เตียงรักษา
เธอยอมรับว่ากังวลใจมาก โดยเฉพาะอาการล่าสุด ที่เธอเจ็บหน้าอก เพราะไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร รวมถึงกลัวว่า จะเป็นเพราะ เชื้อลามลงไปที่ปอดหรือไม่ เธอยังบอกด้วยว่า ทุกวันจะมี เจ้าหน้าที่โทรศัพท์มาพูดคุยถามอาการจริงตามที่รัฐชี้แจง แต่ไม่เคยมีใครบอกเธอว่า อาการที่เธอเป็นอยู่ในแต่ละวันหมายความว่าอย่างไร
ทีมข่าวพูดคุยกับ นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และ นายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทยฯ สะท้อนปัญหาเรื่อง ผู้ป่วยตกค้าง โดยเฉพาะผู้ป่วยรหัสสีเขียว กักตัวที่บ้าน ว่า เป็นเพราะ ตอนนี้การบริหารจัดการเกิดคอขวดอยู่ที่ระบบการคัดกรอง การคัดแยก แบ่งรหัสสีผู้ป่วย ว่าจะนำส่งไปที่ โรงพยาบาลสนาม หรือ โรงพยาบาลหลัก เนื่องจากการคัดกรองต้องเอกซ์เรย์ปอด สอบสวนอาการ ซึ่งทำได้ล่าช้า ทำให้ไม่สามารถระบายผู้ป่วยไปเข้าสู่กระบวนการรักษาได้
นพ.นิธิพัฒน์ บอกว่าขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำปรับปรุงระบบการคัดกรองใหม่ เชื่อว่าภายใน 1-2 วันนี้ จะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ผู้ป่วยจะเข้าสู่โรงพยาบาลมากขึ้น
ส่วนตัวเลขเตียงที่ ศบค.แถลงว่ามีเพียงพอต่อผู้ป่วย นพ.นิธิพัฒน์ ตั้งข้อสังเกตว่า จำนวนเตียงที่เปิดเผยออกมา น่าจะ ไม่ใช่จำนวนเตียงที่พร้อมใช้งาน แต่เป็นเตียงที่อยู่ในแผนการจัดหา เตือนว่า รัฐบาลควรชี้แจงประเด็นนี้กับประชาชนให้ชัดเจนว่าตัวเลขที่ เตียงที่พร้อมใช้ได้มีกี่เตียง และเตียงที่อยู่ในแผนการจัดหามีกี่เตียง
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่า สาเหตุที่ไม่สามารถส่งตัวผู้ป่วยรหัสสีเขียวไปที่โรงพยาบาลสนาม ทั้งที่โรงพยาบาลสนามว่างอยู่ เพราะ ติดขัดเรื่องการคัดกรองผู้ป่วย
ขณะที่จำนวนเตียงรักษา ตอนนี้มีข้อมูลอย่างเป็นทางการ ระบุว่า ในเขตกทม. เตียงในห้องความดันลบ ไอซียู ว่างอยู่อีกเพียง 67 เตียง จากทั้งหมด 271 เตียง ส่วนเตียงห้องความดันลบ ว่างอยู่แค่ 70 เตียง จากทั้งหมด 475 เตียง โดย นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ระบุว่า ตอนนี้สถานการณ์ตึงเครียดแล้ว รวมถึงตัวเลขที่กล่าวมาเป็นตัวเลขที่เก็บข้อมูลเมื่อ 25 เมษายน หมายความว่าตอนนี้ ผ่านมา 2 วัน จำนวนเตียงที่ว่างอยู่ก็ลดลงตามไปด้วย
นพ.ณัฐพงศ์ ยังยอมรับว่า การจะเพิ่มเตียงห้องไอซียู ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะ ต้องมีอุปกรณ์ และทรัพยากรอื่นๆเพิ่มด้วย
ส่วนที่หลายคนตั้งคำถามถึงความล่าช้าการจัดสรรเตียง ยืนยันว่า กระบวนการนำผู้ป่วยเข้ารักษาในสถานพยาบาล มีระบบมีขั้นตอนอยู่ คือ ผู้ป่วยอาการหนักที่มีอาการเยอะ จะได้เตียงก่อน ส่วนผู้ป่วยที่รอได้ จะทยอยเข้ามาตามลำดับ ซึ่งระหว่างคอยเตียงก็จะมีเจ้าหน้าที่ติดตามอาการผ่านโทรศัพท์เป็นระยะๆ ส่วนข้อมูลว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตระหว่างรอเตียงกี่คน ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูล