ทุเรียน ผลไม้ยอดฮิต ที่คนไทยปลื้มใจเพราะดังไกลทั่วโลก ขึ้นชื่อเรื่อง “กลิ่นแรงแต่รสปัง” มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวทั้งกลิ่นและรสชาติ หลากหลายสายพันธุ์ให้เลือก ตั้งแต่เนื้อครีมมี่นุ่มละมุน ไปจนถึงแบบกรอบนอกนุ่มใน เนื้อไก่ฉีก หรือเนื้อหวานจัดแบบเข้มข้น ฤดูกาลทุเรียนไทยมักอยู่ในช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่รสชาติดีที่สุด หลายคนรอคอยกินปีละครั้งแบบจัดเต็ม บางคนถึงขั้นกินทุกวัน วันละหลายพูหรือหลายลูกกันเลยทีเดียว
ถึงจะอร่อยแค่ไหน ก็อย่าลืมว่า “ความฟิน” อาจมาพร้อมผลกระทบต่อสุขภาพได้ หากกินมากเกินไป!
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า ทุเรียนเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลและพลังงานสูงจึงต้องจำกัดการกินในแต่ละวันแต่พอดี
- ทุเรียนหมอนทอง 1 เม็ด ขนาดกลาง (ประมาณ 80 กรัม) ให้พลังงานประมาณ 130 กิโลแคลอรี เทียบเท่าข้าว 1.5 ทัพพี และมีน้ำตาลประมาณ 18 กรัม ใกล้เคียงกับน้ำอัดลม 2 กระป๋อง
ทั้งนี้ทุเรียนสดจะได้พลังงานจากน้ำตาลและไขมัน น้อยกว่าที่ผ่านกระบวนการแปรรูป คนทั่วไปไม่ควรกินทุเรียนเกินวันละ 2 เม็ดขนาดกลาง ในหนึ่งสัปดาห์ไม่ควรกินเกิน 3 วัน ควรลดอาหารกลุ่มข้าว-แป้ง และของหวาน ในมื่อที่กินทุเรียน
คุณค่าทางโภชนาการ ต่อ 100 กรัม
- ทุเรียนหมอนทอง(สด) 2 เม็ด 162 กิโลแคลอรี
- ข้าวเหนียวทุเรียน 1 ถ้วย 220 กิโลแคลอรี
- ทุเรียนกวน 1 แท่ง 320 กิโลแคลอรี
- ทุเรียนทอด 1 ถุง 508 กิโลแคลอรี
คำแนะนำการกินทุเรียน
- ใน 1 วัน ไม่ควรกินเกิน 2 เม็ดขนาดกลาง
- ไม่ควรกินทุกวัน
- ควรลดอาหารกลุ่มข้าว-แป้ง 1 ทัพพี และของหวานในมื้อที่กินทุเรียน
โดยเฉพาะ ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ เบาหวาน หรือผู้มีโรคประจำตัว ที่ควรกินแต่พอหายอยาก พอชื่นใจ ไม่เกิน 1 เม็ดขนาดเล็กต่อวัน และ ไม่ควรกินทุกวัน ขณะที่ผู้ป่วยโรคไตควรหลีกเลี่ยง เพราะทุเรียนมีทั้งแป้งและน้ำตาลสูง ที่สำคัญควรระมัดระวังในการกินร่วมกับแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อาจเกิดผลข้างเคียงอันตราย ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ ตัวร้อน วูบ ในบางกรณีอาจรุนแรงถึงขั้นหมดสติ และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ขอบคุณข้อมูลจาก : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข