นพ.เจษฎ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เปิดเผยผ่านเพจ หมอเจด ถึง 7 สัญญาณอันตรายจากหัวใจที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะอาการที่ “เปลี่ยนไปจากเดิม” แม้จะดูเป็นเรื่องธรรมดา
เหนื่อยง่ายขึ้น ทั้งที่ทำกิจกรรมเท่าเดิม
อาการเหนื่อยง่ายเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย หลายคนอาจคิดว่าเกิดจากอายุมากขึ้น นอนน้อย หรือร่างกายไม่ฟิต เช่น จากเดิมที่เคยขึ้นบันได 2 ชั้นได้สบาย ๆ แต่ปัจจุบันขึ้นเพียงชั้นเดียวก็ต้องหยุดพัก หรือเคยเดินห้างได้เป็นชั่วโมง แต่กลับเดินเพียงเล็กน้อยก็รู้สึกหมดแรง
แม้สาเหตุอาจเป็นเรื่องของสมรรถภาพร่างกาย แต่หากความสามารถในการออกแรงลดลงจากเดิมอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือสูบบุหรี่ ควรนึกถึงปัญหาเกี่ยวกับหัวใจร่วมด้วย
แน่นหน้าอก แต่คิดว่าเป็นกรดไหลย้อน
อาการจากหัวใจไม่ได้จำเป็นต้องเป็นอาการเจ็บหน้าอกแบบจี๊ด ๆ เสมอไป บางคนอาจรู้สึกเพียงแน่น หนัก อึดอัด หรือเหมือนมีอะไรมาทับบริเวณหน้าอก
หากเกิดขึ้นขณะเดินเร็ว ขึ้นบันได หรือออกแรง และดีขึ้นเมื่อหยุดพัก ควรระมัดระวังและไม่ควรสรุปว่าเป็นกรดไหลย้อนเพียงอย่างเดียว เพราะบางคนอาจรับประทานยารักษากรดไหลย้อนเป็นเวลานาน ทั้งที่สาเหตุของอาการอาจไม่ได้มาจากระบบทางเดินอาหารเพียงอย่างเดียว
หอบง่าย แต่คิดว่าเพราะไม่ออกกำลังกาย
บางคนมีปัญหาเกี่ยวกับหัวใจโดยไม่มีอาการเจ็บหน้าอก แต่กลับเริ่มรู้สึกว่า “ทำไมเดินนิดเดียวก็หอบ?” หากกิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติกลับทำไม่ได้เหมือนเดิม ไม่ควรรีบสรุปว่าเป็นเพราะร่างกายไม่ฟิต เนื่องจากหัวใจที่ได้รับเลือดไม่เพียงพอสามารถทำให้เกิดอาการเหนื่อยและหอบขณะออกแรงได้
ปวดไหล่ ปวดแขน ปวดคอ แต่คิดว่าเป็นออฟฟิศซินโดรม
อาการจากหัวใจสามารถแสดงออกเป็นอาการปวดหรือไม่สบายบริเวณอื่นได้ โดยอาจร้าวไปที่แขน ไหล่ คอ กราม หรือหลังแน่นอนว่าอาการปวดไหล่ส่วนใหญ่สามารถเกิดจากกล้ามเนื้อหรือการใช้งานร่างกายได้จริง แต่หากอาการปวดเกิดขึ้นขณะออกแรง และมีอาการแน่นหน้าอก หอบ เหงื่อออก หรืออาการดีขึ้นเมื่อพักร่วมด้วย ไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียงออฟฟิศซินโดรมหรือจบปัญหาด้วยการนวดเพียงอย่างเดียว
เหงื่อแตก คลื่นไส้ หน้ามืด แต่คิดว่าอาหารไม่ย่อย
ภาวะหัวใจขาดเลือดไม่ได้ส่งสัญญาณออกมาในรูปแบบเดียวเสมอไป บางคนอาจมีอาการเหงื่อออกมาก ตัวเย็น คลื่นไส้ หน้ามืด หรือรู้สึกอ่อนแรงผิดปกติ โดยเฉพาะหากอาการเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับแน่นหน้าอกหรือหายใจไม่ออก ควรคิดถึงสาเหตุจากหัวใจไว้ด้วย ไม่ควรรอดูอาการหรือรับประทานยาลดกรดแล้วคิดว่าจะหายเอง
เพลียตลอด แต่คิดว่าเพราะงานเยอะ
อาการเพลียสามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่สิ่งที่ควรสังเกตคืออาการเพลียที่ “ไม่เหมือนเดิม” เช่น ตื่นขึ้นมาก็ไม่มีแรง ทำกิจกรรมเพียงเล็กน้อยก็หมดแรง กิจกรรมที่เคยทำได้ตามปกติกลับรู้สึกหนักขึ้น หรือแม้พักผ่อนแล้วก็ยังไม่ดีขึ้น หากอาการเป็นต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจร่วมด้วย ควรหาสาเหตุให้ชัดเจน และไม่ควรโทษว่าเกิดจากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว
ใจสั่น วูบ เป็นลม แต่คิดว่าเครียด
อาการใจสั่นอาจเกิดจากความเครียด การได้รับคาเฟอีน หรือการพักผ่อนไม่เพียงพอได้ แต่หากมีอาการวูบ หน้ามืด หรือเป็นลมโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นขณะออกแรง หรือมีอาการแน่นหน้าอกและหอบร่วมด้วย ไม่ควรรอให้หายเอง เนื่องจากปัญหาเกี่ยวกับหัวใจบางชนิดสามารถรบกวนจังหวะการเต้นของหัวใจและทำให้เกิดอาการดังกล่าวได้
หมอเจดย้ำ ไม่ต้องรอให้มีครบทั้ง 7 ข้อ สิ่งสำคัญที่ควรตระหนักคือ ไม่จำเป็นต้องรอให้มีอาการครบทั้ง 7 ข้อ หากร่างกายมีความผิดปกติหรือ “เปลี่ยนไปจากเดิม” ก็ควรให้ความสนใจ คนไทยจำนวนมากอาจเคยชินกับการอดทนต่ออาการต่าง ๆ ทั้งเหนื่อย แน่นหน้าอก ปวด หอบ หรือเพลีย จนบางครั้งร่างกายส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้งแล้ว แต่กลับไม่ได้รับการตรวจหาสาเหตุ จึงควรเปลี่ยนจากความคิดว่า “ยังไหวอยู่” เป็น “ลองเช็กไว้ก่อนดีกว่า” โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น อายุเพิ่มขึ้น มีค่า LDL สูง เป็นเบาหวาน มีความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ มีภาวะอ้วนลงพุง หรือมีคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจตั้งแต่อายุน้อย ไม่ควรรอให้มีอาการรุนแรงแล้วจึงเริ่มดูแลสุขภาพ
รู้ตัวเลขสุขภาพ ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
การดูแลสุขภาพหัวใจสามารถเริ่มต้นได้จากการรู้ข้อมูลสุขภาพของตัวเอง ได้แก่
- รู้ค่าความดันโลหิต
- รู้ระดับน้ำตาลในเลือด
- รู้ค่า LDL
- รู้ค่าไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)
- รู้รอบเอว
- ประเมินว่าตัวเองออกกำลังกายเพียงพอหรือไม่
- ประเมินว่าพักผ่อนและนอนหลับเพียงพอหรือไม่
เพราะโรคหัวใจหลายอย่างไม่ได้เกิดขึ้นภายในวันเดียว แต่ค่อย ๆ สะสมจากปัจจัยต่าง ๆ ที่ถูกปล่อยผ่านทีละเล็กทีละน้อย การเริ่มดูแลสุขภาพตั้งแต่วันนี้จึงยังทัน หากมีอาการแน่นหรือเจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก หน้ามืด หรือมีอาการปวดร้าวไปยังแขน กราม หรือหลัง โดยเฉพาะเมื่ออาการรุนแรง เกิดขึ้นขณะพัก หรือพักแล้วอาการไม่ดีขึ้น ควรไปโรงพยาบาลทันทีเพราะอาการผิดปกติจากหัวใจไม่ควรถูกมองข้าม และไม่ควรรอให้อาการรุนแรงก่อนจึงเข้ารับการตรวจ อย่ารอให้หัวใจพัง แล้วค่อยเริ่มดูแลหัวใจ