ผู้ติดเชื้อรายใหม่แนวโน้มลดลง สธ.ประเมินสถานการณ์โควิดไทยผ่านจุดพีคแล้ว

โดย PPTV Online

เผยแพร่

เริ่มต้นสัปดาห์ ด้วยประเด็นที่สังคมตั้งถามเกี่ยวกับการ สื่อสารของศบค.ว่า ตอนนี้การฉีดวัคซีน ใกล้บรรลุเป้าหมาย 50 ล้านคน เพื่้อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่จริงหรือ และช่วง สัปดาห์ที่ผ่านมา จำนวนตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ มีแนวโน้มเริ่มลดลง หลายคนหวังว่าน่าจะเป็นสัญญาณที่ดี ซึ่ง กระทรวงสาธารณสุขก็ระบุว่า ยังคงต้องจับตาดูต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่จากสถานการณ์ ก็พอจะบอกได้ว่าเราผ่านช่วงพีคที่สุดไปแล้ว

ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 รายงานผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่วันนี้ พบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 17,491 คน รวมผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 1,066,786 คน ตัวเลขผู้เสียชีวิตยังแตะหลักร้อยโดยวันนี้พบเพิ่ม 242 คน ส่วนผู้ป่วยหายกลับบ้านเพิ่ม 22,134 คน หายป่วยสะสม 834,344 คน และกำลังรักษา 195,454 คน

อย่างไรก็ตาม นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษก ศบค. ก็ระบุในการแถลงประจำวันนี้ว่า ถ้าดูกราฟจำนวนผู้ติดเชื้อลดความชันลง แต่กราฟตัวเลขผู้เสียชีวิต ยังไม่ลดลง

 ทั้งนี้ ก็ยังมีจุดที่น่าเป็นห่วง คือพื้นที่ กทม. ขณะนี้ แม้จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มลดลง ที่วันนี้อยู่ที่ 3,472 คน แต่พบว่า ในรอบ 14 วัน ที่ผ่านมา มีการกลับมาระบาดอีกครั้ง ในคลัสเตอร์แคมป์ก่อสร้าง

และในการแถลงข่าวของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค ก็ได้ประเมินว่า หากดูตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่ แม้จะยังสูงอยู่แต่อยู่ในระดับคงตัว และมีแนวโน้มเริ่มลดน้อยลง จากอัตราพบผู้ป่วยสูงสุด 23,000 คน แต่วันนี้ลดเหลือ 17,000 คน ซึ่งเป็นผลจากหลายมาตรการเช่น การล็อกดาวน์ การตรวจค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก และการเร่งฉีดวัคซีนให้กับคนกลุ่มเสี่ยง พร้อมทั้งคาดว่า สถานการณ์การระบาดของโควิดในประเทศไทย น่าจะมาถึงจุดพีคแล้ว

อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุด้วยว่า วันนี้ที่ประชุมคณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ เห็นชอบในหลักการป้องกันควบคุมโรคในพื้นที่เฉพาะ bubber and seal  ในองค์กร สถานประกอบการที่พบผู้ติดเชื้อเป็นกลุ่มก้อน ส่วนการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ซึ่ง เดิมนั่นมีการกำหนดการล็อคดาวน์ ไปถึง 31 สิงหาคม หลังจากนี้ จะเริ่มมาตรการผ่อนปรนต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การเปิดประเทศ ที่วางแผนไว้แต่เดิม ตามนโยบายการเปิดประเทศของนายกรัฐมนตรีภายใน 120 วัน

นายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมจากคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ เพื่อพิจารณาการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ให้กับกลุ่มที่ฉีดวัคซีนซิโนแวค 2 เข็ม เมื่อต้นปีตั้งแต่เดือนมีนาคม และเมษายน ซึ่งเป็นผู้ที่มีโรคเรื้อรัง อายุต่ำกว่า 60 ปี ประมาณ 3-4 ล้านคน คาดว่า จะฉีดได้ไม่เกินปลายปีนี้ เพราะมีวัคซีนเข้ามามากขึ้น โดยจะเริ่มฉีดตามลำดับให้คนเสี่ยงสูงก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปกลุ่มอื่นด้วย หลังจากที่พบว่าเมื่อเวลาผ่านไปภูมิคุ้มกันเริ่มตก

 

 

ซึ่งในประเด็นการฉีดบูสเตอร์ให้กับประชาชน คนหนึ่งพยายามสื่อสารเรื่องนี้ก็คือ นายแพทย์ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  โดยเฉพาะการฉีดเข็ม 3 หรือบูสเตอร์ ให้กับประชาชนทั่วไปที่ได้รับวัคซีนซิโนแวคไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม และเมษายน  และควรที่จะบูสเตอร์ให้กับคนกลุ่มนี้ตั้งแต่ตอนนี้

เพราะธรรมชาติของวัคซีนซิโนแวคสร้างภูมิช้า และภูมิตกเร็ว หากฉีดเข็ม 2 ผ่านไปประมาณ 2 เดือน ภูมิจะเริ่มตก ประสิทธิภาพในการป้องกันเริ่มน้อยลง คนกลุ่มนี้ก็จะกลายเป็นเหมือนระเบิดเวลา แม้จะติดเชื้อแล้ววัคซีนจะช่วยทำให้อาการน้อย แต่ปริมาณเชื้อที่ตรวจพบกลับเจอในปริมาณมาก นั่นหมายความว่า ก็สามารถแพร่เชื้อให้คนอื่นได้สูงมากเช่นกัน จึงควรจะฉีดตั้งแต่วันนี้ตอนนี้  หากรอไปให้ในช่วงปลายปีนี้นั้นถือว่าช้าเกินไป

อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ธีระวัฒน์ยอมรับว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย และมีปัญหาอยู่ เพราะปัจจุบันยังมีคนประชาชนเยอะมากที่ยังไม่เคยได้รับวัคซีนแม้แต่เข็มเดียว จึงเสนอให้เปลี่ยนวิธีการฉีดวัคซีน ปรับเป็นฉีดเข้าชั้นผิวหนัง แทนกล้ามเนื้อ เช่น วัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าจากเดิมใช้โดสละ 0.5 ซีซี เมื่อฉีดเข้าชั้นผิวหนังจะใช้ปริมาณแค่ 0.1 ซีซีต่อโดส และขยายการฉีดได้เพิ่มถึง 5 โดส 

 

สำหรับตัวเลขการฉีดวัคซีนสะสม วันนี้ อยู่ที่ 27,038,999 โดส จำแนกเป็น

  • ผู้ที่ฉีดเข็มแรก 20,430,028 ราย
  • ผู้ที่ฉีดครบ2เข็ม แล้ว 6,065,003 ราย
  • ผู้ที่ฉีดถึงเข็ม 3 จำนวน 543,968 ราย

 

และเรื่องของการฉีดวัคซีน ก็กลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากที่เมื่อวานนี้ เพจเฟซบุ๊กศูนย์ข้อมูลโควิด-19 สื่อสารข้อมูลเรื่องการฉีดวัคซีนของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อความที่ระบุว่า "ไทยฉีดวัคซีนเข้าใกล้ภูมิคุ้มกันหมู่ 50 ล้านคน ตามแผน" รวมไปถึงการขยายความว่าการฉีดวัคซีนแบบไขว้ และจำนวนรวมหากฉีดเข็ม 1 และเข็ม 2 ภายใน 2 เดือน รวมทั้งหมดน่าจะได้เกิน 40 ล้าน ขยับใกล้ 50 ล้าน 

ก็ทำให้เกิดกระแสวิพากย์วิจาณณ์ พร้อมกับมีการตั้งคำถามเรื่องการเกิดภูมิคุ้มกันหมู่ว่า ในความเป็นจริงแล้วจะเกิดขึ้นหลังฉีดวัคซีนครบ 2 เข็มใช่หรือไม่ และหากดูยอดสะสมการฉีดวัคซีนของไทย ยอดรวมเข็มที่ 1 ฉีดไปเพียง 20 ล้านคน ส่วนเข็มที่ 2 ฉีดไปเพียง 6 ล้านคนเท่านั้น 

ซึ่งเรื่องนี้ก็มีคำอธิบายจาก ดร.เสรี วงษ์มณฑา ในฐานะ บรรณาธิการบริหารวางกลยุทธ์สื่อสาร ศบค. ว่า สิ่งที่ได้สื่อสารไปนั้น  อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลจริง เพียงแต่ไม่ได้ให้รายละเอียดเลยทำให้คนเอาไปตีความว่าสิ่งที่สื่อสารไปนั้นขัดแย้งกับสถานการณ์ปัจจุบัน

โดยเฉพาะประเด็นการฉีดวัคซีนที่ก่อนหน้านี้ขาดความต่อเนื่อง แต่ต่อมาในระยะหลังจากนี้ก็จะเริ่มมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจารย์เสรีอธิบายว่า ถ้านำเอาตัวเลชมาคำนวนดู  เช่นจากข้อมูลถึงวันนี้ 19 ส.ค. จะเห็นว่า[MOS] มีคนฉีดเข็มแรกไป 19 ล้านโดส รวมเข็มที่ 2 ประมาณเกือบ 6 ล้าน เท่ากับว่าสามารถฉีดวัคซีนในภาพรวมได้ทั้งหมดเกือบ 25 ล้านโดส  และเมื่อไปถึงช่วงเดือน ต.ค. การฉีดวัคซีนจะได้ตามเป้าหมาย 50 ล้านคน  ขณะที่ มีคนอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งหายจากอาการป่วยแล้ว และมีภูมิคุ้มกันในร่างกาย คนกลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้นวันละไม่ต่ำกว่า 20,000 คน ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่ได้

ซึ่งในแง่การนำเสนอข้อมูลอาจารย์มองว่า เจตนาคืออยากให้คนสบายใจว่าเรากำลังเดินหน้าไปได้ดี

 

สำหรับภารกิจที่สำคัญของทีม ก็คือการการปรับกลยุทธการสื่อสารของรัฐบาล โดยจะเน้นแก้ไขปัญหาความสับสนที่เกิดขึ้นจากข้อมูล  โดยเฉพาะข้อมูลในเชิงวิชาการประสิทธิภาพของวัคซีน การสร้างภุมิคุ้มกันโรค โดยจะเน้นไปที่การให้ข้อมูลที่ถูกต้องและทำให้ประชาชนเกิดความมั่นใจในสถานการณ์มากขึ้น  ข้อมูลที่นำเสนอให้ประชาชนได้รับรู้จะต้องมาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและมีหน้าที่เท่านั้น ซึ่งปัจจุบัน สังคมจะรับฟังข้อมูลจากแพทย์ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นที่หลากหลาย ซึ่งบางท่านอาจไม่ได้มีหน้าที่โดยตรง ดังนั้นทีมสื่อสารจะต้องแยกแยะภาระหน้าที่ให้ชัดเจน  จะช่วยทำให้ประเด็นเกิดความชัดเจนมากขึ้นในการสื่อสารในภาวะวิกฤติแต่ละประเด็นที่มีความสำคัญ

 

 

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ