นายสาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ระบุถึงสาเหตุที่ให้ ประชาชน 2 กลุ่มแรก ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ และ กลุ่มผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ลงทะเบียนเพื่อขอรับการฉีดวัคซีนเป็นกลุ่มแรกๆ ว่า เป็นวิธีการที่เหมาะสมในขณะนี้ เนื่องจากการบริหารจัดการวัคซีนในขณะนี้ต้องทำตามจำนวนวัคซีนที่ได้รับการจัดสรร
ดังนั้น กลุ่มเป้าหมายหลักทั้งผู้สูงอายุและกลุ่มผู้มีโรคประจำตัว มีจำนวนประมาณ 16 ล้านคน ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่มีความจำเป็นต้องได้รับวัคซีนก่อน
เพื่อลดความสูญเสีย แต่ขณะนี้ มีการลงทะเบียนไปแล้ว 1,730,000 คน นับเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าน้อยมาก จึงต้องช่วยกลุ่มเป้าหมายให้ได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงก่อน ในช่วงเวลา 2 อาทิตย์ ขอให้ทุกคนเตรียมตัว และ ขอให้ทุกคนที่ใกล้ชิด ผู้สูงอายุ และ ผู้ที่มีโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรคเสี่ยง เข้าถึงระบบหมอพร้อมได้เร็วที่สุด
นายแพทย์โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้ วัคซีนหลักของไทย จะเป็นวัคซีน แอสตราเซนิกา ป้องกันการป่วย 76% แม้ฉีดเพียง 1 เข็ม ถือว่ามีประโยชน์ ในการลดการป่วยหนักลดการตายเมื่อเทียบกับผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นถือว่าดีกว่า และยังลดการแพร่โรคในครอบครัวได้ถึง 50% ที่สำคัญ ผลข้างเคียงมีน้อยมาก และที่ผ่านมายังไม่พบการเสียชีวิตจากวัคซีน จึงอยากให้ 2 กลุ่มเป็นเป้าหมายมั่นใจในวัคซีน ชั่งน้ำหนักเรื่องประโยชน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่จะปกป้องตัวเราเองจากโรคโควิด-19
ขณะที่ นายแพทย์ พงศธร พอกเพิ่มดี นายแพทย์ทรงคุณวุฒิฯ ที่ปรึกษาระดับกระทรวง ระบุ ข้อมูลระบบการจองฉีดวัคซีนกับหมอพร้อม ทั้งแอปพลิเคชันและไลน์ พบว่า ยังมีปัญหาการจองวัคซีนอยู่ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (12 พ.ค.) จะขยายบริการสายด่วนหมอพร้อมเป็น 100 คู่สายและเปิดบริการตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อให้คำแนะนำข้อมูลแก่ผู้ที่มีปัญหาในการลงทะเบียนขอรับฉีดวัคซีน
การที่ผู้ลงทะเบียนขอเข้ารับการฉีดวัคซีนพบว่ายังน้อยกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ 16 ล้านคนนั้น เชื่อว่ายังอยู่ในระหว่างการรวบรวมข้อมูลของกลุ่มที่มีการลงทะเบียนผ่านอาสาสมัครสาธารณสุขประจำพื้นที่ หรือ อสม.ซึ่งมีอีกจำนวนมาก หากครบตามระยะเวลาและจำนวนวัคซีนยังเหลือ กระทรวงสาธารณสุขจะปรับแผนกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มต่อไป