นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา (หมอแอร์) อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เผยแพร่ข้อความผ่านเพจ Akanis Srisukwattana เล่าเรื่องไขมันในเลือดให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจง่าย โดยเมื่อเรามีไขมันในเลือดสูง ไม่ใช่เพียงการตอบคำถามว่า “สูงเท่าไหร่ถึงต้องกินยา” แต่แพทย์กำลังประเมินว่า ในระยะยาวเรามีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองมากน้อยเพียงใด เพื่อกำหนดแนวทางการรักษาและเป้าหมายให้เหมาะกับระดับความเสี่ยงของแต่ละคน
การตรวจไขมันพื้นฐานมีอะไรบ้าง
โดยทั่วไป การตรวจไขมันในเลือดจะมี 4 ค่า ได้แก่
- Total cholesterol หรือคอเลสเตอรอลรวม
- Triglyceride หรือไตรกลีเซอไรด์ สะท้อนเรื่องอาหาร น้ำตาล น้ำหนัก และภาวะดื้อต่ออินซูลิน
- LDL-C สะท้อนถึงอนุภาคที่มีส่วนก่อคราบไขมันในหลอดเลือด
- HDL-C หรือที่มักเรียกว่าไขมันดี เป็นข้อมูลประกอบ แต่ไม่ได้เป็นเกราะป้องกันที่สามารถลบความเสี่ยงจากปัจจัยอื่นได้ทั้งหมด
ไตรกลีเซอไรด์ไม่ใช่ LDL และไม่ใช่ไขมันสะสมใต้ผิวหนังโดยตรง
ไตรกลีเซอไรด์เป็นรูปแบบหนึ่งของพลังงานที่ร่างกายขนส่งอยู่ในเลือด ระดับไตรกลีเซอไรด์มักสูงขึ้นจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน น้ำหนักเกิน ไขมันพอกตับ เบาหวาน การรับประทานแป้งขัดสีและน้ำตาลมากเกินไป การดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงโรคบางชนิดและยาบางชนิด ในคนส่วนใหญ่ การลดน้ำหนัก ลดอาหารหวาน ลดแอลกอฮอล์ ออกกำลังกาย และควบคุมเบาหวาน สามารถช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ดี
แต่หากไตรกลีเซอไรด์สูงตั้งแต่ 500 mg/dL ขึ้นไป ควรพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างจริงจัง เพราะระดับที่สูงมากเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะตับอ่อนอักเสบ และอาจจำเป็นต้องใช้ยาร่วมด้วย
หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า หากไตรกลีเซอไรด์และอินซูลินดี ระดับน้ำตาลดี และไม่มีภาวะหลอดเลือดอักเสบ ต่อให้ LDL สูงก็ไม่เป็นไร ซึ่งเป็นจุดที่พบความเข้าใจคลาดเคลื่อนได้บ่อย ควรมองปัจจัยเหล่านี้แยกกัน เพราะเป็นคนละแกน แม้จะมีความเชื่อมโยงกันอยู่บ้าง หาก LDL สูง ก็ยังมีความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ
LDL-C คือค่าที่สำคัญต่อความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ
LDL-C ไม่ได้หมายถึง “จำนวนเม็ดไขมันไม่ดี” แต่หมายถึงปริมาณคอเลสเตอรอลที่ถูกบรรทุกอยู่ภายในอนุภาค LDL ในเลือด เมื่อมี LDL-C สูงและอนุภาคเหล่านี้สัมผัสกับผนังหลอดเลือดเป็นเวลานาน โอกาสที่คอเลสเตอรอลจะสะสมในผนังหลอดเลือดและก่อให้เกิดคราบไขมันก็เพิ่มขึ้น ดังนั้น LDL-C สูงจึงเพิ่มความเสี่ยงได้ แม้จะเป็นคนที่แข็งแรง ออกกำลังกาย หรือมีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ดีก็ตาม
โดยทั่วไป ค่า LDL-C ไม่เกิน 130 mg/dL มักถูกใช้เป็นเกณฑ์หนึ่งในการประเมิน แต่สำหรับผู้ที่มีไขมันในเลือดสูงและจำเป็นต้องรักษา เป้าหมาย LDL-C จะไม่เท่ากันในแต่ละคนตามระดับความเสี่ยง โดยอย่างน้อยในบางกลุ่มจะต้องลดให้ต่ำกว่า 100 mg/dL
LDL-C เท่ากัน ความเสี่ยงอาจไม่เท่ากัน
ลองนึกภาพว่า LDL-C คือ “ปริมาณคอเลสเตอรอลรวม” ที่กำลังถูกขนส่งอยู่บนถนน
- คนหนึ่งมีรถบรรทุก 10 คัน แต่ละคันบรรทุกของเต็ม
- อีกคนมีรถบรรทุก 20 คัน แต่ละคันบรรทุกของน้อยกว่า
แม้ปริมาณของที่บรรทุกรวมกันจะเท่ากัน จึงมีค่า LDL-C เท่ากัน แต่คนที่มีรถวิ่งอยู่บนถนนมากกว่า ก็มีจำนวนอนุภาคไขมันที่ผ่านไปมาและมีโอกาสแทรกเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือดมากกว่า เพราะฉะนั้น แม้ LDL-C จะเท่ากัน ความเสี่ยงก็อาจไม่เท่ากันได้ ผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง เบาหวาน หรือภาวะเมตาบอลิกบางอย่าง อาจมี LDL-C ที่ดูไม่สูงมาก แต่จริง ๆ แล้วอาจมีจำนวนอนุภาคไขมันที่ก่อหลอดเลือดสูงกว่าที่คาด
ApoB จึงเปรียบเสมือนการนับจำนวนรถขนไขมันที่มีส่วนก่อคราบในหลอดเลือด ไม่ได้ดูเพียงปริมาณของที่รถบรรทุกทั้งหมด
ApoB คือการนับจำนวน “รถบรรทุกก่อหลอดเลือด”
ApoB เป็นโปรตีนที่อยู่บนอนุภาคที่มีส่วนก่อหลอดเลือดแทบทุกชนิด เช่น LDL, VLDL remnant และ Lp(a) พูดให้เข้าใจง่าย ๆ คือ
- LDL-C = ปริมาณคอเลสเตอรอลที่บรรทุก
- ApoB = จำนวนรถบรรทุกทั้งหมด
หาก ApoB สูง แปลว่ามีอนุภาคที่มีส่วนก่อหลอดเลือดหมุนเวียนอยู่มาก แม้ LDL-C อาจดูไม่สูงมากก็ตาม ภาวะนี้พบได้บ่อยในคนที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง HDL ต่ำ อ้วนลงพุง เบาหวาน หรือมีภาวะเมตาบอลิกซินโดรม ApoB จึงเป็นการตรวจเสริมที่มีประโยชน์ในคนกลุ่มนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจำเป็นต้องตรวจ
HDL ไม่ใช่ “ไขมันดีที่ยิ่งสูงยิ่งปลอดภัย
HDL มักถูกเรียกว่า “ไขมันดี” เพราะในภาพรวม คนที่มี HDL ต่ำมักมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น แต่ HDL สูงไม่ได้แปลว่าสามารถหักล้างความเสี่ยงจากไขมันที่ไม่ดีทั้งหมดได้ หรือพูดง่าย ๆ ว่าไม่ใช่หลักการ “1-1 = 0” ดังนั้นจึงไม่ควรใช้เหตุผลว่า “HDL ของผมสูงอยู่แล้ว” เพื่อปล่อยให้ LDL-C สูงโดยไม่ต้องรักษา
non-HDL-C เป็นตัวเลขที่หลายคนมองข้าม
non-HDL-C คือคอเลสเตอรอลทั้งหมดที่อยู่ในอนุภาคซึ่งสามารถก่อคราบไขมันในหลอดเลือดได้ นอกจาก LDL แล้ว ยังรวมถึง VLDL และ remnant cholesterol ซึ่งมักมีความสำคัญมากขึ้นในคนที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง เบาหวาน อ้วนลงพุง หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงเป็นตัวเลขที่มีประโยชน์มาก โดยเฉพาะในกรณีที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง
ApoA-I ไม่ใช่สิ่งตรงข้ามของ ApoB แบบง่าย ๆ
ApoA-I เป็นโปรตีนหลักที่อยู่บน HDL โดยทั่วไป ApoA-I ที่สูงมักสัมพันธ์กับรูปแบบไขมันที่ดูดีขึ้น โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้ใช้การตรวจ ApoA-I เป็นรายการหลักในการประเมินความเสี่ยงเพื่อวางแผนการรักษา
Lp(a) คือความเสี่ยงที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมเป็นหลัก
Lp(a) หรือ Lipoprotein(a) เป็นอนุภาคที่มีลักษณะคล้าย LDL และมี Apo(a) ติดอยู่เพิ่มเติม หากเปรียบไขมันเหมือนรถบรรทุก Lp(a) ก็เปรียบเสมือนรถบรรทุกที่มี “ตะขอเกี่ยว” หากมีระดับสูง จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะลิ้นเอออร์ติกตีบจากหินปูน มากกว่าไขมันที่สูงทั่วไป
ระดับ Lp(a) ถูกกำหนดโดยพันธุกรรมเป็นส่วนใหญ่ การรับประทานอาหารที่ดีและการออกกำลังกายมีประโยชน์ต่อสุขภาพโดยรวม แต่ไม่ได้ช่วยลดค่า Lp(a) ได้มากนัก จึงแนะนำให้ผู้ใหญ่ตรวจ Lp(a) อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต ค่าตั้งแต่ **75 nmol/L หรือ 30 mg/dL ขึ้นไป ถือว่าสูง
ปัจจุบันยังไม่มีการรักษาที่มุ่งลด Lp(a) โดยเฉพาะซึ่งเป็นมาตรฐานทั่วไป สิ่งสำคัญคือการควบคุม LDL-C ความดันโลหิต น้ำตาล น้ำหนัก การสูบบุหรี่ และปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ให้เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงพิจารณาตรวจคนในครอบครัว ในอนาคตอันใกล้มีแนวโน้มว่าจะมียาที่ใช้รักษา Lp(a) โดยเฉพาะ
การรักษาไขมันไม่ควรตัดสินจากเลขเดียว
เวลาหมอดูผลไขมัน จะไม่ได้ดู LDL-C เพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาร่วมกับข้อมูลและปัจจัยเสี่ยงทางการแพทย์ เช่น อายุ ความดันโลหิต เบาหวาน โรคไต การสูบบุหรี่ ประวัติครอบครัว ระดับ LDL-C เดิมที่ยังไม่ได้รับการรักษา รวมถึงค่า ApoB, Lp(a) และหลักฐานของคราบไขมันในหลอดเลือด
อาจมีการใช้เครื่องคำนวณความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในช่วง 10 ปี เช่น PREVENT ของสหรัฐอเมริกา SCORE2 ของยุโรป หรือ Thai CV Risk Score ของประเทศไทย เพื่อช่วยวางแผนการรักษา
การประเมินความเสี่ยงอาจแตกต่างกันไปตามแนวทางหรือเครื่องมือที่แพทย์แต่ละท่านเลือกใช้ โดยมีเป้าหมายเพื่อกำหนดระดับความเสี่ยงและเป้าหมายการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคน ซึ่งจะพิจารณาจากค่า LDL-C และในบางกรณีอาจพิจารณาค่า ApoB ร่วมด้วย
ดังนั้น การดูไขมันในเลือดจึงไม่ใช่เพียงการถามว่า “ค่าไหนสูง” หรือ “ต้องกินยาหรือไม่” แต่ต้องดูภาพรวมของความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว เพื่อให้สามารถกำหนดเป้าหมายและแนวทางการรักษาได้เหมาะสมกับแต่ละบุคคล