หมอเด็กเตือน! ลูกเล็กกินข้าวกล่อง-รสเค็ม เสี่ยงติดรสไปจนโต

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หมอเด็กเตือน 3 เรื่องจากกรณีเด็ก 1 ขวบกินข้าวกล่อง ชี้โซเดียมสูงอาจเกินความต้องการ ฝึกให้ติดรสเค็ม และเสี่ยงสำลัก-บาดเจ็บหากไม่ใช้คาร์ซีท

นพ.ฒัชชณพงศ์ จงเจริญยานนท์ แพทย์เฉพาะทางโรคระบบทางเดินหายใจและเวชบำบัดวิกฤตในเด็ก โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท เจ้าของเพจ หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า ออกมาให้มุมมองถึงประเด็นเด็กเล็กกินข้าวกล่องจากร้านสะดวกซื้อ โดยชี้ว่า เรื่องนี้ไม่ควรมองเพียงว่า “กินได้หรือไม่ได้” แต่ควรพิจารณาถึงโภชนาการ พฤติกรรมการกิน และความปลอดภัยของเด็กประกอบกัน

คุณหมอระบุว่า ช่วงนี้มีคอนเทนต์เกี่ยวกับเด็กเล็กกินข้าวกล่องร้านสะดวกซื้อ กลายเป็นประเด็นในสังคม และจริง ๆ แล้วต้องขอบคุณโพสต์ดังกล่าวอยู่เรื่องหนึ่ง

 

ลูกเล็กกินข้าวกล่อง-ติดรสเค็ม หมอม็อด หมอเด็กขอเล่า
ลูกเล็กกินข้าวกล่อง-ติดรสเค็ม

เพราะทำให้สังคมได้เห็นว่า เรื่องที่บางบ้านอาจรู้สึกว่า “คนเป็นพ่อแม่ควรรู้อยู่แล้วหรือเปล่า?” หรือ “ก่อนมีลูก ไม่ศึกษากันก่อนเหรอ?” ในความเป็นจริงยังมีอีกหลายครอบครัวที่ไม่ได้รู้เรื่องเหล่านี้

โลกของการเลี้ยงลูกในแต่ละบ้านไม่เหมือนกัน บางครอบครัวมีความพร้อม มีความรู้ มีฐานะ และมีเวลาค้นคว้าข้อมูลทุกอย่างเพื่อลูก ขณะที่อีกหลายครอบครัวเพียงแค่หาเงินให้พอใช้ในแต่ละวันก็เหนื่อยแล้ว บางบ้านไม่มีเวลา บางบ้านไม่มีเงิน และบางบ้านไม่เคยได้รับความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงเด็กที่ถูกต้องมาก่อน สิ่งที่บ้านหนึ่งคิดว่าเป็น “เรื่องพื้นฐาน ใครๆ ก็ต้องรู้” สำหรับอีกบ้านหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครบอกมาก่อนก็ได้ และนี่คือสิ่งที่หมอเด็กทั่วประเทศต้องพบเจอกันอยู่ทุกวัน

แล้วการให้เด็กเล็กกินข้าวกล่อง มีอะไรที่น่าเป็นห่วง?

สำหรับบ้านไหนที่อ่านแล้วคิดว่า “ลูกฉันก็กินแบบนี้มาตลอด ไม่เห็นเป็นอะไร” หรือ “ลูกก็ลูกฉัน จะเลี้ยงแบบไหนก็เรื่องของฉัน” ก็สามารถข้ามเรื่องนี้ไปได้ แต่สำหรับพ่อแม่ที่อยากรู้ว่ามีอะไรที่ไม่แนะนำ และควรปรับเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของเด็ก คุณหมอขอชวนมาดู 3 เรื่องสำคัญ

เด็กเล็กไม่ควรกินเค็มเหมือนผู้ใหญ่

เมื่อเด็กเริ่มกินอาหารตามวัย หลายบ้านอาจคิดว่า “ถ้าไม่ปรุงเลย มันจะจืดไปไหม ลูกจะกินหรือ?” แต่ความจริงคือเด็กสามารถกินอาหารรสอ่อนหรือไม่ปรุงเพิ่มได้ เพราะเด็กยังไม่ได้ติดหวานหรือติดเค็มแบบผู้ใหญ่ จึงไม่จำเป็นต้องรีบเติมเกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊ว เพื่อทำให้อาหารอร่อยขึ้น

ที่สำคัญ เด็กมีขนาดตัวเล็ก และไตยังอยู่ในช่วงพัฒนา จึงไม่ควรได้รับโซเดียมมากเกินไป ตัวอย่างปริมาณโซเดียมที่ควรจำกัด ได้แก่ เด็กอายุ 7–12 เดือน ไม่เกินประมาณ 370 มิลลิกรัมต่อวัน และเด็กอายุ 1–3 ปี ไม่เกินประมาณ 800 มิลลิกรัมต่อวัน

ลองพลิกดูฉลากอาหารสำเร็จรูปหรือข้าวกล่องบางเมนู อาจพบว่าบางกล่องมีโซเดียมสูงถึง 1,200 มิลลิกรัม ซึ่งเพียงกล่องเดียวก็เกินปริมาณที่แนะนำต่อวันสำหรับเด็กอายุ 1–3 ปีแล้ว หากสมมติว่ากินอาหารลักษณะนี้ 3 มื้อ จะได้รับโซเดียมประมาณ 3,600 มิลลิกรัมต่อวัน หรือเกือบ 5 เท่าของปริมาณที่แนะนำสำหรับเด็กอายุ 1–3 ปี และยังไม่รวมโซเดียมจากนม ขนม และอาหารอื่นๆ ที่กินระหว่างวัน

ดังนั้น ประเด็นจึงไม่ใช่ว่า “กินข้าวกล่องครั้งเดียวแล้วไตจะพังไหม?” แต่คือ เด็กตัวเล็กและไตกำลังพัฒนา แล้วเราจะให้เด็กได้รับโซเดียมเกินความจำเป็นเป็นประจำไปทำไม? เด็กยังไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการ หน้าที่ของเด็กคือมีอะไรก็หยิบเข้าปาก ส่วนคนที่ต้องช่วยคัดกรองว่าอะไรควรหรือไม่ควร คือพ่อแม่

การบอกว่า “ลูกชอบกิน” จึงไม่ควรเป็นเหตุผลเดียวในการตัดสินใจ หากลูกชอบหยิบดินเข้าปาก เราก็คงไม่ปล่อยให้กินเพียงเพราะ “ลูกชอบ” เช่นเดียวกัน

กินเค็ม กินหวานตั้งแต่เล็ก อาจฝึกให้ลิ้นติดรสนั้น

ปัญหาไม่ได้มีแค่ว่า วันนี้เด็กได้รับน้ำตาลหรือโซเดียมมากเกินไปหรือไม่ แต่เด็กกำลังอยู่ในช่วงเรียนรู้และทำความคุ้นเคยกับรสชาติด้วย หากในช่วงเริ่มกินอาหาร เราให้เด็กกินรสเค็มหรือหวานบ่อยๆ เด็กก็อาจคุ้นเคยกับรสชาติแบบนั้น มีข้อมูลพบว่าเด็กที่ได้รับอาหารเค็มบ่อยในช่วงขวบปีแรก มีแนวโน้มที่จะชอบอาหารเค็มมากขึ้นในช่วงวัยต่อๆ ไป เมื่อโตขึ้น อาหารรสธรรมดาอาจกลายเป็นไม่อร่อย และต้องเพิ่มความหวานหรือความเค็มจึงจะถูกปาก

การกินหวานและเค็มเป็นประจำยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับโรคเรื้อรังหลายอย่างเมื่อโตขึ้น ทุกวันนี้มีการพูดถึงเรื่อง Longevity หรือการมีสุขภาพดีและอายุยืนกันมาก แต่พื้นฐานของเส้นทางนี้จริงๆ ไม่ได้ซับซ้อน เพียงเริ่มต้นจากการไม่ทำให้ตัวเองติดหวานและติดเค็ม

สุขภาพที่ดีในวัยผู้ใหญ่จึงเริ่มต้นได้จากสิ่งที่เราฝึกให้กินตั้งแต่วัยเด็ก และการสร้างพฤติกรรมการกินในช่วงนี้ก็มีส่วนสำคัญจากพ่อแม่และผู้ดูแล

เรื่องที่น่าห่วงกว่าข้าวกล่อง คือการกินอาหารบนรถและไม่ได้นั่งคาร์ซีท

อีกประเด็นที่คุณหมอเป็นห่วงมากกว่าตัวข้าวกล่อง คือกรณีที่เด็กกินอาหารบนรถและไม่ได้อยู่ในคาร์ซีทอย่างเหมาะสม เด็กเล็กมีโอกาสสำลักอาหารได้อยู่แล้ว ยิ่งกินอาหารขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ หากเกิดการเบรกหรือการกระแทกอย่างกะทันหัน ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยง

แต่อีกเรื่องที่น่าห่วงกว่าคือการที่เด็กไม่ได้อยู่ในคาร์ซีทอย่างเหมาะสม เพราะอุบัติเหตุไม่เคยบอกเราล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และบางครั้งไม่จำเป็นต้องเกิดการชนรุนแรง เพียงแค่เบรกกะทันหัน เด็กที่ไม่ได้ถูกยึดรั้งอย่างเหมาะสมก็สามารถกระเด็นไปกระแทกจนได้รับบาดเจ็บรุนแรงได้

อาหารเค็มวันนี้ เรายังสามารถกลับไปปรับในมื้อต่อไปได้ แต่อุบัติเหตุบนรถ หากเกิดขึ้นแล้ว บางอย่างอาจไม่มีโอกาสให้แก้ตัว

ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ควรจบที่คำว่า “ลูกไม่ชอบนั่ง” หรือ “ลูกร้อง” เพราะเด็กจะร้องหรือไม่ชอบก็เป็นเรื่องของเด็ก แต่หน้าที่ของผู้ใหญ่คือทำให้เด็กปลอดภัย ถึงแม้ในเวลานั้นเด็กจะไม่ชอบก็ตาม

ไม่รู้ไม่เป็นไร แต่เมื่อรู้แล้วควรปรับ

สุดท้ายแล้ว หากพ่อแม่ไม่รู้ ก็สามารถเรียนรู้ได้ ไม่มีใครรู้ทุกอย่างตั้งแต่วันที่มีลูก แต่เมื่อรู้แล้วว่าอะไรไม่ดีหรืออะไรมีความเสี่ยง หากยังดื้อหรือยืนยันว่า “ลูกฉัน ฉันจะเลี้ยงแบบนี้ แล้วจะทำไม?” ก็เป็นเรื่องของแต่ละครอบครัว สิ่งที่ไม่ควรคือ การรู้อยู่แล้วว่าสิ่งนั้นไม่ดีหรือมีความเสี่ยงต่อเด็ก แต่ยังจงใจนำเรื่องเหล่านั้นมาทำคอนเทนต์เพื่อเรียกกระแส เพราะยิ่งมีคนด่า ยิ่งมีคนแชร์ ยิ่งมีคนดู และสุดท้ายก็อาจกลายเป็นรายได้

จะทำคอนเทนต์เพื่อหาเงินก็ทำไป แต่ไม่ควรนำสิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าไม่ดีกับเด็กมาใช้เป็นเครื่องมือในการหารายได้ เพราะเรื่องของเด็กไม่ควรเป็นเพียงคอนเทนต์ที่สร้างยอดวิว แต่ควรเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ทุกคนช่วยกันให้ความสำคัญกับสุขภาพ พัฒนาการ และความปลอดภัยของเด็กเป็นอันดับแรก

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ