รศ.นพ.สมิทธิ์ ศรีสนธิ์ นายกสมาคมแพทย์นิติเวชแห่งประเทศไทย และอาจารย์ประจำภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี โพสต์เฟซบุ๊ก Smith Fa Srisont อธิบายกรณีการเสียชีวิตจากโรคเส้นเลือดแดงเลี้ยงหัวใจตีบ ซึ่งอาจทำให้เกิดการเสียชีวิตแบบกะทันหันโดยธรรมชาติ โดยอธิบายในมุมมองของแพทย์นิติเวช เพื่อให้แพทย์และประชาชนทั่วไปเข้าใจตรงกัน
รศ.นพ.สมิทธิ์ ระบุว่า เส้นเลือดแดงเลี้ยงหัวใจแข็งและตีบ ถือเป็นโรคอันดับหนึ่งที่พบได้จากการเสียชีวิตแบบกะทันหันโดยธรรมชาติ
กลไกการเสียชีวิตเกิดจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจมีไขมันหรือหินปูนเกาะสะสม จนทำให้หลอดเลือดตีบหรืออุดตัน ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ จนเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายและทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ ก่อนที่หัวใจจะหยุดเต้นและเสียชีวิตได้
สำหรับการอุดตันที่สามารถเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้นั้น โดยทั่วไปพบว่าต้องมีการอุดตันประมาณ 70-75% ขึ้นไป และแม้จะเกิดขึ้นในเส้นเลือดหลักเพียง 1 เส้นจาก 3 เส้น ก็สามารถเพียงพอที่จะทำให้เสียชีวิตได้
ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคนี้ได้แก่ อายุมาก เพศชาย พันธุกรรม โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ โรคเบาหวาน โรคอ้วน ขาดการออกกำลังกาย ความเครียด หรืออื่นๆ ปัจจัยเหล่านี้เป็นสิ่งที่แพทย์นิติเวชมักต้องอธิบายให้ญาติผู้เสียชีวิตเข้าใจ เพราะบางครั้งญาติอาจสงสัยว่าเหตุใดผู้เสียชีวิตจึงเกิดโรคดังกล่าว ทั้งที่ไม่เคยมีอาการมาก่อน
บางรายไม่เคยรู้ตัวว่ามีโรค ก่อนเสียชีวิตกะทันหัน
ในกรณีที่เสียชีวิตอย่างกะทันหัน ผู้เสียชีวิตอาจมีภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบเป็นครั้งแรกและเสียชีวิตเลยก็ได้ ดังนั้น ประวัติของผู้เสียชีวิตบางรายจึงอาจระบุว่า ก่อนเสียชีวิตยังแข็งแรงดีและไม่มีโรคประจำตัว แม้บางรายจะเข้าพบแพทย์เป็นประจำ แต่ก็อาจตรวจไม่พบความผิดปกติ เนื่องจากในช่วงนั้นกล้ามเนื้อหัวใจยังเป็นปกติ ขณะที่การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจอาจไม่พบความผิดปกติเช่นกัน
พบได้ตั้งแต่อายุน้อย หากมีประวัติครอบครัวต้องระวัง
แม้โรคหลอดเลือดหัวใจตีบและการเสียชีวิตจากโรคดังกล่าวจะพบมากในคนอายุมาก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นในคนอายุน้อยได้เช่นกัน รศ.นพ.สมิทธิ์ ระบุว่า เคยพบผู้เสียชีวิตจากภาวะดังกล่าวในประเทศไทยที่มีอายุเพียง 24 ปี โดยคาดว่าน่าจะสัมพันธ์กับภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 จึงไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีนโควิด-19
ดังนั้น หากมีคนในครอบครัวเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะ ต่ำกว่า 40-45 ปี ควรพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินว่ามีภาวะไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรมหรือไม่
หลอดเลือดหัวใจตีบ ไม่ใช่ “โรคใหลตาย”
รศ.นพ.สมิทธิ์ ย้ำว่า โรคหลอดเลือดหัวใจตีบไม่ใช่ภาวะใหลตาย เนื่องจากภาวะใหลตาย หมายถึงกรณีที่เมื่อผ่าศพแล้วไม่พบสาเหตุการเสียชีวิตที่ชัดเจน ในทางการแพทย์สันนิษฐานว่า ภาวะใหลตายอาจเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะเองจนทำให้เสียชีวิต ส่งผลให้การตรวจศพไม่พบสาเหตุทางกายภาพที่สามารถอธิบายการเสียชีวิตได้
“รอยหยักติ่งหู” อาจสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจ
อีกหนึ่งลักษณะทางร่างกายที่มีการศึกษาว่าอาจสัมพันธ์กับโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ คือ รอยหยักบริเวณติ่งหู หรือ earlobe crease/Frank's sign รศ.นพ.สมิทธิ์ ระบุว่า ลักษณะดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า หากพบรอยหยักที่ติ่งหูแล้วจะต้องเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 100% เช่นเดียวกับการไม่มีรอยหยักก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่เป็นโรค และลักษณะดังกล่าวยังสามารถพบได้ในผู้สูงอายุที่ไม่ได้เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบด้วย
ส่วนตัวจึงเห็นว่า หากพบรอยหยักบริเวณติ่งหูในคนที่อายุยังไม่มาก โดยเฉพาะอายุต่ำกว่า 60 ปี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่ามีความเสี่ยงหรือสงสัยโรคหลอดเลือดหัวใจหรือไม่ และพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
ทั้งนี้มีงานวิจัยอันหนึ่งไม่นานนี้ ในระดับ meta-analysis ที่บอกว่าเกี่ยวกัน https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/34924071/ หรืองานวิจัยอีกอันหนึ่งที่ตีพิมพ์ใน วารสาร Nature ถึงความเกี่ยวข้องกัน https://www.nature.com/articles/s41598-025-06464-1.pdf