ด้วยสถานการณ์โควิด 19 ที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อเป็นจำนวนมากจนเกิดขีดความสามารถของโรงพยาบาลจะรับได้ ประกอบกับเตียงที่รับรักษาผู้ป่วยระดับที่ เหลืองและสีแดงมีไม่เพียงพอ ส่งผลให้ทางคณะทำงานด้านการรักษาพยาบาลและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ร่วมประชุมกัน และวางแนวทางเวชปฏิบัติ การวินิจฉัย ดูแลรักษา และป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรณีโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid - 19)
สำหรับแนวทางที่ออกมาก็เพื่อมุ่งหวังให้การทำงานของแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ง่ายขึ้น โดยวิธีการรักษาผู้ป่วยโควิด 19 ผู้ติดเชื้อเข้าข่าย (probable Case) ผู้ที่มีผลตรวจ ATK ต่อเชื้อไว้รัส SARS -CoV-2 ให้ผลบวก และรวมผู้ติดเชื้อยืนยันทั้งผู้ที่มีอาการและไม่แสดงอาการ สามารถแบ่งกลุ่มตามอากรได้เป็น 4 กรณี ดังนี้
1. ผู้ติดเชื้อ Covid -19 ไม่มีอาการอื่น ๆ หรือสบายดี (Asymptomatic COVID-19 )
- แนะนำให้แยกกับตัวที่บ้านหรือในสถานที่รัฐจัดให้อย่างน้อย 14 วัน นับจากวันที่ตรวจพบเชื้อ ระยะเวลาการกักตัว (ในสถานพยาบาลรวมกับที่บ้าน) อาจนานกว่านี้ในผู้ป่วยบางรายขึ้นกับดุลยพนิจของแพทย์
- ให้ดูแลรักษาตามดุลยพินิจของแพทย์ ไม่ให้ยาต้านไวรัส เนื่องจากส่วนมากหายได้เองและอาจได้รับผลข้างเคียงจากยา
- พิจารณาให้ยาฟ้าทะลายโจรในกลุ่มที่ไม่มีอารขึ้นกับดุลยพินิจของแพทย์
- ไม่ให้ยาฟ้าทะลายโจร และยาต้านไวรัสร่วมกัน อาจมีผลข้างเคียงจากยา
2. ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง / โรคร่วมสำคัญ ภาพถ่ายรังสีปอดปกติ (Symptomatic COVID - 19 without pneumonia and no risk factors for severe disease)
- พิจารณาให้ favipiravir เริ่มให้ยาเร็วที่สุด
- หากตรวจพบเชื้อมาเกิน 7 วัน และผู้ป่วยไม่มีอาการหรือมีอาการน้อยอาจไม่จำเป็นต้องให้ยาต้านไวรัส เพราะผู้ป่วยกลุ่มนี้จะหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อน
-แนะนำให้แยกกักตัวที่บ้านหรือในสถานที่รัฐจัดให้ หากเข้าเกณฑ์ที่จะได้รับการรักษาแบบ home isolation หรือ community isolation ก็สามารถให้การรักษาในลักษณะดังกล่าวเป็นเวลายอย่างน้อย (รวมทุกระบบการรักษา) 14 วัน นักจากวันที่เริ่มมีอาการหรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น อย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง
3. ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการ หรือมีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง หรือมีโรคร่วมสำคัญ หรือผู้ป่วยที่มีปอดบวม (pneumonia) เล็กน้อย ซึ่งไม่เข้าเกณฑ์ข้อ 4 (Covid - 19 with risk factors for severe disease ro having co-morbidity or mild pneumonia) ปัจจัยเสี่ยงข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้ ได้แก่ อายุ > 60 ปี โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) รวมโรคปอดเรื้อรังอื่นๆ โรคไตเรื้อรัง (CKD)โรคหัวใจและหลอดเลือดรวมโรคหัวใจแต่กำเนิด โรคหลอดเลือดสมองเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ ภาวะอ้วน (น้ำหนักมากกว่า 90 กก. หรือ BMI ≥ 30 กก./ตร.ม.) ตับแข็ง ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ และ lymphocyte น้อยกว่า 1,000 เซลล์ / ลบ.มม. หรือผู้ป่วยที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงแต่มีแนวโน้มที่จะมีความรุนแรงของโรคมากขึ้น
- แนะนำให้รักษาในโรงพยาบาล โดยให้อยู่ในระบบการรักษาและการแยกโรคอย่างน้อย 14 วัน นับจากวันที่เริ่มมีอาการหรือจนกว่าอาการจะดีขึ้น (อาจอยู่โรงพยาบาลน้อยกว่า 14 วัน แล้วกลับไปกักตัวต่อที่บ้านจนครบ 14 วัน)
- แนะนำให้ favipiravir โดยเริ่มให้ยาเร็วที่สุด ให้ยานาน 5 วัน หรือมากกว่า ขึ้นกับอาการทางคลินิกตามความเหมาะสมหรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
- พิจารณาให้ corticosteroid ร่วมกับ favipiravir ในกรณีที่มีผู้ป่วยมีอาการและภาพถ่ายรังสีปอดที่แย่ลง คือมี progression of infiltrates หรือค่า room air SpO2 ≤96% หรือพบว่ามี SpO2 ขณะออกแรงลดลง ≥ 3% ของค่าที่วัดได้ครั้งแรก (exercise - induced hypoxia)
4. ผู้ป่วยยืนยันที่มีปอดบวมที่มี hypoxia (resting O2 saturation ≤96%) หรือมีภาวะลดลงของออกซิเจน SpO2 ≥ 3% ของค่าที่วัดได้ครั้งแรกขณะออกแรง (exercise - induced hypoxemia) หรือภาพรังสีทรวงอกมี progression ของ pulmonary infiltrates
- แนะนำให้ favipiravir เป็นเวลา 5 - 10 วัน ขึ้นกับอาการทางคลินิก
- อาจพิจารณาให้ lopinavir / ritonavir 5 - 10 วัน ร่วมด้วย (ตามดุลยพินิจของแพทย์)
- แนะนำให้ corticosteroid
ที่มา :
คณะทำงานด้านการรักษาพยาบาลและป้องกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับคณาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ จากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ