ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์ประสาทวิทยา ผู้เชี่ยวชาญระบบประสาทและสมอง คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โพสต์ผ่านเพจ “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” แสดงความกังวลต่อแนวโน้มผู้ป่วยสมองเสื่อมในอนาคต โดยระบุว่า ยากจะจินตนาการว่าอีก 20 ปีข้างหน้า จะมีผู้ป่วยสมองเสื่อมมากเพียงใด เพราะพฤติกรรมของผู้คนในปัจจุบันกำลังสะสมความเสี่ยง ซึ่งกว่าจะเห็นผลก็ต้องใช้เวลาอีกนาน
เมื่อเปรียบเทียบกับ 30 ปีก่อน วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ในอดีตไม่มีมือถือหน้าจอ ผู้คนเคลื่อนไหวร่างกายมาก เดินทั้งวัน ไม่อยู่นิ่ง และนอนหลับได้ดีกว่านี้ แต่ปัจจุบัน คนจำนวนมากใช้มือถือมากขึ้น มีภาวะซึมเศร้าเพิ่มขึ้น นั่งนาน และนอนไม่ตรงเวลา หลายคนใช้เวลานั่งต่อเนื่องเป็น 10 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อสมองเสื่อม
งานวิจัยแบบติดตามระยะยาว 7 ปี จาก Vanderbilt University Medical Center ศึกษาผู้ใหญ่ (ส่วนใหญ่อายุ 50 ปีขึ้นไป) โดยใช้อุปกรณ์วัดการเคลื่อนไหวแบบสวมข้อมือ และตรวจ MRI สมองอย่างต่อเนื่อง พบว่า ผู้ที่นั่งนานมีความเสี่ยงที่สมองส่วนความจำ (hippocampus) จะเสื่อมและฝ่อ ทำให้ปริมาตรลดลงเร็วขึ้น แม้ว่าจะมีการออกกำลังกายในช่วงเย็น เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและสมอง ก็ไม่สามารถชดเชยผลเสียจากการนั่งนานได้
ประเด็นสำคัญคือ ปัญหานี้เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่คนจำนวนมากยังไม่ตระหนัก ขณะที่ผลกระทบจะปรากฏชัดในอนาคต โดยปัจจุบันก็พบผู้ป่วยสมองเสื่อมและอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นมากอยู่แล้ว และมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นอีกในอีก 20–50 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะเมื่อคนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นอาการเตือนของสมองที่เริ่มมีปัญหา ได้แก่ ลืมง่าย คิดอะไรไม่จดจ่อ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ควรรีบปรับพฤติกรรม
คำแนะนำ ควรลดการใช้มือถือ ฝึกนั่งสมาธิ อ่านหนังสือ ทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ ไม่จำเป็นต้องติดตามข่าวตลอด 24 ชั่วโมง และพยายามปรับพฤติกรรมให้ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น เพราะท้ายที่สุด สมองของมนุษย์อาจไม่สามารถปรับตัวทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้ทันในระยะเวลาอันสั้น