หลังจากประเทศไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม และได้ก้าวเข้าสู่ยุคที่คู่รัก LGBTQIAN+ สามารถวางแผนชีวิตคู่ได้อย่างเปิดกว้างมากขึ้น ประเด็นเรื่องการสร้างครอบครัวก็เริ่มถูกพูดถึงในวงกว้างมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะในช่วงก่อนเข้าสู่เดือน Pride Month หรือเดือนแห่งความหลากหลายทางเพศ ที่หลายคนเริ่มหันมาให้ความสนใจกับสิทธิในการมีครอบครัว การมีบุตร และทางเลือกทางการแพทย์สำหรับคู่รักข้ามเพศมากขึ้น
หนึ่งในเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจคือ “การฝากไข่และฝากอสุจิ” ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับคู่รักข้ามเพศหรือผู้ที่กำลังวางแผนมีบุตรในอนาคต เพราะเทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันเปิดโอกาสให้ผู้คนสามารถเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างครอบครัวได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มกระบวนการเปลี่ยนผ่านทางเพศหรือก่อนเข้ารับฮอร์โมนและการรักษาบางประเภทที่อาจส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ในระยะยาว
แต่อย่างที่ทราบกันว่าสำหรับการทำเด็กหลอดแก้วในกลุ่ม LGBTQIAN+ ยังคงต้องรอทางกฎหมายรับรองในอนาคต พีพีทีวี จึงอยากชวนมาทำความรู้จักการฝากไข่และฝากอสุจิสำหรับคู่รักข้ามเพศในยุคที่ความรักและความเท่าเทียมกำลังกลายเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น
วิธีการฝากไข่และฝากอสุจิสำหรับคนข้ามเพศ
การฝากไข่สำหรับชายข้ามเพศ (Trans Men)
การฝากไข่ (Egg freezing) คือการเลือกไข่คุณภาพดีเพื่อการมีบุตร โดยนำเซลล์สืบพันธุ์ของผู้หญิงที่เรียกว่าเซลล์ไข่ที่มีความสมบูรณ์ มีคุณภาพที่ดี ไปแช่แข็งในอุณหภูมิต่ำกว่า -190 องศาเซลเซียส แล้วนำมาละลายสำหรับการทำเด็กหลอดแก้วหรือ IVF ในอนาคต
ในกรณีของชายข้ามเพศที่ต้องการเริ่มฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน หรือวางแผนผ่าตัดเกี่ยวกับระบบสืบพันธุ์ การ “ฝากไข่” ถือเป็นอีกทางเลือกสำคัญ เพราะฮอร์โมนเพศชายอาจส่งผลต่อการตกไข่และความสามารถในการมีบุตรในอนาคต
กระบวนการฝากไข่จะซับซ้อนกว่าการฝากอสุจิเล็กน้อย โดยเริ่มจากการตรวจร่างกายไวรัสตับอักเสบบีและซี, เอชไอวี และซิฟิลิสและประเมินสุขภาพของรังไข่ โดยจะงดใช้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนระยะเวลา 3 เดือน จากนั้นแพทย์จะให้ฮอร์โมนกระตุ้นไข่ประมาณ 10–14 วัน เพื่อให้ไข่เจริญเติบโตหลายใบในรอบเดียว ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนเก็บไข่ผ่านการดูดไข่ออกจากรังไข่ภายใต้การดูแลของแพทย์
หลังจากเก็บไข่แล้ว ไข่จะถูกนำไปแช่แข็งด้วยเทคนิคทางการแพทย์ในอุณหภูมิต่ำกว่า -190 องศาเซลเซียส เพื่อเก็บไว้ใช้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการทำ IVF หรือการวางแผนมีบุตรในช่วงเวลาที่พร้อมมากขึ้น
การฝากอสุจิสำหรับหญิงข้ามเพศ (Trans Women)
การฝากอสุจิหรือสเปิร์ม (Sperm freezing) คือ การนำสเปิร์มจากน้ำอสุจิของผู้ชายไปแช่แข็ง ใช้กระบวนการเดียวกับการแช่แข็งไข่ เพียงแต่มีขั้นตอนที่ง่ายกว่า โดยการหลั่งอสุจิตามธรรมชาติ แล้วนำไปคัดเลือกสเปิร์มใส่หลอดซึ่งสามารถเก็บได้ครั้งละมากกว่าล้านตัว แล้วนำไปแช่แข็งในกระบวนการลดอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงนำไปเก็บในอุณภูมิต่ำถึง - 190 องศาเซลเซียส
สำหรับหญิงข้ามเพศที่กำลังวางแผนเริ่มฮอร์โมนเพศหญิงหรือการผ่าตัดแปลงเพศ แพทย์มักแนะนำให้ฝากอสุจิไว้ก่อน เนื่องจากการใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนในระยะยาวอาจส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณอสุจิ รวมถึงอาจทำให้ไม่สามารถผลิตอสุจิได้ในอนาคต
ขั้นตอนการฝากอสุจิโดยทั่วไปเริ่มจากการเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพสำหรับไวรัสตับอักเสบบีและซี, เอชไอวี และซิฟิลิส ตรวจเลือด และประเมินคุณภาพและจำนวนของอสุจิ โดยอาจจะต้องงดใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนเพื่อประสิทธิภาพที่ดีของสเปิร์ม หลังจากนั้นจะเข้าสู่กระบวนการเก็บตัวอย่างอสุจิ ซึ่งทางคลินิกจะเลทอกกอสุจิที่มีคุณภาพแล้วนำไปแช่แข็งและเก็บรักษาในอุณหภูมิต่ำมากด้วยเทคโนโลยี เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ได้ในอนาคต
อสุจิที่ฝากไว้สามารถนำไปใช้ในกระบวนการทางการแพทย์ เช่น การทำเด็กหลอดแก้ว (IVF) หรือการฉีดอสุจิเข้าสู่เซลล์ไข่ (ICSI) ได้ในภายหลัง
สิ่งที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจฝากไข่หรืออสุจิ
แม้การฝากไข่และฝากอสุจิจะเป็นทางเลือกที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการวางแผนครอบครัว แต่ก็มีหลายปัจจัยที่ควรพิจารณา ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย ระยะเวลาในการเก็บรักษา สุขภาพร่างกาย รวมถึงผลกระทบทางอารมณ์ โดยเฉพาะในคนข้ามเพศบางคนที่อาจรู้สึกไม่สบายใจกับกระบวนการทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับร่างกายเดิมของตัวเอง
ดังนั้น จึงควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพคนข้ามเพศ เพื่อวางแผนให้เหมาะกับร่างกายและเป้าหมายในอนาคตของแต่ละคน
ที่มา: โรงพยาบาลสมิติเวช / ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร - ARC Center โรงพยาบาลพญาไท 2