เกาะสะท้อนพบกลุ่มเสี่ยงใหม่ รวมตัวในมัสยิด

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ความเคลื่อนไหวที่ต้องจับตา สำหรับการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกาใต้ ในพื้นที่ตำบลเกาะสะท้อน อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส หลังจากทางอำเภอตากใบพบกลุ่มเสี่ยงใหม่ ที่เป็นกลุ่มก้อนใหญ่ คือ ผู้ที่ไปรวมตัวทำกิจกรรมในมัสยิดฝ่าฝืนคำสั่งประกาศของจุฬาราชมนตรี

ประกาศของอำเภอตากใบ ขอให้คนที่มีประวัติไปละหมาดที่มัสยิดดารุลฟัลละห์ โคกกาเปาะ หมู่ที่ 5 ตำบลเกาะสะท้อน ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน ถึงวันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ให้รายงานตัวและแจ้งเจ้าหน้าที่ ที่ศูนย์กักกันโรงเรียนเกาะสะท้อน และรพ.สต.เกาะสะท้อน โดยประกาศฉบับนี้มีขึ้นหลังพบว่า ผู้ติดเชื้อได้เดินทางไปละหมาดที่มัสยิดแห่งนี้ร่วมกับชาวบ้านคนอื่นๆด้วย

ประเด็นนี้สอดคล้องกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนราธิวาส ที่ยืนยันว่า สาเหตุที่ทำให้การแพร่ระบาดในตำบลเกาะสะท้อน แพร่กระจายเป็นวงกว้าง

และระบาดไปในชุมชุมหมู่อื่น ส่วนหนึ่งมาจากที่ชาวบ้านบางส่วนฝ่าฝืนคำสั่งจุฬาราชมนตรีไปละหมาดร่วมกันที่มัสยิด และมีกลุ่มวัยรุ่น รวมตัวกันสูบบารากู่

ทีมข่าวจำลองภาพเหตุการณ์ให้เห็นว่า โดยปกติแล้วการละหมาดในมัสยิดจะเป็นการรวมกลุ่มกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป จนถึงหลักสิบคน ร้อยคน หรือจนกว่าพื้นที่จะรองรับได้ เมื่อถึงเวลาเวลาละหมาดทุกคนจะไปเข้าแถวเรียงหน้ากระดาน โดยมีคนนำยืนด้านหน้า 1 คน เรียกว่า อีหม่าม ส่วนผู้ตามที่เข้าแถวด้านหลังเรียกว่า มะมูม การละหมาด 1 ครั้ง จะใช้เวลาประมาณ 5-10 นาที จากนั้นเมื่อละหมาดเสร็จ จะฟังบรรยายเรื่องศาสนาร่วมกัน ก่อนจะแยกกันก็จะจับมือสลาม ซึ่งเป็นการจับมือกันไว้ 2 ข้าง หรือ หากคนที่ไม่ได้เจอกันนาน หรือ คนที่สนิทกันมากๆ นอกจากการจับมือสลามกันแล้ว ก็มักจะโอบกอดกันเพื่อทักทาย 

ทีมข่าวยังได้รับรายงานว่า ในพื้นที่ตำบลเกาะสะท้อน มีร้านบารากู่เปิดอย่างเปิดเผยและวัยรุ่นมักไปรวมกลุ่มกัน ส่วนใหญ่จะใช้เตาเดียวกันแล้วผลัดกันสูบ 3-4 คน เนื่องจากราคาค่อนข้างสูง ซึ่งกลุ่มวัยรุ่นจะนั่งล้อมวง ใช้เวลาหลายชั่วโมง สูบแล้วพ่นควันที่มีกลิ่นหอมออกมา ซึ่งข้อมูลทางการแพทย์พบว่าการพ่นคควันแบบนี้ จะทำให้ละอองน้ำลายลอยออกมากับควัน และลอยออกไปไกลกว่าการพูดคุยปกติ

 อีกประเด็นที่ได้รับการยืนยันคือครอบครัวที่เดินทางมาจากมาเลเซีย และเป็นคนที่นำเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์แอฟริกา เข้ามาโดยผิดฎหมาย ผ่านช่องทางธรรมชาติ 

เมื่อดูแผนที่อำเภอตากใบ จะเห็นว่า แม่น้ำโกลก เป็นพรมแดนกั้นระหว่างไทย-มาเลเซีย ผ่านอำเภอ อ.แว้ง, อ.สุไหงโกโลก สิ้นสุดที่ปากแม่น้ำออกสู่ทะเลที่ อ.ตากใบ แหล่งข่าวในอำเภอตากใบ ให้ข้อมูลว่า การเดินทางข้ามไปมาระหว่างไทย-มาเลเซีย โดยข้ามแม่น้ำโกลก มีหลายรูปแบบ

รูปแบบที่ 1 คือ กลุ่มแรงงานไทย ที่ส่วนใหญ่ข้ามไปทำงานร้านอาหารในมาเลเซีย จะอาศัยอยู่ในมาเลเซียเป็นเวลานาน จึงไม่ได้ขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ต้องใช้วิธีลักลอบเข้ามาเลเซีย เพราะหากเข้าเมืองตามช่องทางปกติ ก็จะไม่สามารถอยู่ทำงานระยะยาวได้ เมื่อจะกลับมาประเทศไทยเพื่อเยี่ยมญาติ หรือมาในเทศกาลสำคัญก็ต้องใช้วิธีลักลอบเข้าเมืองกลับมาเช่นกัน

รูปแบบที่ 2 คือกลุ่มที่ข้ามไปมา “ทุกวัน” เพราะประกอบอาชีพรับจ้างอยู่ในฝั่งมาเลเซีย แบบไปเช้า-เย็นกลับ มีเรือเป็นของตัวเอง มีบ้านคนสนิทหรือญาติที่สามารถจอดเรือในบ้านได้เลยอยู่ที่ฝั่งมาเลเซีย พวกเขามีรายได้หลักอยู่ที่งานในฝั่งมาเลเซีย จึงต้องข้ามไปมาบ่อยๆ โดยไม่ใช้ช่องทางตามกฎหมายเช่นกัน เพราะไม่มี Work Permit และไม่ต้องการถูกกักตัวนานๆ ในระหว่างการข้ามแดน

สารวัตรตำรวจน้ำตากใบ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาการลาดตระเวนของเจ้าหน้าที่ ไม่เคยพบจคนที่ลักลอบระหว่างนั่งเรือข้ามฟาก แต่ส่วนใหญ่จะจับได้ที่ด่านตรวจ เมื่อขึ้นบกไปแล้ว ย้ำว่าในพื้นที่อำเภอตากใบมีจุดเสี่ยงลักลอบข้ามฟากจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ตำบลเกาะสะท้อน เนื่องจากมีโป๊ะของชาวบ้าน ที่เรือสามารถเข้ามาจอดเทียบท่าได้

ส่วนมาตรการของตำรวจน้ำตากใบ ได้ประสานงานกับตำรวจน้ำมาเลเซีย เพื่อลาดตระเวนร่วมกัน และได้สื่อสารไปยังตำรวจนำมาเลเซียว่า หากพบคนไทยที่ต้องการเดินทางกลับเข้าไทย ให้ติดต่อผ่านสถานทูตเท่านั้น

 

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ