นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ “หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า” เปิดเผยถึงกรณีเด็กนักเรียนชั้น ป.4 หมดสติและหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หลังจากก่อนหน้านั้นยังสามารถเดินเข้าโรงเรียนได้ตามปกติ เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความสะเทือนใจให้กับผู้ปกครองจำนวนมาก เนื่องจากจากข้อมูลที่เปิดเผยในขณะนี้ เด็กไม่มีโรคประจำตัวและมีสุขภาพแข็งแรง
ในช่วงเข้าแถวเคารพธงชาติ น้องแจ้งคุณครูว่ามีอาการ “ปวดคอ ปวดหัว และปวดท้อง” ก่อนที่ทางโรงเรียนจะโทรแจ้งให้คุณแม่มารับกลับบ้านเมื่อคุณแม่เดินทางมาถึงประมาณ 20 นาทีหลังจากนั้น กลับพบว่าน้องหมดสติ ตัวเขียว ไม่ตอบสนอง จึงถูกนำส่งโรงพยาบาล โดยแพทย์ระบุว่าน้องมีภาวะหัวใจหยุดเต้นประมาณ 10 นาที และขณะนี้ยังคงรักษาตัวอยู่ในหอผู้ป่วยวิกฤต
หมอม็อด ระบุว่า สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือ ต้องยอมรับว่ายังไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์นี้ การอธิบายครั้งนี้จึงไม่ใช่การสรุปว่าเกิดจากสาเหตุใด แต่เป็นการให้ข้อมูลว่า เมื่อแพทย์พบเด็กที่ก่อนหน้านั้นไม่นานยังสามารถเดิน พูดคุย และใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่กลับเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน แพทย์จะต้องพิจารณาสาเหตุใดบ้าง
ภาวะขาดอากาศหายใจเฉียบพลัน สิ่งที่ต้องคิดถึงเป็นอันดับแรก
ในเด็ก ภาวะหัวใจหยุดเต้นส่วนใหญ่ไม่ได้เริ่มต้นจากโรคหัวใจเหมือนในผู้ใหญ่ แต่เกิดจากการที่ร่างกายขาดออกซิเจนอย่างเฉียบพลัน เมื่อเด็กไม่สามารถหายใจได้ ไม่ว่าจะจากการสำลัก การอุดกั้นทางเดินหายใจ หรืออุบัติเหตุบางรูปแบบ ระดับออกซิเจนในเลือดจะลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อสมองขาดออกซิเจน เด็กจะหมดสติ และหากไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที หัวใจก็อาจหยุดเต้นตามมาได้ภายในเวลาไม่นาน
ดังนั้น สาเหตุจาก “อุบัติเหตุ” จึงเป็นสิ่งที่ยังไม่สามารถตัดออกได้ และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบลำดับเหตุการณ์อย่างละเอียด เช่น
- น้องอยู่กับใครเป็นคนสุดท้าย
- ใครเป็นผู้พบเหตุเป็นคนแรก
- ขณะพบตัวน้องมีสภาพอย่างไร
- มีการช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างไร
- มีพยานเห็นเหตุการณ์หรือไม่
- มีกล้องวงจรปิดบันทึกเหตุการณ์หรือไม่
รวมถึงต้องยืนยันให้ได้ว่า ไม่มีอุบัติเหตุ ไม่มีการสำลัก ไม่มีการกลั่นแกล้ง หรือไม่มีเหตุผิดปกติอื่นเกิดขึ้น ทั้งนี้ การตั้งคำถามดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนมีความผิด แต่เป็นข้อมูลสำคัญต่อการค้นหาสาเหตุ การรักษาของทีมแพทย์ และความสบายใจของครอบครัว
โรคหัวใจแฝงที่ไม่เคยรู้มาก่อน
อีกหนึ่งสาเหตุที่แพทย์จะพิจารณา แม้จะพบได้น้อยมาก คือโรคของระบบไฟฟ้าหัวใจที่มีมาตั้งแต่กำเนิด สิ่งที่น่ากังวลของโรคกลุ่มนี้คือ เด็กส่วนใหญ่อาจไม่มีอาการผิดปกติให้เห็น สามารถวิ่ง เล่นกีฬา และใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป บางคนไม่เคยมีสัญญาณเตือนมาก่อน จนวันหนึ่งเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง ทำให้หมดสติหรือหัวใจหยุดเต้นกะทันหันตัวอย่างโรคในกลุ่มนี้ เช่น
- Long QT syndrome
- Brugada syndrome
อย่างไรก็ตาม โรคเหล่านี้พบได้น้อยมาก และไม่สามารถระบุได้ล่วงหน้าในเด็กทุกคน บางครอบครัวอาจมีประวัติญาติเสียชีวิตกะทันหันตั้งแต่อายุน้อย หรือเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่แพทย์จะสอบถามเพิ่มเติม แต่ในกรณีนี้ ยังไม่มีข้อมูลว่าเกี่ยวข้องกับโรคกลุ่มดังกล่าว จึงยังไม่สามารถสรุปได้
การได้รับยา หรือสารบางชนิดโดยไม่ตั้งใจ
ในทางการแพทย์มีคำกล่าวว่า “One pill can kill” หรือยาบางชนิดเพียงหนึ่งเม็ดก็อาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงได้ โดยเฉพาะในเด็กที่ร่างกายยังมีขนาดเล็ก ยาบางชนิดของผู้ใหญ่อาจส่งผลกระทบอย่างมาก เช่น ยาลดน้ำตาลในเลือด หรือยาบางประเภทที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ แน่นอนว่า ขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลว่ากรณีนี้เกี่ยวข้องกับยา แต่เมื่อพบเด็กหมดสติโดยไม่ทราบสาเหตุ แพทย์จำเป็นต้องซักประวัติเรื่องยา สารเคมี หรือสิ่งที่เด็กอาจได้รับเข้าสู่ร่างกายทุกครั้ง
การเจ็บป่วยรุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
หลายคนอาจสงสัยว่า เด็กที่มีอาการปวดหัว ปวดคอ และปวดท้อง สามารถเข้าสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงได้หรือไม่ คำตอบคือ “เป็นไปได้” แต่พบได้น้อยมาก โรครุนแรงบางชนิด เช่น กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ สมองอักเสบการติดเชื้อรุนแรง สามารถทำให้เด็กเข้าสู่ภาวะวิกฤตได้
หมอม็อดระบุต่อว่า โดยทั่วไปโรคกลุ่มนี้มักมีอาการนำมาก่อน เช่น มีไข้ ซึม อาเจียน เหนื่อยง่าย หรืออ่อนเพลีย เป็นเวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน การที่เด็กซึ่งก่อนหน้านั้นยังดูปกติดี แล้วภายในเวลาไม่นานเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น จึงไม่ใช่รูปแบบที่พบได้บ่อยของโรคกลุ่มนี้ แต่หากพบว่าน้องมีอาการป่วยมาก่อนหน้านี้ ความเป็นไปได้ในกลุ่มโรคเหล่านี้ก็ยังต้องนำมาพิจารณาเช่นกัน
หมอม็อด ระบุว่า แพทย์สามารถช่วยค้นหาสาเหตุทางการแพทย์ที่ทำให้เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันได้ แต่แพทย์ไม่สามารถทราบได้ว่าในช่วงเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ดังนั้น สิ่งสำคัญคือการชี้แจงลำดับเหตุการณ์อย่างครบถ้วน ไม่ใช่เพื่อกล่าวโทษบุคคลหรือสถานที่ใด แต่เพื่อให้ครอบครัวได้รับคำตอบ และเพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมถึงตัวโรงเรียนเอง เพราะการค้นหาความจริงของเหตุการณ์นี้ จำเป็นต้องอาศัยทั้ง “ข้อเท็จจริงทางการแพทย์” และ “ข้อเท็จจริงของเหตุการณ์” ร่วมกัน เพื่อให้ได้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด