ความต่างระหว่าง “โรคประจำถิ่น” กับ “การระบาดใหญ่” โลกกำลังจะไปทางไหน?

โดย PPTV Online

เผยแพร่

ทำความเข้าใจสถานะ “การระบาดใหญ่” กับ “โรคประจำถิ่น” ต่างกันตรงไหน และต้องทำอย่างไร โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่น

ปลายปี 2019 โลกได้ยินข่าวเกี่ยวกับ “ไวรัสโรคปอดปริศนา” ในเมืองอู่ฮั่นของประเทศจีน เวลานั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่า จากไวรัสปริศนาในเมือง ๆ หนึ่ง จะเปลี่ยนชีวิตคนทั้งโลกไปได้ขนาดนี้

จนกระทั่งไวรัสปริศนานี้เริ่มแพร่ระบาดไปในหลายร้อยประเทศทั่วโลกในระยะเวลาเพียง 2-3 เดือน จนในที่สุดวันที่ 11 มี.ค. 2020 องค์การอนามัยโลก (WHO) ตัดสินใจประกาศให้ “โควิด-19” มีสถานะเป็น “การระบาดใหญ่ (Pandemic)”

จริงหรือโอมิครอนตัวปิดเกม โควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น?

จากวันนั้นถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว ที่โลกเผชิญกับการระบาดของโควิด-19 ทำให้บางประเทศออกมาประกาศความตั้งใจ ที่จะจัดให้โควิด-19 กลายเป็น “โรคประจำถิ่น (Endemic)” แม้ว่าจะยังคงมีอัตราการติดเชื้อโควิด-19 ค่อนข้างสูงในหลายประเทศจากการระบาดของสายพันธุ์โอมิครอน ซึ่งดูเหมือนจะทำให้เกิดโรคที่รุนแรงน้อยกว่า แต่สามารถแพร่เชื้อได้สูงกว่า

ประเทศต่าง ๆ เช่น สหราชอาณาจักร ได้เริ่มคลายข้อจำกัดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของประชาชน ด้วยความหวังว่า สังคมจะกลับมาเป็นปกติก่อนมีการระบาดของโควิด-19 หรือล่าสุด ประเทศเดนมาร์กได้ประกาศแผนการที่จะยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมดในสัปดาห์หน้า หลังกระทรวงสาธารณสุขเดนมาร์กประกาศว่า “โควิด-19 จะไม่ถูกจัดประเภทว่าเป็นโรคอันตรายต่อสังคมอีกต่อไป”

แต่โควิด-19 กำลังเปลี่ยนสถนาะจากการระบาดใหญ่เป็นโรคประจำถิ่นจริงหรือ?

ความหมายของ “การระบาดใหญ่” และ “โรคประจำถิ่น”

WHO และศูนย์ควบคุมป้องกันโรคสรัฐฯ (CDC) ได้ให้นิยาม “การระบาดใหญ่” ไว้คล้ายกันว่า “โรคระบาดที่แพร่กระจายไปในหลายประเทศหรือหลายทวีป ซึ่งมักจะส่งผลกระทบต่อผู้คนจำนวนมาก”

โดยคุณลักษณะสำคัญของโรคที่มีสถานะเป็นการระบาดใหญ่คือ มีการแพร่ระบาดข้ามพื้นที่ ประเทศ ภูมิภาค หรือทวีป มีอัตราการระบาดที่ไม่คงที่ คาดคะเนยาก มักไม่ได้คำนึงถึงความรุนแรงของโรคนัก แต่ประเมินจากจำนวนพื้นที่ที่เกิดการระบาดหรือจำนวนผู้ติดเชื้อมากกว่า

โรคระบาดที่เคยถูกจัดให้เป็นการระบาดใหญ่ เช่น ไข้หวัดใหญ่สเปน (1918-1920) โรคซาร์ส (2002-2004) ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ H1N1 (2009-2010) หรือไวรัสซิกา (2015-2016) เป็นต้น

สำหรับคำว่า Pandemic นั้น มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก คือ “Pan” ที่แปลว่า “ทั้งหมด” รวมกับ “Demos” ที่แปลว่าผู้คนหรือประชากร Pandemic จึงเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนทุกคนเป็นวงกว้าง

ขณะที่ “โรคประจำถิ่น” นั้น มีนิยามว่า “การมีอยู่ของโรค หรือความชุกของโรค ภายในประชากรภายในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์หนึ่ง ๆ”

พูดง่าย ๆ คือ เป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่ อาจเป็นเมือง ประเทศ ภูมิภาค หรือทวีป มีอัตราการแพร่ระบาดที่คงที่และคาดการณ์ได้ เช่น ไข้เลือดออกในประเทศไทย ก็จะระบาดอยู่ในประเทศไทย และระบาดในช่วงเวลาที่คาดการณ์ได้ คือฤดูฝนจะพบมาก ฤดูหนาวจะพบน้อย

Endemic มีรากศัพท์มาจากภาษากรีกเช่นกัน จาก “En” ที่แปลว่า “ภายใน” ผสมกับ “Demos” ที่แปลว่าผู้คน Endemic จึงหมายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับคนภายในกลุ่มหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง

ทำอย่างไร “การระบาดใหญ่” จะกลายเป็น “โรคประจำถิ่น”

นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงแนวโน้มที่โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นว่า เชื้อโรคจะต้องอยู่กับคนได้ ความรุนแรงจะต้องลดลง เช่น โอมิครอนที่ความรุนแรงค่อย ๆ ลดลงเมื่อเทียบกับเดลตา และคนต้องอยู่กับเชื้อโรคได้ ติดเชื้อแล้วไม่เสียชีวิต

ดังนั้น การที่โรค ๆ หนึ่งจะเปลี่ยนสถานะจากการระบาดใหญ่มาเป็นโรคประจำถิ่นได้นั้น ต้องประเมินจากหลายปัจจัย แต่โดยรวมแล้วพอจะอธิบายได้ด้วยคำว่า “ใช้ชีวิตร่วมกับโรคได้”

เมื่อดู “คอนเซ็ปต์” จาก นพ.โอภาส และความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญอื่นทั่วโลก เราจึงพอจะอนุมานได้ว่า ปัจจัยที่จะทำให้โควิด-19 กลายเป็นโรคประจำถิ่น น่าจะมีดังนี้

อันดับแรก ต้องดูว่า เชื้อไวรัสหรือโรคนั้น ๆ มีการกลายพันธุ์ที่จะเปลี่ยนหน้าตาหรือความสามารถของมันไปหรือไม่ อย่างไข้หวัดใหญ่ทั่วไปที่ระบาดในปัจจุบัน กลายพันธุ์มาอยู่ในจุดที่วัคซีนหรือยารักษาสามารถรับมือได้ แต่หากเมื่อใดมีไข้หวัดใหญ่ที่กลายพันธุ์จนเป็นสายพันธุ์ใหม่ ก็จะไม่นับเป็นโรคประจำถิ่น เช่น ไข้หวัดใหญ่ 2009 ในอดีต ดังนั้นจึงต้องดูว่า โควิด-19 นี้จะมีการกลายพันธุ์ที่น่ากังวลอีกหรือไม่ หากหลังจากโอมิครอนยังมีสายพันธุ์อื่นที่อาจส่งผลกระทบกับคนทั่วโลกอีก การระจะจัดโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นอาจเป็นเรื่องยาก

ประการต่อมา คือต้องดูว่า คนพร้อมหรือยัง โดยหมายถึงระดับภูมิคุ้มกัน อัตราการฉีดวัคซีนครบโดส อยู่ในระดับที่จะไม่เป็นอันตรายจากเชื้อไวรัส เมื่อไรที่คนมีความพร้อมในด้านนี้ ก็มีสิทธิ์ที่โควิด-19 จะทำอะไรเราไม่ได้และกลายเป็นโรคประจำถิ่น แน่นอนว่าการติดเชื้อและแพร่เชื้อจะยังคงเกิดขึ้นได้ แต่ในระดับที่คงที่ ไม่พุ่งสูง และคาดคะเนได้

นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่สอดคล้องกัน คือเรื่องของระบบสาธารณสุข การจะเป็นโรคประจำถิ่นได้นั้น แปลว่าโรคหรือเชื้อนั้น ๆ จะต้องไม่สร้างภัยคุกคามในระดับที่ทำให้ระบบสาธารณสุขต้องรับภาระหนักหรือล่มสลาย นั่นคือ หากมีการระบาดแล้ว ยังมีเตียงพอ มีห้องไอซียูพอ มีบุคลากรการแพทย์เพียงพอ ก็เท่ากับความรุนแรงของโรคนั้นลดลง

และอีกหนึ่งปัจจัยกำหนดสถานะโรคประจำถิ่น คือจะต้องควบคุมการระบาดไม่ให้ข้ามประเทศหรือข้ามทวีปได้ หากประเทศไทยต้องการให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ก็อาจต้องพิจารณามาตรการตามพรมแดน เพราะหากโควิด-19 ยังมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ จะเรียกว่าเป็นโรคประจำถิ่น ก็อาจฟังดูย้อนแย้งเกินไป

โดยสรุป การจะทำให้การระบาดใหญ่กลายเป็นโรคประจำถิ่น ตัวโรคจะต้องไม่กลายพันธุ์ไปมากกว่านี้จนวัคซีนเอาไม่อยู่ คนทุกคนหรือส่วนใหญ่ต้องได้รับวัคซีนครบโดสและมีภูมิคุ้มกัน หากสองอย่างนี้สำเร็จ ระบบสาธารณสุขจะไม่เกิดภาระ ก็จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นได้ในที่สุด และหากทั่วโลกมีภูมิคุ้มกันเช่นเดียวกัน โอกาสที่โควิด-19 จะเดินทางมาจากประเทศต่าง ๆ ก็อาจลดน้อยลง

กุญแจหลักยังคงอยู่ที่วัคซีนโควิด-19

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จาก WHO เตือนว่า ยังเร็วเกินไปที่จะจัดให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น โดยเน้นย้ำว่า วิวัฒนาการของไวรัสนั้นไม่แน่นอน และในระดับโลกยังมีการระบาดใหญ่อยู่อย่างต่อเนื่อง

แคเธอรีน สมอลล์วูด เจ้าหน้าที่อาวุโสของ WHO ประจำภูมิภาคยุโรปกล่าวว่า “ยังมีความไม่แน่นอนอยู่มากและไวรัสยังอาจพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดความท้าทายใหม่ ๆ เราไม่ได้อยู่ในจุดที่จะเรียกโควิด-19 ว่าเป็นโรคประจำถิ่นได้”

ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เป็นเรื่องยากที่โควิด-19 จะกลายเป็นโรคประจำถิ่นคือ ประชากรโลกส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการฉีดวัคซีนโควิด-19 ครบโดส ส่งผลให้มีโอกาสเกิดโรคร้ายแรงขึ้นในหมู่พวกเขา และอัตราการฉีดวัคซีนที่ต่ำในหลายประเทศยังทำให้มีโอกาสเกิดขึ้นของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งอาจทำให้ความพยายามในการจัดโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

ข้อมูลขององค์การสหประชาชาติระบุว่า ปัจจุบัน ประชากรในประเทศร่ำรวย 2 ใน 3 คนได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดส แต่มีประชากรในประเทศที่มีรายได้ต่ำเพียง 1 ใน 9 คนเท่านั้นที่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างน้อยหนึ่งโดส ต่างกันประมาณ 6 เท่า

ดังนั้นแล้ว จึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในหมู่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพส่วนใหญ่ว่า วิธียุติการแพร่ระบาดใหญ่ คือการทำให้วัคซีนและการรักษามีประสิทธิภาพและครอบคลุมทั่วโลก

ดร.อาเมช อาดัลจา นักวิชาการอาวุโสที่ศูนย์ความมั่นคงด้านสุขภาพจอห์นส์ ฮอปกินส์ กล่าวว่า “เมื่อคุณบอกว่าโรคกำลังเปลี่ยนจากการระบาดใหญ่มาเป็นโรคเฉพาะถิ่น มันไม่มีเกณฑ์ที่แน่นอนและรวดเร็วในการตัดสินขนาดนั้น”

อย่างไรก็ตาม เขากล่าวว่า ตัวชี้วัดหนึ่งที่อาจบอกได้ก็คือระบบสาธารณสุข “เมื่อโควิด-19 สูญเสียความสามารถในการทำให้คนเข้าโรงพยาบาลจากภูมิคุ้มกันที่เพียงพอ”

เขาเสริมว่า จากข้อมูลที่เขาศึกษา สถานะโรคประจำถิ่นเป็นสิ่งที่โควิด-19 หลีกเลี่ยงไม่ได้ “ผมคิดว่าตั้งแต่วันแรกที่มีการระบาดใหญ่ของโควิด-19 สุดท้ายไม่ว่าอย่างไรมันจะกลายเป็นไวรัสระบบทางเดินหายใจประจำถิ่น”

อาดัลจาเน้นย้ำว่า สิ่งสำคัญอันดับแรกคือการจัดหาเครื่องมือเพิ่มเติม เช่น วัคซีน ยาต้านไวรัส และโมโนโคลนอลแอนติบอดี ซึ่งจะช่วยลดภาระในโรงพยาบาลและระบบสาธารณสุข

ดร.แอนนา แบล็กนีย์ นักวิจัยด้านวัคซีนและภูมิคุ้มกันวิทยา จากมหาวิทยาลัยบริติชโคลัมเบีย ให้ความเห็นในทำนองเดียวกันว่า “การฉีดวัคซีนเป็นกุญแจสำคัญ”

เธอบอกว่า “เราจำเป็นต้องผลิตวัคซีนใหม่ ๆ ต่อไป และทำความเข้าใจว่าภูมิคุ้มกันนั้นจะคงอยู่ได้นานแค่ไหน เรายังจำเป็นต้องขยายขนาดการผลิตเครื่องมือทั้งหมดที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นยาต้านไวรัส การทดสอบ โมโนโคลนอลแอนติบอดี และทำให้แน่ใจว่าทุกคนทั่วโลกสามารถเข้าถึงเครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างกว้างขวาง ... เรามีเครื่องมือแล้ว เหลือแค่ทำให้ผู้คนทั่วโลกเข้าถึงได้เท่านั้น”

ประเทศไทยเตรียมประกาศโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นแล้ว?

สำหรับประเทศไทยเอง กระทรวงสาธารณสุขรายงานว่า มีการประเมินจากสถานการณ์ ทั้งเรื่องอาการ ความรุนแรงของโรค สัดส่วนผู้เสียชีวิตต่อผู้ติดเชื้อ เพื่อให้การบริหารจัดการเหมาะสมกับสถานการณ์และลักษณะของโรค ซึ่งขณะนี้ถือว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุม ผู้ติดเชื้อคงที่ประมาณ 6-7 พันรายต่อวัน เตียงผู้ป่วยในโรงพยาบาลและไอซียูยังว่าง ยาและวัคซีนมีพร้อม

ด้าน นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข คาดว่า จะควบคุมให้เป็นโรคประจำถิ่นได้ภายในปี 2565 นี้ ซึ่งต้องอาศัยการบริหารจัดการ จึงมีการประกาศหลักเกณฑ์เพื่อเป็นแนวทางในการวางแผนดำเนินการให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น แต่ยังไม่ได้ประกาศให้เป็นโรคประจำถิ่นในตอนนี้

“การวางแผนดำเนินการจะต้องสอดคล้องกัน ทั้งเรื่องการฉีดวัคซีน มาตรการควบคุมโรค การปรับกฎหมายต่างๆ และการรักษาพยาบาล ซึ่งแม้จะเป็นโรคประจำถิ่น แต่จะไม่กระทบกับการรักษาเพราะคนไทยทุกคนมีกองทุนสุขภาพดูแล ทั้งหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ” นพ.เกียรติภูมิกล่าว

 

เรียบเรียงจาก Aljazeera / CDC

ภาพจาก AFP

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ