นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา (หมอแอร์) อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เปิดเผยผ่านเพจ Akanis Srisukwattana โดยระบุว่า ผู้บริโภครุ่นใหม่ควรอ่านฉลากโภชนาการให้เป็น โดยเฉพาะในยุคที่อาหารสุขภาพได้รับความนิยมมากขึ้น จากกรณีศึกษา “อกไก่ปั่น” ที่มีประเด็นเรื่องโปรตีนไม่ตรงตามที่คาด และคาร์โบไฮเดรตสูงกว่าที่คิด ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของฉลากอาหาร
หมอแอร์ระบุว่า ต้องขอขอบคุณน้องหมอชัชที่ออกมาให้ข้อมูลเรื่องนี้ เพราะช่วยให้ผู้บริโภคตระหนักว่า ฉลากโภชนาการอาจมีความคลาดเคลื่อนได้ในบางกรณีจากกระบวนการผลิตอาหาร โดยสารอาหารที่ถูกใช้เป็น “จุดขายหลัก” เช่น โปรตีนสูง น้ำตาลต่ำ ไขมันต่ำ หรือแคลอรีต่ำ ไม่ควรคลาดเคลื่อนจนทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิด เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจซื้อ
ปัญหาสำคัญของคนไทยจำนวนมากคือการได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องการรักษามวลกล้ามเนื้อ ออกกำลังกาย หรือควบคุมน้ำหนัก ซึ่งควรได้รับโปรตีนประมาณ 1 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน แต่ในชีวิตประจำวันอาจทำได้ยาก เนื่องจากอาหารทั่วไปมักมีสัดส่วนคาร์โบไฮเดรตและไขมันสูง จึงทำให้หลายคนหันมาใช้โปรตีนเสริม เช่น เวย์โปรตีน นมโปรตีนสูง โยเกิร์ตโปรตีนสูง หรืออกไก่ปั่น
แต่สิ่งที่ควรระวังคือ เมื่ออาหารเหล่านี้ถูกปรับให้ “อร่อยและดื่มง่าย” มากขึ้น เช่น หวาน มัน หรือกลมกล่อม ผู้บริโภคควรตั้งคำถามเพิ่มเติมว่า นอกจากโปรตีนแล้ว ได้รับสารอาหารอื่นเพิ่มหรือไม่ เช่น น้ำตาล ไขมัน หรือพลังงานที่สูงขึ้นโดยไม่ตั้งใจกรณีอกไก่ปั่น หากทำเองที่บ้านจะพบว่ารสชาติค่อนข้างจืดและดื่มยาก แต่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์มักมีการเติมโยเกิร์ต ผลไม้ น้ำผึ้ง หรือสารให้ความหวาน เพื่อเพิ่มรสชาติ แม้โยเกิร์ตจะดูเป็นอาหารสุขภาพ แต่บางชนิดมีการเติมน้ำตาลเพิ่ม เช่น fruit preparation หรือไซรัป ทำให้ปริมาณน้ำตาลสูงกว่าที่คิด ดังนั้น อกไก่ปั่นที่ดูเหมือนโปรตีนล้วน อาจมีทั้งน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต และแคลอรีเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ในกรณีของเวย์โปรตีนพร้อมดื่ม หากระบุโปรตีน 30 กรัม พลังงานจากโปรตีนล้วนจะอยู่ราว 120 kcal แต่ผลิตภัณฑ์จริงมักมีคาร์บและไขมันร่วมด้วย ทำให้พลังงานรวมอยู่ที่ประมาณ 160–180 kcal หรือมากกว่า 200 kcal ในบางสูตร หากเป้าหมายคือการเพิ่มน้ำหนักหรือพลังงานอาจไม่ใช่ปัญหา แต่หากต้องการลดน้ำหนัก อาจทำให้พลังงานเกินโดยไม่รู้ตัว
อีกประเด็นสำคัญคือไขมันอิ่มตัว โดยเฉพาะผู้ที่มี LDL สูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน หรือเสี่ยงโรคหัวใจ ควรพิจารณาปริมาณไขมันอิ่มตัวต่อหนึ่งหน่วยบริโภค โดยคุณหมอแนะนำว่าไม่ควรเกิน 3 กรัมต่อ serving
หมอแอร์ ยังกล่าวถึงประสบการณ์การใช้ CGM (เครื่องวัดน้ำตาลแบบต่อเนื่อง) ซึ่งพบว่าอาหารไทยหลายชนิดที่ไม่ได้รู้สึกหวาน กลับทำให้น้ำตาลในเลือดพุ่งสูงได้ เนื่องจากความหวานแฝงอยู่ในรสเค็ม มัน หรือเผ็ด บางมื้อทำให้น้ำตาลขึ้นถึง 190 และใช้เวลานานกว่าจะลดลง ซึ่งหากเกิดขึ้นบ่อย อาจส่งผลให้ค่า HbA1c สูงขึ้นจนเข้าสู่ภาวะเสี่ยงเบาหวานได้
CGM จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้บริโภคเห็นผลกระทบของอาหารต่อร่างกายได้ชัดเจนขึ้น เช่น อาหารชนิดใดทำให้น้ำตาลพุ่ง และการเดินหลังอาหารช่วยลดระดับน้ำตาลได้อย่างไร สุดท้าย คุณหมอย้ำว่า ฉลากโภชนาการเป็นเครื่องมือสำคัญในการเลือกอาหาร โดยควรดู 5 อย่างหลัก ได้แก่
- โปรตีนกี่กรัม
- พลังงานกี่ kcal
- น้ำตาลกี่กรัม
- ไขมันอิ่มตัวกี่กรัม
- 1 หนึ่งหน่วยบริโภค คือปริมาณเท่าไหร่
ผู้บริโภครุ่นใหม่ไม่ควรเลือกอาหารเพียงเพราะคำว่า “โปรตีนสูง” หรือ “สุขภาพดี” แต่ควรพิจารณาองค์ประกอบทั้งหมดว่าเหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของตนหรือไม่ เพราะสุขภาพที่ดี เริ่มจากความเข้าใจสิ่งที่เรากิน ไม่ใช่เพียงคำโฆษณาบนฉลากอาหาร