รู้ทัน “ไตรกลีเซอไรด์สูง” 8 เรื่องสำคัญ แม้ LDL-C ดี ก็ยังเสี่ยงตับอ่อนอักเสบ-โรคหัวใจ

โดย PPTV Online

เผยแพร่

หมอแอร์เผย 8 เรื่อง “ไตรกลีเซอไรด์” ชี้ TG สูงเสี่ยงทั้งตับอ่อนอักเสบและโรคหลอดเลือด แม้ LDL-C ดี แนะประเมิน ApoB ร่วมและปรับ Lifestyle

นพ.อกนิษฐ์ ศรีสุขวัฒนา หรือ “หมอแอร์” อายุรแพทย์โรคหัวใจ และผู้ชำนาญการด้าน Sports Cardiology โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์ เผยแพร่ข้อความผ่านเพจ Akanis Srisukwattana  เล่าเรื่อง “ไตรกลีเซอไรด์” ในมุมหมอหัวใจ พร้อมยกตัวอย่างคนไข้รายหนึ่งที่เคยมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเกือบ 1,000 mg/dL
หมอแอร์ระบุว่า คนไข้รายนี้มีระดับน้ำตาลดี น้ำหนักไม่ได้มาก ออกกำลังกายน้อย นอนดึกจากอาชีพ และมีค่า LDL-C อยู่ในเกณฑ์ดี  

 

ไตรกลีเซอไรด์สูง Akanis Srisukwattana
ไตรกลีเซอไรด์สูง

จึงอาจทำให้หลายคนรู้สึกว่าไตรกลีเซอไรด์ หรือ TG คงไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจมากนัก แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น หมอแอร์จึงอธิบายเรื่องไตรกลีเซอไรด์ผ่าน 8 ข้อสำคัญ ดังนี้

ไตรกลีเซอไรด์สูงมาก เสี่ยงตับอ่อนอักเสบ

เมื่อไตรกลีเซอไรด์อยู่ที่ระดับตั้งแต่ 500 mg/dL ขึ้นไป แพทย์จะเริ่มกังวลถึงความเสี่ยงของตับอ่อนอักเสบเฉียบพลัน โดยเฉพาะหากระดับสูงเกิน 1,000 mg/dL

ในบางคน ตัวเลขไตรกลีเซอไรด์อาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังดื่มแอลกอฮอล์ รับประทานอาหารหวาน แป้งขัดสีในปริมาณมาก หรือรับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานทางพันธุกรรมร่วมด้วย

ดังนั้น ในกรณีของคนไข้รายนี้ เป้าหมายแรกของการรักษาคือการลดโอกาสที่ระดับไตรกลีเซอไรด์จะพุ่งสูงจนเพิ่มความเสี่ยงต่อตับอ่อนอักเสบ โดยพูดคุยกับคนไข้ เริ่มรับประทานยาเพื่อรักษาระดับ TG และปรับ Lifestyle ควบคู่กัน ทั้งลดหวาน ลดมัน และออกกำลังกาย

ไตรกลีเซอไรด์สูงเรื้อรัง เกี่ยวข้องกับหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน

ความเสี่ยงต่อหลอดเลือดไม่ได้เกิดจากไตรกลีเซอไรด์โดยตรง ตับจะนำไตรกลีเซอไรด์ไปบรรจุใน VLDL ซึ่งเปรียบเหมือนรถขนส่งพลังงานในเลือด เมื่อ VLDL ส่งไตรกลีเซอไรด์ออกไป อนุภาคดังกล่าวจะกลายเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กลงและมีคอเลสเตอรอลเข้มข้นขึ้น เช่น VLDL remnant และ IDL ก่อนที่บางส่วนจะกลายเป็น LDL

อนุภาคเหล่านี้สามารถเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือด และมีส่วนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองได้

ดังนั้น ไตรกลีเซอไรด์สูงไม่ได้หมายความว่าเสี่ยงเฉพาะตับอ่อนเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาหาอนุภาค remnant ที่อาจกำลังทำร้ายหลอดเลือดด้วย

LDL-C ดูดี อาจยังไม่เห็นภาพทั้งหมดในคนที่มี TG สูง

LDL-C เป็นค่าที่บอกปริมาณคอเลสเตอรอลที่อยู่ใน LDL เป็นหลัก แต่ในคนที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง คอเลสเตอรอลส่วนหนึ่งอาจอยู่ใน VLDL, IDL และ remnant particles มากกว่าที่เราคิด ทำให้ค่า LDL-C ดูไม่สูงมาก แต่จำนวนอนุภาคที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดโดยรวมยังสามารถสูงได้ จึงอาจต้องตรวจหาจำนวนอนุภาคของไขมันที่ไม่ดีซึ่งสามารถเข้าไปสู่หลอดเลือดเพิ่มเติม ได้แก่ การตรวจ Apo B

ApoB คือการนับจำนวน “รถขนไขมันที่ก่อโรค”

ApoB เป็นโปรตีนที่อยู่บนอนุภาคที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดเกือบทุกชนิด ได้แก่ VLDL, IDL, LDL และ Lp(a) จึงสามารถเปรียบได้กับการนับจำนวนรถขนส่งที่มีโอกาสเข้าไปสะสมในผนังหลอดเลือด สำหรับคนไข้รายนี้ เมื่อตรวจ ApoB พบว่าสูงกว่า 130 mg/dL แสดงว่ามี VLDL, IDL และ Remnant จำนวนมาก ซึ่งอนุภาคเหล่านี้สามารถทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้เช่นกัน ไม่แพ้ LDL

นี่จึงเป็นเหตุผลที่คนที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง โดยเฉพาะมากกว่า 200 mg/dL ควรพิจารณาตรวจ ApoB เพิ่มเติม และไม่ควรดูเพียงค่า LDL-C ตัวเดียว

ทำไมบางคนจึงต้องใช้ยามากกว่าหนึ่งกลุ่ม

ในกรณีนี้ มีเป้าหมายในการรักษา 2 เรื่องพร้อมกัน ได้แก่

  • ลดไตรกลีเซอไรด์เพื่อป้องกันไม่ให้ระดับกลับไปสูงมากจนเพิ่มความเสี่ยงต่อตับอ่อนอักเสบ
  • ลดอนุภาค ApoB-containing particles เช่น LDL, IDL และ remnant เพื่อลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดในระยะยาว

หลังประเมินความเสี่ยงโดยรวมและพูดคุยกับคนไข้ จึงตัดสินใจใช้ statin ร่วมกับยาลดไตรกลีเซอไรด์

การให้ยาลดไขมัน 2 กลุ่มพร้อมกันอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยาได้มากกว่า แต่ไม่ได้หมายความว่า “ห้าม” ใช้ยาไขมันสองชนิดร่วมกัน โดยควรมีเหตุผลที่ชัดเจน เลือกยาให้เหมาะสม และติดตามอาการกล้ามเนื้อ การทำงานของตับและไต รวมถึงปฏิกิริยาระหว่างยาอย่างใกล้ชิด

ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันที่ Lifestyle ช่วยได้มาก

ไตรกลีเซอไรด์มักตอบสนองต่อการปรับพฤติกรรมได้ดีกว่า LDL-C โดยแนวทางที่ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ ได้แก่

  • งดแอลกอฮอล์
  • ลดน้ำหวาน ขนม ของหวาน และแป้งขัดสี
  • ลดการรับประทานอาหารเกินความต้องการพลังงานของร่างกาย
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งแอโรบิกและเวทเทรนนิง

ในบางกรณีแพทย์อาจไม่รอให้คนไข้ปรับ Lifestyle จนการรักษาล่าช้า แต่จะพิจารณาตามความเสี่ยงของแต่ละคน และให้ยาร่วมด้วย

แล้ว LDL-C สูง ต่างจาก TG สูงอย่างไร

ไตรกลีเซอไรด์สูงในหลายคนสามารถลดลงได้มากจากการลดหวาน ลดแอลกอฮอล์ ควบคุมน้ำหนัก และออกกำลังกาย และสามารถลดลงจนอยู่ในระดับปกติได้ โดยส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องใช้ยา แต่หาก LDL-C สูงมาก โดยเฉพาะกรณีที่เกิดจากพันธุกรรม การปรับ Lifestyle ยังคงมีความสำคัญมาก แต่หลายครั้งอาจลด LDL-C ได้ไม่เพียงพอที่จะทำให้ความเสี่ยงลดลงสู่ระดับที่เหมาะสม จึงอาจจำเป็นต้องใช้ statin ร่วมด้วย

สรุป “LDL-C ต่ำ” ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงหัวใจหมดไป

หมอแอร์สรุปว่า LDL-C ต่ำ ไม่ได้ลบความเสี่ยงต่อโรคหัวใจได้ทั้งหมด หากยังมีไตรกลีเซอไรด์สูงและ ApoB สูง ในทางกลับกัน แม้ไตรกลีเซอไรด์และน้ำตาลจะอยู่ในระดับดี ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีความเสี่ยง หากค่า LDL-C หรือ ApoB ยังคงสูง

ดังนั้น การประเมินความเสี่ยงด้านไขมันในเลือดจึงไม่ควรพิจารณาจากค่าใดค่าหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ควรมองภาพรวมของไขมันและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคลประกอบกัน

วิดีโอยอดนิยม

ข่าวเด่นในรอบสัปดาห์

PPTVHD36

เพิ่ม PPTVHD36
ลงในหน้าจอหลักของคุณ